<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>koy &#8211; bkkhealthcare</title>
	<atom:link href="https://bkkhealthcare.com/author/koy/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://bkkhealthcare.com</link>
	<description>แค่เว็บเวิร์ดเพรสเว็บหนึ่ง</description>
	<lastBuildDate>Thu, 12 Aug 2021 13:15:56 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.9.4</generator>
	<item>
		<title>รังสียูวีก็ทำร้ายผิวได้ แม้จะเวิร์คฟอรมโฮม (WFH)</title>
		<link>https://bkkhealthcare.com/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%86/%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%b9%e0%b8%a7%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b9%87%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%9c%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b9%84%e0%b8%94/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[koy]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 12 Aug 2021 13:15:56 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[โรคต่างๆ]]></category>
		<category><![CDATA[รังสียูวี]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://bkkhealthcare.com/?p=583</guid>

					<description><![CDATA[เมื่อชีวิตประจำวันของคนส่วนใหญ่ในปัจจุบัน ตั้งแต่ตื่นเช้าจนถึงเข้านอนวนลูบไปมากับ “การอยู่บ้าน และ เวิร์คฟอรมโฮม” เนื่องด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้การเดินทางไปที่ต่าง ๆ โดยเฉพาะการทำงานนอกบ้านลดน้อยลง หลาย ๆ คนอาจจะรู้สึกโล่งใจ เพราะไม่ต้องผจญกับปัญหาแสงแดดที่ทำร้ายผิว แต่รู้หรือไม่ค่ะว่าถึงแม้ทำงานอยู่ที่บ้านแต่รังสียูวีจากแสงแดดก็ยังตามมาทำร้ายจนถึงในบ้านได้ ความจริงแล้ว แม้ว่าเราจะอยู่ในบ้านหรืออาคารที่มีหลังคาและกำแพงบดบังแสงแดด รังสียูวีจากแสงแดดโดยเฉพาะรังสียูวีเอ (UVA) ที่มีมากตลอดทั้งวัน สามารถทะลุผ่านกระจกเข้ามาในบ้านและทำร้ายผิวได้ ตั้งแต่เกิดการกระตุ้นเม็ดสีเมลานินให้ทำงานมากเกินไปจนทำให้ผิวหน้าหมองคล้ำและเกิดจุดด่างดำขึ้น นอกจากนี้รังสียูวียังทำลายโครงสร้างผิวชั้นลึกและเส้นใยคอลลาเจน ทำให้ความยืดหยุ่นของผิวเสียไป เกิดริ้วรอยและความหย่อนคล้อยของใบหน้า ท้ายที่สุดยังทำให้เกิดสารอนุมูลอิสระทำลายเซลล์ผิว ทำให้ผิวแก่ก่อนวัย ยิ่งเราชะล่าใจว่าไม่ได้ออกไปไหน ยิ่งขาดการสร้างเกราะป้องกันผิวโดยเฉพาะการทาครีมกันแดด อีกทั้งการทำงานที่บ้าน เรายังต้องได้รับแสงจากหน้า จอคอมพิวเตอร์และสมาร์ทโฟน ที่ต้องใช้ในการทำงานติดต่อสื่อสาร ซึ่งแสงสีฟ้าก็ส่งผลกระทบต่อผิวทั้งทางตรงและทางอ้อม ทั้งการเกิดเม็ดสี ฝ้ากระ ริ้วรอยก่อนวัย และยังส่งผลกระทบต่อการหลั่งของฮอร์โมนเมลาโตนินตามธรรมชาติ ทำให้การนอนหลับไม่เพียงพอ หลับไม่สนิท ส่งผลต่อผิวทางอ้อม แพทย์หญิงอรุณี ทองอัครนิโรจน์ (หมอออย) แพทย์ผู้มีประสบการณ์ด้านผิวพรรณ จาก รมย์รวินท์ คลินิก แนะนำว่า &#8220;แม้จะอยู่บ้าน ก็ใช่ว่าจะปลอดภัยจากแสงและรังสียูวีที่ทำร้ายผิวค่ะ การดูแลป้องกันผิวจากการถูกทำร้ายเบื้องต้นเริ่มได้ที่บ้าน ด้วยการใช้ผลิตภัณฑ์ปกป้องผิวจากแสงแดดที่สามารถป้องกันได้ทั้งรังสียูวีเอและยูวีบี ครอบคลุมไปถึงแสงสีฟ้า และควรลดหรือปรับความสว่างของหน้าจอมือถือหรือคอมพิวเตอร์ลงให้เหลือน้อยที่สุดเท่าที่ทำได้ค่ะ แต่หากว่าเกิดปัญหาสีผิวไม่สม่ำเสมอ รวมทั้งริ้วรอยที่เริ่มเด่นชัดเกินจะเยียวยาด้วยตนเอง การพึ่งพาเทคโนโลยีก็ถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง เลเซอร์ผิวใสโดยหลักการแล้วจะเน้นการทำงานเพื่อลดการสร้างเม็ดสี ปรับความไม่สม่ำเสมอของสีผิว ลดความหมองคล้ำ ช่วยปรับผิวให้ดูใสมากขึ้น แต่ปัจจุบันเทคโนโลยีผิวใสได้พัฒนาไปมาก อย่างโปรแกรม Smart [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p style="font-weight: 400;">เมื่อชีวิตประจำวันของคนส่วนใหญ่ในปัจจุบัน ตั้งแต่ตื่นเช้าจนถึงเข้านอนวนลูบไปมากับ “การอยู่บ้าน และ เวิร์คฟอรมโฮม” เนื่องด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้การเดินทางไปที่ต่าง ๆ โดยเฉพาะการทำงานนอกบ้านลดน้อยลง หลาย ๆ คนอาจจะรู้สึกโล่งใจ เพราะไม่ต้องผจญกับปัญหาแสงแดดที่ทำร้ายผิว แต่รู้หรือไม่ค่ะว่าถึงแม้ทำงานอยู่ที่บ้านแต่รังสียูวีจากแสงแดดก็ยังตามมาทำร้ายจนถึงในบ้านได้</p>
<p style="font-weight: 400;">
<p style="font-weight: 400;">ความจริงแล้ว แม้ว่าเราจะอยู่ในบ้านหรืออาคารที่มีหลังคาและกำแพงบดบังแสงแดด รังสียูวีจากแสงแดดโดยเฉพาะรังสียูวีเอ (UVA) ที่มีมากตลอดทั้งวัน สามารถทะลุผ่านกระจกเข้ามาในบ้านและทำร้ายผิวได้ ตั้งแต่เกิดการกระตุ้นเม็ดสีเมลานินให้ทำงานมากเกินไปจนทำให้ผิวหน้าหมองคล้ำและเกิดจุดด่างดำขึ้น นอกจากนี้รังสียูวียังทำลายโครงสร้างผิวชั้นลึกและเส้นใยคอลลาเจน ทำให้ความยืดหยุ่นของผิวเสียไป เกิดริ้วรอยและความหย่อนคล้อยของใบหน้า ท้ายที่สุดยังทำให้เกิดสารอนุมูลอิสระทำลายเซลล์ผิว ทำให้ผิวแก่ก่อนวัย ยิ่งเราชะล่าใจว่าไม่ได้ออกไปไหน ยิ่งขาดการสร้างเกราะป้องกันผิวโดยเฉพาะการทาครีมกันแดด อีกทั้งการทำงานที่บ้าน เรายังต้องได้รับแสงจากหน้า จอคอมพิวเตอร์และสมาร์ทโฟน ที่ต้องใช้ในการทำงานติดต่อสื่อสาร ซึ่งแสงสีฟ้าก็ส่งผลกระทบต่อผิวทั้งทางตรงและทางอ้อม ทั้งการเกิดเม็ดสี ฝ้ากระ ริ้วรอยก่อนวัย และยังส่งผลกระทบต่อการหลั่งของฮอร์โมนเมลาโตนินตามธรรมชาติ ทำให้การนอนหลับไม่เพียงพอ หลับไม่สนิท ส่งผลต่อผิวทางอ้อม</p>
<p style="font-weight: 400;"><strong>แพทย์หญิงอรุณี ทองอัครนิโรจน์ (หมอออย)</strong> แพทย์ผู้มีประสบการณ์ด้านผิวพรรณ จาก <strong>รมย์รวินท์ คลินิก</strong> แนะนำว่า <em>&#8220;แม้จะอยู่บ้าน ก็ใช่ว่าจะปลอดภัยจากแสงและรังสียูวีที่ทำร้ายผิวค่ะ การดูแลป้องกันผิวจากการถูกทำร้ายเบื้องต้นเริ่มได้ที่บ้าน ด้วยการใช้ผลิตภัณฑ์ปกป้องผิวจากแสงแดดที่สามารถป้องกันได้ทั้งรังสียูวีเอและยูวีบี ครอบคลุมไปถึงแสงสีฟ้า และควรลดหรือปรับความสว่างของหน้าจอมือถือหรือคอมพิวเตอร์ลงให้เหลือน้อยที่สุดเท่าที่ทำได้ค่ะ แต่หากว่าเกิดปัญหาสีผิวไม่สม่ำเสมอ รวมทั้งริ้วรอยที่เริ่มเด่นชัดเกินจะเยียวยาด้วยตนเอง การพึ่งพาเทคโนโลยีก็ถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง เลเซอร์ผิวใสโดยหลักการแล้วจะเน้นการทำงานเพื่อลดการสร้างเม็ดสี ปรับความไม่สม่ำเสมอของสีผิว ลดความหมองคล้ำ ช่วยปรับผิวให้ดูใสมากขึ้น แต่ปัจจุบันเทคโนโลยีผิวใสได้พัฒนาไปมาก อย่างโปรแกรม </em><strong><em>Smart Bright </em></strong><strong><em>Advanced Beauty Solutions</em></strong><em> นอกจากลดรอยสิว จุดด่างดำ ช่วยปรับผิวเคลียร์ใสแล้ว ยังช่วยลดสาเหตุการเกิดเม็ดสีได้ตั้งแต่กระบวนการเริ่มต้น ตัดตอนวงจรการเกิดฝ้าได้ในอนาคต ถือเป็นเทคโนโลยีผิวใสใหม่ที่ตอบโจทย์ผิวคนเอเชียได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นค่ะ</em><em>&#8220;</em></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เมื่อลูกสุดรักมีปัญหาการเรียน….คุณพ่อคุณแม่ต้องแก้อย่างไร</title>
		<link>https://bkkhealthcare.com/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%9e%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%a5/%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%81/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[koy]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 12 Aug 2021 05:13:52 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[โรงพยาบาล]]></category>
		<category><![CDATA[สุขภาพเด็ก]]></category>
		<category><![CDATA[โรงพยาบาลนวเวช]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://bkkhealthcare.com/?p=580</guid>

					<description><![CDATA[ปัญหาเรื่องการเรียนของลูกดูเหมือนจะเป็นปัญหาหนักใจของคุณพ่อคุณแม่ เมื่อลูกอ่านเขียนช้า เรียนไม่ทันเพื่อน หลายคนคิดไม่ตกว่าจะแก้ไขอย่างไรดี พญ.ดวงรัตน์ วังเกล็ดแก้ว กุมารแพทย์ที่ปรึกษาศูนย์สุขภาพเด็ก โรงพยาบาลนวเวช และเจ้าของเพจ หมอปุ๊ก Doctor For Kids จึงมีคำแนะนำดี ๆ มาฝาก โดยยกเคสของคุณแม่ท่านหนึ่งที่ลูกชายมีปัญหาการเรียน นำมาบอกเล่าแบ่งปันให้เห็นเป็นตัวอย่าง หมอปุ๊กเล่ามีคุณแม่ท่านหนึ่งถามว่าลูกชายเรียนอยู่ชั้น ป.2 กาลังจะขึ้นชั้น ป.3 เป็นเด็กฉลาดเฉลียว ร่าเริงแจ่มใส เรียนรู้อะไรเร็ว ช่างพูดช่างคุย ช่างซักช่างถาม ช่วยเหลือตัวเองดี ดูแล้วก็เหมือนกับเด็กวัยประถมทั่วๆ ไป แต่มีปัญหาของลูกอยู่อย่างหนึ่งที่คุณแม่ไม่เข้าใจ ก็คือจะขึ้นชั้น ป.3 แล้ว ทำไมลูกถึงยังอ่านเขียนหนังสือไม่ได้เลย พยัญชนะไทย 44 ตัวก็ยังจำได้ไม่แม่น ไม่นับตัวสะกด ผันวรรณยุกต์ต่าง ๆ จำสับสนปนเปกันไปหมด คุณแม่เคี่ยวเข็ญ จับมาสอนให้ท่องจำแค่ไหน ไม่นานก็ลืม ต้องมาสอนจำพยัญชนะกันใหม่ตลอด พอเอามารวมตัวสะกดให้เป็นคำ ใส่วรรณยุกต์ ลูกสับสนมาก อ่านเขียนผิดซะมากกว่าถูก จะว่าลูกไม่ฉลาด สติปัญญาไม่ดี ก็ดูจะไม่ใช่ เพราะเรื่องอื่นๆ ในชีวิตประจำวันจะจำได้ดี ดูจะฉลาดเอาตัวรอดเก่ง ตอนนี้มีปัญหาคือ เวลาสอนการบ้านลูกทีไร คุณแม่โมโหทุกที ดุว่าไปบ่อยๆ &#8220;แค่นี้ทำไมถึงทำไม่ได้&#8221; &#8220;มันยากเย็นอะไรหนักหนา&#8221; ลูกกลัวคุณแม่ ไม่อยากอ่านเขียน คอยจะเลี่ยง ทำใหัความสัมพันธ์แม่ลูกไม่ดี [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p style="font-weight: 400;">ปัญหาเรื่องการเรียนของลูกดูเหมือนจะเป็นปัญหาหนักใจของคุณพ่อคุณแม่ เมื่อลูกอ่านเขียนช้า เรียนไม่ทันเพื่อน หลายคนคิดไม่ตกว่าจะแก้ไขอย่างไรดี <strong>พญ.ดวงรัตน์ วังเกล็ดแก้ว กุมารแพทย์ที่ปรึกษาศูนย์สุขภาพเด็ก โรงพยาบาลนวเวช และเจ้าของเพจ หมอปุ๊ก </strong><strong>Doctor For Kids</strong> จึงมีคำแนะนำดี ๆ มาฝาก โดยยกเคสของคุณแม่ท่านหนึ่งที่ลูกชายมีปัญหาการเรียน นำมาบอกเล่าแบ่งปันให้เห็นเป็นตัวอย่าง</p>
<p style="font-weight: 400;">หมอปุ๊กเล่ามีคุณแม่ท่านหนึ่งถามว่าลูกชายเรียนอยู่ชั้น ป.2 กาลังจะขึ้นชั้น ป.3 เป็นเด็กฉลาดเฉลียว ร่าเริงแจ่มใส เรียนรู้อะไรเร็ว ช่างพูดช่างคุย ช่างซักช่างถาม ช่วยเหลือตัวเองดี ดูแล้วก็เหมือนกับเด็กวัยประถมทั่วๆ ไป แต่มีปัญหาของลูกอยู่อย่างหนึ่งที่คุณแม่ไม่เข้าใจ ก็คือจะขึ้นชั้น ป.3 แล้ว ทำไมลูกถึงยังอ่านเขียนหนังสือไม่ได้เลย พยัญชนะไทย 44 ตัวก็ยังจำได้ไม่แม่น ไม่นับตัวสะกด ผันวรรณยุกต์ต่าง ๆ จำสับสนปนเปกันไปหมด</p>
<p style="font-weight: 400;">คุณแม่เคี่ยวเข็ญ จับมาสอนให้ท่องจำแค่ไหน ไม่นานก็ลืม ต้องมาสอนจำพยัญชนะกันใหม่ตลอด พอเอามารวมตัวสะกดให้เป็นคำ ใส่วรรณยุกต์ ลูกสับสนมาก อ่านเขียนผิดซะมากกว่าถูก จะว่าลูกไม่ฉลาด สติปัญญาไม่ดี ก็ดูจะไม่ใช่ เพราะเรื่องอื่นๆ ในชีวิตประจำวันจะจำได้ดี ดูจะฉลาดเอาตัวรอดเก่ง ตอนนี้มีปัญหาคือ เวลาสอนการบ้านลูกทีไร คุณแม่โมโหทุกที ดุว่าไปบ่อยๆ &#8220;แค่นี้ทำไมถึงทำไม่ได้&#8221; &#8220;มันยากเย็นอะไรหนักหนา&#8221;<strong> </strong>ลูกกลัวคุณแม่ ไม่อยากอ่านเขียน คอยจะเลี่ยง ทำใหัความสัมพันธ์แม่ลูกไม่ดี</p>
<p style="font-weight: 400;">ที่โรงเรียน คุณครูแจ้งให้คุณแม่ทราบว่า ลูกเรียนวิชาอ่านเขียนได้ช้า เรียนวิชาการไม่ทันเพื่อนในห้อง แต่พวกวิชาวาดรูป พละศึกษา วิชาที่ต้องลงมือทำสิ่งต่างๆ เด็กทำได้ดีเท่าหรือจะดีกว่าเพื่อนร่วมชั้น คุณครูจึงช่วยด้านการเรียนโดยในเวลาว่างครูจะให้มาฝึกเขียนอ่านแยกต่างหากให้เป็นพิเศษ แต่เด็กก็ยังอ่านเขียนได้ไม่ดีเท่าที่ควร พอจบชั้น ป.2 คุณครูประจำชั้นก็แนะนำให้คุณแม่พาลูกไปหาคุณหมอเพื่อดูว่าลูกมีปัญหาการเรียนรู้ หรือไอคิวบกพร่องอะไรหรือเปล่า พอรู้สาเหตุแล้ว ครูจะได้ช่วยเหลือให้ถูกจุด</p>
<p style="font-weight: 400;">เมื่อฟังคุณแม่เล่ามาแบบนี้ ในเบื้องต้น หมอปุ๊กจึงคิดว่าปัญหาหลักของลูกชายก็คือเรื่องปัญหาการเรียน<strong> </strong>คือเรียนรู้ทางวิชาการ ด้านการอ่าน การเขียนได้ช้ากว่าเพื่อนวัยเดียวกันทั้งๆ ที่ครูและแม่ก็ใส่ใจสอนให้ และถือว่าโชคดีที่ขณะนี้ เด็กไม่มีปัญหาพฤติกรรมหรือปัญหาจิตใจด้านอื่นๆ</p>
<p style="font-weight: 400;">หมอปุ๊กได้กล่าวถึงปัญหาการเรียนของเด็กว่ามีสาเหตุหลัก 3 ด้าน คือ</p>
<p style="font-weight: 400;">1.จากตัวเด็กเอง เช่น โรคซน สมาธิสั้น โรคบกพร่องทางการเรียนรู้ (Learning disability) หรือแอลดี สติปัญญาบกพร่อง ปัญหาทางจิตใจอารมณ์ เช่น วิตกกังวล ซึมเศร้า</p>
<p style="font-weight: 400;">2.จากครอบครัว เช่น การเลี้ยงดูไม่เอื้อต่อการเรียนของเด็ก รวมไปถึงขาดปัจจัยในการสนับสนุนการเรียน บรรยากาศครอบครัวเคร่งเครียด มีปัญหาความสัมพันธ์ในบ้าน</p>
<p style="font-weight: 400;">3.จากโรงเรียน สังคมและสิ่งแวดล้อมที่ไม่ส่งเสริมให้เด็กได้เรียนรู้ตามวัย เช่น ระบบการเรียนการสอนของโรงเรียน คุณสมบัติ ความสามารถ และทักษะในการสอนของคุณครู ความสัมพันธ์กับคุณครูและเพื่อนที่โรงเรียน</p>
<p style="font-weight: 400;">สำหรับสาเหตุของปัญหาการเรียนที่หมอปุ๊กนึกถึงมากที่สุดสำหรับเคสนี้ ก็คือ <strong>“โรคบกพร่องทางการเรียนรู้ &#8221; หรือ &#8220;แอลดี&#8221; </strong>ซึ่งคำกว่าแอลดีนี้เป็นคำเรียกรวมของความบกพร่องของทักษะ 3 ด้านในการเรียน นั่นคือ 1. ทักษะการอ่าน 2. ทักษะการเขียนและการสะกดคำ 3. ทักษะการคิดคำนวณทางคณิตศาสตร์</p>
<p style="font-weight: 400;">หมอปุ๊กได้แนะนำให้คุณแม่พาลูกไปปรึกษาจิตแพทย์เด็กหรือกุมารแพทย์ เพื่อทำการประเมิน และวินิจฉัยสาเหตุของปัญหาการเรียนของลูก ซึ่งแพทย์จะมีขั้นตอนการดูแลและช่วยเหลือเด็ก โดยซักประวัติเพิ่มเติมจากคุณพ่อคุณแม่ คนในครอบครัวที่เกี่ยวขัองกับเด็กและตัวเด็ก ตรวจร่างกาย ตรวจประเมินสภาพจิตใจของเด็ก และขอข้อมูลปัญหาการเรียนของเด็กจากคุณครู</p>
<p style="font-weight: 400;">ตามมาตรฐานการวินิจฉัยโรคแอลดีจะต้องตรวจประเมินระดับสติปัญญาร่วมกับตรวจแบบทดสอบประเมินความถูกต้องในการอ่านและสะกดคำ (Wide- Range -Achievement test) ฉบับภาษาไทย ซึ่งทำโดยนักจิตวิทยาคลินิก นอกจากนี้ สิ่งที่ต้องคำนึงถึงในการช่วยเหลือเด็กโรคแอลดี ก็คือ เด็กแอลดีอาจจะมีภาวะอื่นๆเกิดร่วมด้วย เช่น โรคซน สมาธิสั้น โรควิตกกังวล การขาดแรงจูงใจในการเรียน หรือการมองเห็นคุณค่าในตัวเองต่ำกว่าความเป็นจริง ฯลฯ ซึ่งภาวะที่พบร่วมเหล่านี้ควรได้รับการช่วยเหลือ ช่วยแก้ปัญหาให้เด็กไปพร้อมๆ กับการช่วยเหลือทางด้านการเรียน ผลการรักษาจึงจะครอบคลุมและได้ผลดีที่สุด</p>
<p style="font-weight: 400;">หมอปุ๊กกล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับเด็กแล้ว การเรียนเป็นเรื่องสำคัญลำดับต้นๆ ต่อการวางรากฐานชีวิตในอนาคตของเด็กคนหนึ่งเลยทีเดียว<strong> </strong>ไม่จำเป็นที่เด็กจะต้องแข่งขันกันเรียนอย่างเอาเป็นเอาตายให้ได้ที่หนึ่งในระดับโรงเรียนหรือระดับประเทศ เด็กทุกคนไม่จำเป็นต้องเก่งวิชาการขนาดนั้น แต่หากเด็กคนใดจะเรียนได้ดีระดับนั้นโดยมีความสุขในการเรียน นั่นก็เป็นเรื่องที่น่ายินดี น่าชื่นใจของพ่อแม่ แต่เด็กทุกคนต้องสามารถเรียนรู้ มีทักษะพื้นฐานในการอ่านเขียน การค้นคว้า การคิดวิเคราะห์เหตุผล เพื่อจะได้ต่อยอดหาความรู้ในสายงานต่างๆ ตามความถนัดความชอบต่อไป เมื่อพบว่าเด็กมีปัญหาการเรียนตั้งแต่วัยเด็กเล็ก วัยประถม พ่อแม่และครูก็ไม่ควรเพิกเฉยหรือปล่อยปละละเลย คิดว่าเด็กยังเล็ก ไม่เป็นไร เพราะยิ่งปล่อยไว้นาน โตขึ้น ปัญหาการเรียนของเด็กจะยิ่งแก้ไขยากขึ้นๆ ดังนั้น หากพ่อแม่และครูพบปัญหาการเรียนของเด็กเล็กและไม่สามารถแก้ไขเองได้ ก็ควรปรึกษาแพทย์ผู้เขี่ยวชาญ ซึ่งจะนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาและการแก้ไขปัญหาอย่างตรงจุดและครบวงจร ทั้งที่ตัวเด็ก ครอบครัว และสิ่งแวดล้อมอื่นๆ ตามที่ได้กล่าวแล้วข้างต้น</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>หน้ากากผ้า Amicor by DEXON นวัตกรรมฆ่าเชื้อไวรัสใน 15 วินาที</title>
		<link>https://bkkhealthcare.com/%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b9%82%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%a2%e0%b8%b5%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%9c%e0%b9%89%e0%b8%b2-amicor-by-dexon-%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%86%e0%b9%88/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[koy]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 12 Aug 2021 05:02:17 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[เทคโนโลยีสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[หน้ากากผ้า Amicor by DEXON]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://bkkhealthcare.com/?p=577</guid>

					<description><![CDATA[สวมใส่ความปลอดภัยให้มากกว่าที่เคย ด้วยนวัตกรรมสิ่งทอ ‘DEXON’ หน้ากากผ้าที่ถักทอขึ้นจากเส้นใย Amicor เทคโนโลยีพิเศษที่ผ่านการทดสอบจากห้องแลปแล้วว่า สามารถยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา “รวมถึงคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อไวรัส SARS ได้ 99% ภายในระยะเวลา 15 วินาที” ตัวผ้าด้านในเป็นวัสดุ Cotton 100% ให้ความรู้สึกสวมใส่สบาย หายใจสะดวก และยังไม่ระคายเคืองต่อผิว ตัวผ้าด้านนอกขึ้นรูปจากวัสดุ Polyester 57% และด้าย Amicor 43% ยับยั้งเชื้อโรคจากภายนอก ป้องกันฝุ่นละออง รวมถึงป้องกันรังสี UVA/UVB เพื่อการป้องกันที่สมบูรณ์แบบมากขึ้น ตัวโครงหน้าดีไซน์ด้วยรูปทรงสามมิติ (3D) พร้อมโครงลวดอ่อนปรับได้ตามรูปจมูก เสริมกับสายคล้องหู stopper เพื่อปรับระยะการสวมใส่ได้ตามต้องการ ทั้งยังดีไซน์ขอบถอดโครงลวดออกได้ง่าย สอดรับกับคุณสมบัติการซักล้างได้มากกว่า 100 ครั้ง โดยยังคงประสิทธิภาพไว้ดังเดิม (อ้างอิงโดยผลทดสอบจาก SGS)             เปลี่ยนเกราะป้องกัน สู่ความปลอดภัยอีกระดับ ด้วยหน้ากากผ้า Amicor by DEXON หาซื้อได้แล้ววันนี้ที่ โฮมโปร ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือซื้อผ่านช้อปออนไลน์ที่ www.homepro.co.th]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p style="font-weight: 400;">สวมใส่ความปลอดภัยให้มากกว่าที่เคย ด้วยนวัตกรรมสิ่งทอ <strong>‘DEXON’ หน้ากากผ้าที่ถักทอขึ้นจากเส้นใย Amicor</strong> เทคโนโลยีพิเศษที่ผ่านการทดสอบจากห้องแลปแล้วว่า สามารถยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา <strong>“รวมถึงคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อไวรัส SARS ได้ 99% ภายในระยะเวลา 15 วินาที”</strong> ตัวผ้าด้านในเป็นวัสดุ Cotton 100% ให้ความรู้สึกสวมใส่สบาย หายใจสะดวก และยังไม่ระคายเคืองต่อผิว ตัวผ้าด้านนอกขึ้นรูปจากวัสดุ Polyester 57% และด้าย Amicor 43% ยับยั้งเชื้อโรคจากภายนอก ป้องกันฝุ่นละออง รวมถึงป้องกันรังสี UVA/UVB เพื่อการป้องกันที่สมบูรณ์แบบมากขึ้น ตัวโครงหน้าดีไซน์ด้วยรูปทรงสามมิติ (3D) พร้อมโครงลวดอ่อนปรับได้ตามรูปจมูก เสริมกับสายคล้องหู stopper เพื่อปรับระยะการสวมใส่ได้ตามต้องการ ทั้งยังดีไซน์ขอบถอดโครงลวดออกได้ง่าย สอดรับกับคุณสมบัติการซักล้างได้มากกว่า 100 ครั้ง โดยยังคงประสิทธิภาพไว้ดังเดิม (อ้างอิงโดยผลทดสอบจาก SGS)</p>
<p style="font-weight: 400;">            เปลี่ยนเกราะป้องกัน สู่ความปลอดภัยอีกระดับ ด้วยหน้ากากผ้า Amicor by DEXON<strong> หาซื้อได้แล้ววันนี้ที่ โฮมโปร ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือซื้อผ่านช้อปออนไลน์ที่ </strong><a href="https://www.homepro.co.th/" data-saferedirecturl="https://www.google.com/url?q=https://www.homepro.co.th/&amp;source=gmail&amp;ust=1628826016035000&amp;usg=AFQjCNGC8fhGNbyapiMQkbGUFZYz19MVIA" target="_blank" rel="noopener"><strong>www.homepro.co.th</strong></a></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>มะเร็งตับ ดับชีวิตคนไทย 73 รายต่อวัน พุ่งสูงกว่าโควิด 26 เท่า/ปี  แพทย์วอนทุกภาคส่วนปลดล็อกมาตรฐานการรักษาผู้ป่วย</title>
		<link>https://bkkhealthcare.com/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%86/%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b9%87%e0%b8%87%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%9a-%e0%b8%94%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[koy]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 24 Jun 2021 20:14:12 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[โรคต่างๆ]]></category>
		<category><![CDATA[มะเร็งตับ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://bkkhealthcare.com/?p=551</guid>

					<description><![CDATA[ปัจจุบันสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 เป็นวิกฤตสุขภาพที่ผู้คนทั่วโลกรวมถึงชาวไทยตื่นกลัวและให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เนื่องด้วยตัวเลขผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตเพิ่มสูงขึ้นทุกวัน ทว่าอีกหนึ่งวิกฤตสุขภาพที่     ส่งผลกระทบร้ายแรงต่อชีวิตคนไทยและเศรษฐกิจของประเทศมานานอย่างต่อเนื่อง คือ โรคมะเร็งตับ ซึ่งถือเป็นปัญหาสุขภาพระดับชาติที่คร่าชีวิตชายไทยเป็นอันดับ 1 และหญิงไทยเป็นอันดับ 2 อีกทั้ง ประเทศไทยยังติดอันดับ 5 ของโลกที่พบผู้ป่วยมะเร็งตับสูงสุด โดยมีอัตราของการพบผู้ป่วยมะเร็งตับอยู่ที่ 21 รายต่อประชากร 100,000 คน จากความร้ายแรงของวิกฤตสุขภาพทั้งสองโรค เมื่อนำมาเปรียบเทียบกันจะพบว่า ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา (1 มิถุนายน 2563 &#8211; 1 มิถุนายน 2564) ตัวเลขผู้ติดเชื้อใหม่จากไวรัสโควิด-19 อยู่ที่ 156,370 ราย และมีตัวเลขผู้เสียชีวิตที่ 1,012 ราย ในขณะที่ปี 2563 เพียงปีเดียว พบว่าตัวเลขผู้ป่วยมะเร็งตับรายใหม่อยู่ที่ 27,394 ราย แต่ทว่าตัวเลขผู้เสียชีวิตจากมะเร็งตับกลับอยู่ที่ 26,704 คน หรือคิดเป็น 73 คนต่อวัน โดยเฉลี่ย ซึ่งนับได้ว่าสูงกว่าโควิด-19 ถึง 26 เท่าตัว ทั้งนี้ กลุ่มเสี่ยงของโรคมะเร็งตับได้แก่ ผู้ที่ดื่มสุรา (30%) ผู้ที่มีภาวะไขมันเกาะตับจากการบริโภคอาหารไขมันสูงและผู้ที่เป็นโรคอ้วน (30%) ผู้ที่สูบบุหรี่หรือได้รับสารแอลฟาท็อกซินที่ปนเปื้อนเชื้อรา (30%) ผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีและซี และผู้ที่มีภูมิลำเนาอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (10%) เป็นต้น สถิติพบว่าผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตจากมะเร็งตับส่วนใหญ่เป็นเพศชาย อายุเฉลี่ย 40 ปีขึ้นไป ซึ่งช่วงวัยนี้ถือเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า โรคมะเร็งตับคร่าชีวิตผู้คนมากกว่าและสร้างความเสียหายให้แก่ประเทศไทยไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าไวรัสโควิด-19 แม้แต่น้อย ในด้านการตรวจคัดกรอง การวินิจฉัย และการรักษา แม้มะเร็งตับส่งผลกระทบต่อชีวิตประชาชนอย่างน่าตกใจ      แต่กลับยังมีข้อจำกัดหลายด้านเมื่อเทียบกับไวรัสโควิด-19 ซึ่งมีการตรวจคัดกรองเชิงรุกเพื่อค้นหาผู้ติดเชื้อ มีการส่งตัวผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 เข้ารับการรักษาอย่างเป็นระบบ ทำให้ผู้ป่วยมีโอกาสรอดชีวิตสูง ส่วนประชาชนทั่วไปก็รับการจัดสรรวัคซีนเพื่อให้เกิดภูมิต้านทานและลดความรุนแรงของโรคหากติดเชื้อ ในทางกลับกัน มะเร็งตับเป็นภัยซ่อนเร้น ไม่แสดงอาการในระยะแรกของโรค ทำให้ผู้ป่วยรู้ตัวช้า กว่าจะมาพบแพทย์ก็ลุกลามกลายเป็นมะเร็งตับระยะสุดท้ายในที่สุด นอกจากนี้ ปัจจุบันยังไม่มีหน่วยงานใดออกมาสำรวจและคัดกรองผู้มีความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งตับอย่างจริงจัง ทำให้ผู้ป่วยมะเร็งตับไม่มีโอกาสได้รับการดูแลจากแพทย์อย่างทันท่วงที ทั้งนี้ยังไม่มีการระบุยาที่ใช้ในรักษามะเร็งตับชนิดที่ไม่สามารถผ่าตัดได้ไว้ในสิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า จึงทำให้ผู้ป่วยมะเร็งตับมีแนวโน้มที่จะเสียชีวิตภายในเวลาเพียง 3-6 เดือนเท่านั้น ศ.พญ.วัฒนา สุขีไพศาลเจริญ แพทย์เฉพาะทางด้านระบบทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลศรีนครินทร์ กล่าวถึงข้อจำกัดสำคัญในการรักษาผู้ป่วยมะเร็งตับว่า “โรคมะเร็งตับบางเคสอาจรักษาได้ด้วยวิธีการผ่าตัด ซึ่งแปลว่าไม่ใช่ผู้ป่วยทุกคนจะสามารถผ่าตัดได้ ทำให้แพทย์ต้องรักษาแบบประคับประคอง เนื่องจากยารักษามะเร็งแบบพุ่งเป้า และยาภูมิคุ้มกันบำบัดแบบผสมผสานที่มีฤทธิ์ฆ่าเซลล์มะเร็งในเนื้อตับยังไม่ได้ถูกระบุไว้ในบัญชียาหลักแห่งชาติ ผู้ป่วยสิทธิประกันสุขภาพถ้วนหน้า (30 บาทรักษาทุกโรค) ซึ่งเป็นคนกลุ่มใหญ่ของประเทศก็จะไม่สามารถเข้าถึงยาเหล่านี้ได้ ดังนั้น ความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้องต่อการพิจารณาการเบิกจ่ายยาจึงเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยปลดล็อกมาตรฐานการรักษาในปัจจุบัน และช่วยเพิ่มอัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งตับได้ในที่สุด” คุณพงศ์พสิน [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p style="font-weight: 400;">ปัจจุบันสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 เป็นวิกฤตสุขภาพที่ผู้คนทั่วโลกรวมถึงชาวไทยตื่นกลัวและให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เนื่องด้วยตัวเลขผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตเพิ่มสูงขึ้นทุกวัน ทว่าอีกหนึ่งวิกฤตสุขภาพที่     ส่งผลกระทบร้ายแรงต่อชีวิตคนไทยและเศรษฐกิจของประเทศมานานอย่างต่อเนื่อง คือ โรคมะเร็งตับ ซึ่งถือเป็นปัญหาสุขภาพระดับชาติที่คร่าชีวิตชายไทยเป็นอันดับ 1 และหญิงไทยเป็นอันดับ 2 อีกทั้ง ประเทศไทยยังติดอันดับ 5 ของโลกที่พบผู้ป่วยมะเร็งตับสูงสุด โดยมีอัตราของการพบผู้ป่วยมะเร็งตับอยู่ที่ 21 รายต่อประชากร 100,000 คน</p>
<p style="font-weight: 400;">จากความร้ายแรงของวิกฤตสุขภาพทั้งสองโรค เมื่อนำมาเปรียบเทียบกันจะพบว่า ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา (1 มิถุนายน 2563 &#8211; 1 มิถุนายน 2564) ตัวเลขผู้ติดเชื้อใหม่จากไวรัสโควิด-19 อยู่ที่ 156,370 ราย และมีตัวเลขผู้เสียชีวิตที่ 1,012 ราย ในขณะที่ปี 2563 เพียงปีเดียว พบว่าตัวเลขผู้ป่วยมะเร็งตับรายใหม่อยู่ที่ 27,394 ราย แต่ทว่าตัวเลขผู้เสียชีวิตจากมะเร็งตับกลับอยู่ที่ 26,704 คน หรือคิดเป็น 73 คนต่อวัน โดยเฉลี่ย ซึ่งนับได้ว่าสูงกว่าโควิด-19 ถึง 26 เท่าตัว ทั้งนี้ กลุ่มเสี่ยงของโรคมะเร็งตับได้แก่ ผู้ที่ดื่มสุรา (30%) ผู้ที่มีภาวะไขมันเกาะตับจากการบริโภคอาหารไขมันสูงและผู้ที่เป็นโรคอ้วน (30%) ผู้ที่สูบบุหรี่หรือได้รับสารแอลฟาท็อกซินที่ปนเปื้อนเชื้อรา (30%) ผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีและซี และผู้ที่มีภูมิลำเนาอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (10%) เป็นต้น สถิติพบว่าผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตจากมะเร็งตับส่วนใหญ่เป็นเพศชาย อายุเฉลี่ย 40 ปีขึ้นไป ซึ่งช่วงวัยนี้ถือเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า โรคมะเร็งตับคร่าชีวิตผู้คนมากกว่าและสร้างความเสียหายให้แก่ประเทศไทยไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าไวรัสโควิด-19 แม้แต่น้อย</p>
<p style="font-weight: 400;">ในด้านการตรวจคัดกรอง การวินิจฉัย และการรักษา แม้มะเร็งตับส่งผลกระทบต่อชีวิตประชาชนอย่างน่าตกใจ      แต่กลับยังมีข้อจำกัดหลายด้านเมื่อเทียบกับไวรัสโควิด-19 ซึ่งมีการตรวจคัดกรองเชิงรุกเพื่อค้นหาผู้ติดเชื้อ มีการส่งตัวผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 เข้ารับการรักษาอย่างเป็นระบบ ทำให้ผู้ป่วยมีโอกาสรอดชีวิตสูง ส่วนประชาชนทั่วไปก็รับการจัดสรรวัคซีนเพื่อให้เกิดภูมิต้านทานและลดความรุนแรงของโรคหากติดเชื้อ ในทางกลับกัน มะเร็งตับเป็นภัยซ่อนเร้น ไม่แสดงอาการในระยะแรกของโรค ทำให้ผู้ป่วยรู้ตัวช้า กว่าจะมาพบแพทย์ก็ลุกลามกลายเป็นมะเร็งตับระยะสุดท้ายในที่สุด นอกจากนี้ ปัจจุบันยังไม่มีหน่วยงานใดออกมาสำรวจและคัดกรองผู้มีความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งตับอย่างจริงจัง ทำให้ผู้ป่วยมะเร็งตับไม่มีโอกาสได้รับการดูแลจากแพทย์อย่างทันท่วงที ทั้งนี้ยังไม่มีการระบุยาที่ใช้ในรักษามะเร็งตับชนิดที่ไม่สามารถผ่าตัดได้ไว้ในสิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า จึงทำให้ผู้ป่วยมะเร็งตับมีแนวโน้มที่จะเสียชีวิตภายในเวลาเพียง 3-6 เดือนเท่านั้น</p>
<p style="font-weight: 400;"><strong>ศ.พญ.วัฒนา สุขีไพศาลเจริญ</strong> แพทย์เฉพาะทางด้านระบบทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลศรีนครินทร์ กล่าวถึงข้อจำกัดสำคัญในการรักษาผู้ป่วยมะเร็งตับว่า “โรคมะเร็งตับบางเคสอาจรักษาได้ด้วยวิธีการผ่าตัด ซึ่งแปลว่าไม่ใช่ผู้ป่วยทุกคนจะสามารถผ่าตัดได้ ทำให้แพทย์ต้องรักษาแบบประคับประคอง เนื่องจากยารักษามะเร็งแบบพุ่งเป้า และยาภูมิคุ้มกันบำบัดแบบผสมผสานที่มีฤทธิ์ฆ่าเซลล์มะเร็งในเนื้อตับยังไม่ได้ถูกระบุไว้ในบัญชียาหลักแห่งชาติ ผู้ป่วยสิทธิประกันสุขภาพถ้วนหน้า (30 บาทรักษาทุกโรค) ซึ่งเป็นคนกลุ่มใหญ่ของประเทศก็จะไม่สามารถเข้าถึงยาเหล่านี้ได้ ดังนั้น ความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้องต่อการพิจารณาการเบิกจ่ายยาจึงเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยปลดล็อกมาตรฐานการรักษาในปัจจุบัน และช่วยเพิ่มอัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งตับได้ในที่สุด”</p>
<p style="font-weight: 400;"><strong>คุณพงศ์พสิน นวลละออ</strong> อดีตผู้ป่วยโรคมะเร็งตับ ได้มาบอกเล่าประสบการณ์ ในเดือนมิถุนายน เดือนแห่งการเฉลิมฉลองให้กับผู้รอดชีวิตจากมะเร็งทั่วโลก (Cancer Survivors Month)  เกี่ยวกับโรคนี้ว่า <strong>“</strong>ความรู้สึกแรกเมื่อตรวจเจอมะเร็งตับ คือสภาพจิตใจห่อเหี่ยว ท้อแท้ หมดหวัง จากที่เคยใช้ชีวิตได้อย่างคนปกติก็กลับเบื่ออาหาร ถ่ายเป็นสียางมะตอยสัปดาห์ละครั้ง ตอนนั้นเป็นช่วงปลายปี 2553 แต่แค่เพียงปีกว่าๆ มะเร็งกลับลุกลามไปถึงระยะสุดท้าย<strong>”</strong></p>
<p style="font-weight: 400;">ถึงแม้ว่ามะเร็งตับจะเป็นโรคที่คุกคามร่างกายของคนเราอย่างเงียบๆ โดยไม่แสดงอาการ แต่การหมั่นสังเกตสุขภาพร่างกายของตนเองและสำรวจประวัติความเจ็บป่วยของคนในครอบครัว ว่าเคยมีผู้เสียชีวิตจากโรคมะเร็งตับหรือ มีอาการอื่นๆ ที่อาจเป็นสัญญาณของโรคมะเร็งตับ อาทิ โรคดีซ่าน ตรวจพบก้อนบริเวณท้อง ปวดท้องแบบโรคกระเพาะอย่างต่อเนื่อง และภาวะไขมันพอกตับหรือตับเริ่มแข็ง เป็นต้น หากสำรวจตัวเองแล้วพบความเสี่ยงก็ควรรีบพบแพทย์แต่เนิ่นๆ ศ.พญ.วัฒนา กล่าวเพิ่มเติมว่า<strong> </strong>“ขอให้ผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี และซี ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงต่อโรคมะเร็งตับทุกคนอดทนรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงการไปพบแพทย์ตามนัด สุดท้ายนี้ดิฉันอยากให้กำลังใจว่า ถ้าเราตรวจเจอมะเร็งตับในระยะที่ 1 โอกาสที่สามารถรักษาให้หายขาดมีได้สูง”</p>
<p style="font-weight: 400;">     โรคมะเร็งตับสามารถป้องกันได้เพียงปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต ได้แก่ การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกาย และตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ “การปฏิบัติตนตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัดก็เป็นสิ่งสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ผมไปพบแพทย์ตามนัดทุกครั้ง เลือกรับประทานอาหารให้เหมาะสม พักผ่อนอย่างเพียงพอ เพื่อถนอมตับที่ได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนใหม่ให้ทำงานได้อย่างดีที่สุด ผมอยากฝากถึงผู้ป่วยคนอื่นๆ ที่กำลังต่อสู้กับโรคอยู่ว่าการเป็นมะเร็งไม่ได้แปลว่าต้องเสียชีวิตเสมอไป เราต้องมีความหวังและเชื่อมั่นในความก้าวหน้าทางการแพทย์” คุณพงศ์พสินกล่าวปิดท้าย</p>
<p style="font-weight: 400;">สำหรับวันนี้ที่ทางสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน จึงอยากให้พิจารณาสิทธิบัตรทอง 30 บาท สำหรับผู้ป่วยมะเร็งตับ ซึ่งเป็นวิกฤติสุขภาพที่ส่งผลกระทบอย่างมากต่อชีวิตประชาชนและการพัฒนาทางเศรษฐกิจของประเทศไทย     แต่กลับเป็นโรคที่ไม่ได้รับความใส่ใจด้านการตรวจคัดกรองและการรักษาเท่าที่ควร ทำให้กว่าผู้ป่วยจะมาถึงมือแพทย์ก็มักอยู่ในระยะท้ายๆ ของโรค และเสียชีวิตในเวลาเพียงไม่กี่เดือน ฉะนั้น สิทธิในการเข้าถึงยาจะช่วยให้ผู้ป่วยจำนวนมากมีโอกาสได้รับการรักษาที่เหมาะสมและยืดระยะเวลาที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ทาสหมาจะทำอย่างไร? เมื่อโรค “ข้อสะโพกเสื่อม”มาเยือนตูบ</title>
		<link>https://bkkhealthcare.com/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%a7%e0%b9%8c/%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%a3-%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[koy]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 23 Jun 2021 06:01:59 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[โรคของสัตว์]]></category>
		<category><![CDATA[ข้อสะโพกเสื่อม]]></category>
		<category><![CDATA[ตูบ]]></category>
		<category><![CDATA[ทาสหมา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://bkkhealthcare.com/?p=545</guid>

					<description><![CDATA[ทาสหมาจะทำอย่างไร? เมื่อโรค “ข้อสะโพกเสื่อม” มาเยือนตูบ        เหล่าทาสหมาคงจะเคยได้ยินเกี่ยวกับโรค “ข้อสะโพกเสื่อม” (Hip dysplasia)  มาแล้วบ้าง แต่ถ้ามันเกิดกับเจ้าตูบของเรา ทาสหมาจะทำอย่างไรดี? เมื่อโรค “ข้อสะโพกเสื่อม” มาเยือนตูบ ซึ่งพบได้ในสุนัขทุกสายพันธุ์ ไม่ว่าจะสุนัขพันธ์เล็กหรือพันธุ์ใหญ่ รวมไปถึงแมว ก็สามารถเป็นได้เช่นกัน ซึ่งเกิดจากความผิดปกติของการเจริญของข้อต่อบริเวณสะโพก และก่อให้เกิดการเสื่อมของข้อต่อตามมาได้ในอนาคต น.สพ.บูรพงษ์ สุธีรัตน์ (หมอตั๋ง) สัตวแพทย์แผนกระบบกระดูกและข้อต่อโรงพยาบาลสัตว์ตลิ่งชัน ให้คำแนะนำวิธีการรักษามีทั้งวิธีที่ต้องผ่าตัดและแบบที่ไม่ต้องผ่าตัด การพิจารณาเลือกวิธีการรักษาขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค อายุ และสุขภาพของสุนัข ซึ่งจะมีการแบ่งลักษณะอาการร่วมกับการเอ็กซเรย์เพื่อวินิจฉัยว่าปัญหาเกิดจากส่วนไหน โดยวิธีรักษามี 2 วิธี ดังนี้ 1.การกินยา การรักษาด้วยวิธีนี้ สุนัขจะได้ยาลดปวด ซึ่งจะช่วยบรรเทาความเจ็บปวดจากอาการของเขาได้ หลังจากทานยาเจ้าของควรสังเกตว่าน้องหมาเดินได้ดีขึ้นไหม หรือทำกิจกรรมอื่นเป็นอย่างไร ถ้าเขาดีขึ้นอาจใช้วิธีอื่นร่วมประกอบในการรักษาด้วย เช่น ลดน้ำหนัก ออกกำลังกาย ควบคุมปริมาณอาหาร ฯลฯ กล้ามเนื้อจะแข็งแรงขึ้นโดยไม่ต้องผ่าตัด และถ้าเจาตูบไม่อยากเดินออกกำลังกาย ก็สามารถพาว่ายน้ำแทนได้ อาการต่าง ๆ ก็จะดีขึ้น ถ้าให้ยาควบคู่กับการออกกำลังกายแล้วดีขึ้น น้องหมามีการเคลื่อนไหวที่มากขึ้นก็ไม่จำเป็นต้องผ่าตัด 2.การผ่าตัด หากให้ยาแล้วไม่ดีขึ้นในสิบวันหรือสองอาทิตย์ การผ่าตัดจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้ดูแล โดยจะมีวิธีผ่าตัด 2 แบบ คือ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p style="font-weight: 400;"><strong>ทาสหมาจะทำอย่างไร</strong><strong>? เมื่อโรค “ข้อสะโพกเสื่อม” มาเยือนตูบ</strong></p>
<p style="font-weight: 400;"><strong>       </strong>เหล่าทาสหมาคงจะเคยได้ยินเกี่ยวกับโรค <strong>“ข้อสะโพกเสื่อม” </strong><strong>(Hip dysplasia)</strong> <strong> </strong>มาแล้วบ้าง แต่ถ้ามันเกิดกับเจ้าตูบของเรา ทาสหมาจะทำอย่างไรดี? เมื่อโรค<strong> “ข้อสะโพกเสื่อม” </strong>มาเยือนตูบ ซึ่งพบได้ในสุนัขทุกสายพันธุ์ ไม่ว่าจะสุนัขพันธ์เล็กหรือพันธุ์ใหญ่ รวมไปถึงแมว ก็สามารถเป็นได้เช่นกัน ซึ่งเกิดจากความผิดปกติของการเจริญของข้อต่อบริเวณสะโพก และก่อให้เกิดการเสื่อมของข้อต่อตามมาได้ในอนาคต</p>
<p style="font-weight: 400;"><strong>น.สพ.บูรพงษ์ สุธีรัตน์ (หมอตั๋ง) สัตวแพทย์แผนกระบบกระดูกและข้อต่อโรงพยาบาลสัตว์ตลิ่งชัน</strong> ให้คำแนะนำวิธีการรักษามีทั้งวิธีที่ต้องผ่าตัดและแบบที่ไม่ต้องผ่าตัด การพิจารณาเลือกวิธีการรักษาขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค อายุ และสุขภาพของสุนัข ซึ่งจะมีการแบ่งลักษณะอาการร่วมกับการเอ็กซเรย์เพื่อวินิจฉัยว่าปัญหาเกิดจากส่วนไหน โดยวิธีรักษามี 2 วิธี ดังนี้</p>
<p style="font-weight: 400;"><strong>1.การกินยา</strong></p>
<p style="font-weight: 400;">การรักษาด้วยวิธีนี้ สุนัขจะได้ยาลดปวด ซึ่งจะช่วยบรรเทาความเจ็บปวดจากอาการของเขาได้ หลังจากทานยาเจ้าของควรสังเกตว่าน้องหมาเดินได้ดีขึ้นไหม หรือทำกิจกรรมอื่นเป็นอย่างไร ถ้าเขาดีขึ้นอาจใช้วิธีอื่นร่วมประกอบในการรักษาด้วย เช่น ลดน้ำหนัก ออกกำลังกาย ควบคุมปริมาณอาหาร ฯลฯ กล้ามเนื้อจะแข็งแรงขึ้นโดยไม่ต้องผ่าตัด และถ้าเจาตูบไม่อยากเดินออกกำลังกาย ก็สามารถพาว่ายน้ำแทนได้ อาการต่าง ๆ ก็จะดีขึ้น ถ้าให้ยาควบคู่กับการออกกำลังกายแล้วดีขึ้น น้องหมามีการเคลื่อนไหวที่มากขึ้นก็ไม่จำเป็นต้องผ่าตัด</p>
<p style="font-weight: 400;"><strong>2.การผ่าตัด</strong></p>
<p style="font-weight: 400;">หากให้ยาแล้วไม่ดีขึ้นในสิบวันหรือสองอาทิตย์ การผ่าตัดจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้ดูแล โดยจะมีวิธีผ่าตัด 2 แบบ คือ</p>
<p style="font-weight: 400;">&#8211;          <strong>ผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพก</strong></p>
<p style="font-weight: 400;">เพื่อทำให้การรับน้ำหนักและการใช้ขาของสุนัขกลับมาเป็นปกติ จะช่วยบรรเทาความเจ็บปวดและช่วยให้น้องหมาเคลื่อนไหวหรือเดินได้สะดวกขึ้น วิธีนี้จะเห็นผลภายใน 2-3 วัน หลังผ่าตัด แต่ข้อเสียคือเจ้าของต้องดูแลเยอะหลังผ่าตัดในช่วงเดือนแรกและค่าใช้จ่ายสูง</p>
<p style="font-weight: 400;">&#8211;          <strong>ผ่าตัดหัวกระดูกออก</strong></p>
<p style="font-weight: 400;">วิธีนี้อนุโลมให้สุนัขที่หนักน้อยกว่า 17 กิโลกรัมเท่านั้น เนื่องจากสุนัขต้องใช้กล้ามเนื้อสะโพกในการรับน้ำหนัก หากกล้ามเนื้อน้องหมาไม่แข็งแรงก็อาจจะเดินยากหรือเดินไม่ได้ หลังผ่าตัดจึงต้องพาน้องมาทำกายภาพเพื่อให้เขาใช้ขาได้เร็วที่สุด หากผ่าตัดวิธีนี้จะไม่สามารถบอกได้ว่าสุนัขจะใช้ขาเดินได้เมื่อไหร่ เพราะผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับการดูแลและการทำกายภาพบำบัด</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>“เทเลเฮลท์” เทรนด์ใหม่ที่จะปฏิวัติวงการสุขภาพไทย</title>
		<link>https://bkkhealthcare.com/%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b9%82%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%a2%e0%b8%b5%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/538/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[koy]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 23 Jun 2021 03:28:57 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[เทคโนโลยีสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[สุขภาพไทย]]></category>
		<category><![CDATA[เทเลเฮลท์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://bkkhealthcare.com/?p=538</guid>

					<description><![CDATA[เป็นเวลาหลายสัปดาห์แล้วที่ “นิตยา” ต้องเลื่อนนัดแพทย์ผู้รักษาอาการปวดหลังเรื้อรังของเธอ ถึงแม้ว่าเธอแทบจะไม่สามารถดูแลลูกน้อยหรือทำงานบ้านในแต่ละวันได้ เนื่องจากเกรงว่า เธออาจมีโอกาสติดโควิด-19 จากการรอตรวจอาการ นั่งแท็กซี่ หรือแม้แต่จากบรรดาแพทย์และพยาบาลที่ต้องตรวจรักษาคนไข้มากมาย เธอกลัวการติดโควิดมากกว่าปวดหลัง ทั้งๆ ที่ต้องทุกข์ทรมานจากอาการนี้ทุกครั้งที่ขยับตัว “ฟิลิป” เจ้าหน้าที่บริหารงานลูกค้าอาวุโส ต้องเดินทางไปจังหวัดระยอง เนื่องจากมีนัดประชุมกับลูกค้าหลายราย ขณะพักอยู่ในโรงแรม เขามีอาการมึนศีรษะ อาเจียน และรู้สึกอ่อนเพลีย โรงแรมไม่มีแพทย์ที่สื่อสารภาษาอังกฤษได้ และการไปพบแพทย์ฉุกเฉินกลางดึกอาจไม่ใช่ความคิดที่ดี เพราะ “ฟิลิป” ไม่รู้จักถนนหนทางในตัวเมือง และไม่คุ้นชินกับโรงพยาบาลในละแวกนั้น ในช่วงการแพร่ระบาดของโรคที่เราไม่คาดคิดมาก่อนนี้ หลายคนวิตกกังวลเกี่ยวกับสุขภาพร่างกายของตัวเองมากขึ้นเป็นเท่าทวีคูณ แต่การเข้าพบแพทย์กลับกลายเป็นเรื่องที่ยากขึ้น ด้วยความกังวลมากมายที่จะต้องเดินทางจากสถานที่ปลอดภัยไปยังสถานที่เสี่ยงอย่างโรงพยาบาลที่น่าจะมีโอกาสในการติดเชื้อ และยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องของเวลาที่ต้องใช้ในการไปพบแพทย์ การนัดหมายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการพบแพทย์ การตรวจร่างกายประจำปี และการผ่าตัดเล็ก ต้องถูกเลื่อนออกไป เช่นเดียวกับการนัดปรึกษาและการบำบัดรักษาอื่นๆ อีกหลายกรณี แต่หากเกิดการเจ็บป่วยฉุกเฉินขึ้นจะมีทางเลือกอื่นๆ ที่ช่วยเหลือผู้ป่วยในกรณีเหล่านี้ได้บ้างหรือไม่ ด้วยเทคโนโลยีอันล้ำสมัยในปัจจุบัน ทำให้ “นิตยา” และ “ฟิลิป” สามารถใช้แล็ปท็อปหรือสมาร์ทโฟนในการปรึกษาแพทย์ เพื่อตรวจวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้องได้เพียงไม่กี่นาที โดยทั้งสองคนสามารถปรึกษาแพทย์ผ่านวิดีโอคอลเป็นภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษได้ทั้งจากที่พักหรือโรงแรม โดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายหรือการสำรองจ่ายใดๆ “แอกซ่า เทเลเฮลท์” ปรึกษาแพทย์ออนไลน์ได้แล้ว บริการเสริมด้านสุขภาพที่เข้ากับสถานการณ์ของแอกซ่าประกันภัยกำลังเป็นที่พูดถึงเป็นอย่างมาก และด้วยความมุ่งมั่นที่จะช่วยให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงการดูแลสุขภาพได้อย่างราบรื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงการระบาดใหญ่นี้ บริษัทฯ จึงได้นำเสนอบริการ “เทเลเฮลท์” (Telehealth) ที่มีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงสุดในการเป็นตัวกลางเชื่อมต่อระหว่างผู้ป่วยกับทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่จะรักษาโรคเจ็บป่วยทั่วไป และอาการบาดเจ็บเล็กน้อยเบื้องต้น เช่น อาการไข้ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p style="font-weight: 400">เป็นเวลาหลายสัปดาห์แล้วที่ “นิตยา” ต้องเลื่อนนัดแพทย์ผู้รักษาอาการปวดหลังเรื้อรังของเธอ ถึงแม้ว่าเธอแทบจะไม่สามารถดูแลลูกน้อยหรือทำงานบ้านในแต่ละวันได้ เนื่องจากเกรงว่า เธออาจมีโอกาสติดโควิด-19 จากการรอตรวจอาการ นั่งแท็กซี่ หรือแม้แต่จากบรรดาแพทย์และพยาบาลที่ต้องตรวจรักษาคนไข้มากมาย เธอกลัวการติดโควิดมากกว่าปวดหลัง ทั้งๆ ที่ต้องทุกข์ทรมานจากอาการนี้ทุกครั้งที่ขยับตัว</p>
<p style="font-weight: 400">“ฟิลิป” เจ้าหน้าที่บริหารงานลูกค้าอาวุโส ต้องเดินทางไปจังหวัดระยอง เนื่องจากมีนัดประชุมกับลูกค้าหลายราย ขณะพักอยู่ในโรงแรม เขามีอาการมึนศีรษะ อาเจียน และรู้สึกอ่อนเพลีย โรงแรมไม่มีแพทย์ที่สื่อสารภาษาอังกฤษได้ และการไปพบแพทย์ฉุกเฉินกลางดึกอาจไม่ใช่ความคิดที่ดี เพราะ “ฟิลิป” ไม่รู้จักถนนหนทางในตัวเมือง และไม่คุ้นชินกับโรงพยาบาลในละแวกนั้น</p>
<p style="font-weight: 400">ในช่วงการแพร่ระบาดของโรคที่เราไม่คาดคิดมาก่อนนี้ หลายคนวิตกกังวลเกี่ยวกับสุขภาพร่างกายของตัวเองมากขึ้นเป็นเท่าทวีคูณ แต่การเข้าพบแพทย์กลับกลายเป็นเรื่องที่ยากขึ้น ด้วยความกังวลมากมายที่จะต้องเดินทางจากสถานที่ปลอดภัยไปยังสถานที่เสี่ยงอย่างโรงพยาบาลที่น่าจะมีโอกาสในการติดเชื้อ และยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องของเวลาที่ต้องใช้ในการไปพบแพทย์</p>
<p style="font-weight: 400">การนัดหมายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการพบแพทย์ การตรวจร่างกายประจำปี และการผ่าตัดเล็ก ต้องถูกเลื่อนออกไป เช่นเดียวกับการนัดปรึกษาและการบำบัดรักษาอื่นๆ อีกหลายกรณี แต่หากเกิดการเจ็บป่วยฉุกเฉินขึ้นจะมีทางเลือกอื่นๆ ที่ช่วยเหลือผู้ป่วยในกรณีเหล่านี้ได้บ้างหรือไม่</p>
<p style="font-weight: 400">ด้วยเทคโนโลยีอันล้ำสมัยในปัจจุบัน ทำให้ “นิตยา” และ “ฟิลิป” สามารถใช้แล็ปท็อปหรือสมาร์ทโฟนในการปรึกษาแพทย์ เพื่อตรวจวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้องได้เพียงไม่กี่นาที โดยทั้งสองคนสามารถปรึกษาแพทย์ผ่านวิดีโอคอลเป็นภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษได้ทั้งจากที่พักหรือโรงแรม โดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายหรือการสำรองจ่ายใดๆ</p>
<p style="font-weight: 400"><strong>“</strong><strong>แอกซ่า เทเลเฮลท์” ปรึกษาแพทย์ออนไลน์ได้แล้ว</strong></p>
<p style="font-weight: 400">บริการเสริมด้านสุขภาพที่เข้ากับสถานการณ์ของแอกซ่าประกันภัยกำลังเป็นที่พูดถึงเป็นอย่างมาก และด้วยความมุ่งมั่นที่จะช่วยให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงการดูแลสุขภาพได้อย่างราบรื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงการระบาดใหญ่นี้ บริษัทฯ จึงได้นำเสนอบริการ “เทเลเฮลท์” (Telehealth) ที่มีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงสุดในการเป็นตัวกลางเชื่อมต่อระหว่างผู้ป่วยกับทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่จะรักษาโรคเจ็บป่วยทั่วไป และอาการบาดเจ็บเล็กน้อยเบื้องต้น เช่น อาการไข้ ไอ และเจ็บคอ ฯลฯ</p>
<p style="font-weight: 400">ลูกค้าประกันสุขภาพของแอกซ่าที่มีความคุ้มครองการรักษาพยาบาลแบบผู้ป่วยนอก (OPD) สามารถใช้แอปพลิเคชัน Doctor Anywhere ทำการเชื่อมต่อกับแพทย์ผู้ทำการรักษาได้ โดยแพทย์จะให้คำปรึกษาอย่างมืออาชีพ และเปิดโอกาสให้ทำการซักถามโต้ตอบได้โดยไม่เร่งรีบและมีความเป็นส่วนตัว เสมือนว่าอยู่ในห้องตรวจ นอกจากนี้ คนไข้ยังสามารถสั่งซื้อและรับยาได้อย่างปลอดภัย ไม่ว่าจะทำรายการจากที่บ้าน โรงแรม หรือที่ทำงาน ผู้ใช้สามารถดาวน์โหลดและใช้งานแอปฯ นี้ได้อย่างง่ายเพียงไม่กี่ขั้นตอน การปรึกษาแพทย์จะเป็นเพียงแค่การใช้ปลายนิ้วสัมผัสเท่านั้น</p>
<p style="font-weight: 400">การที่คนไข้จะสามารถปรึกษาแพทย์ได้อย่างปลอดภัยไร้โรคนั้น ถือเป็นการปฏิวัติครั้งสำคัญที่จะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยให้ผู้ใช้งานได้อุ่นใจในทุกที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดในปัจจุบัน ลูกค้าไม่ต้องเผชิญกับปัญหาความล่าช้าหรือการได้รับการบริการที่ไม่ทั่วถึงที่อาจบั่นทอนสุขภาพ หรืออาจเป็นอันตรายต่อชีวิตอีกต่อไป ด้วยเทคโนโลยีทางเลือกใหม่ที่แอกซ่าประกันภัยจัดสรรมาเพื่อมอบประสบการณ์การดูแลสุขภาพที่เป็นส่วนตัว มีการเก็บรักษาข้อมูลอย่างเป็นมืออาชีพ เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกปลอดภัยไร้กังวล นับเป็นนวัตกรรมการบริการที่ตอกย้ำพันธกิจของบริษัทในการตอบสนองความต้องการของลูกค้า และอยู่เคียงข้างลูกค้าในช่วงเวลาอันยากลำบากได้เป็นอย่างดี</p>
<p style="font-weight: 400">จากจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในหลายพื้นที่ของประเทศ และยังคงมีตัวแปรใหม่ๆ เพิ่มขึ้นตลอดเวลา จึงดูเหมือนว่าการแพร่ระบาดในครั้งนี้ยากที่จะจบในเร็ววัน ดังนั้น การหลีกเลี่ยงที่จะพาตัวเองเข้าไปอยู่ในพื้นที่เสี่ยงและมีภาระงานล้นมืออย่างที่โรงพยาบาลจึงเป็นสิ่งที่พึงกระทำในช่วงนี้ ยกเว้นในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการรุนแรงและจำเป็นต้องได้รับการดูแลทางการแพทย์อย่างเร่งด่วน</p>
<p style="font-weight: 400">เทคโนโลยีและนวัตกรรมต่างๆ ถือเป็นอีกตัวช่วยหนึ่งที่ช่วยให้แพทย์ พยาบาล บุคลากรทางการแพทย์ และผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลสุขภาพ ซึ่งเป็นผู้กล้าหาญที่ต้องทำหลายหน้าที่พร้อมกัน เนื่องมาจากแรงกดดันอันมหาศาล รวมถึงการขาดแคลนบุคลากร ตลอดจนความกังวลเรื่องการติดเชื้อ และสภาพจิตใจที่เหนื่อยล้า อย่างไรก็ตาม การให้คำปรึกษาทางออนไลน์นั้นจะช่วยให้ห้องฉุกเฉิน ห้องรับรอง และทางเดินในอาคารจะไม่แออัดอีกต่อไป และยังถือเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับผู้ที่วิตกกังวลเรื่องการติดเชื้อไวรัส นอกจากนี้ การนำนวัตกรรม “เทเลเฮลท์” มาใช้ในการเชื่อมต่อผู้ป่วยกับแพทย์นี้ ยังเป็นการยกย่องและแสดงความขอบคุณแก่เหล่าบุคคลผู้เป็นแนวหน้า ผู้ซึ่งสมควรได้รับการยกย่องให้เป็นวีรบุรุษที่แท้จริงในช่วงการแพร่การระบาดของโควิด-19 ในชุมชนทั่วโลกครั้งนี้</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>วิตามินบี 6 สยบแพ้ท้อง</title>
		<link>https://bkkhealthcare.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%9a%e0%b8%b5-6-%e0%b8%aa%e0%b8%a2%e0%b8%9a%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b9%89%e0%b8%97%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[koy]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 21 Jun 2021 14:33:05 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[อาหารสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[วิตามินบี 6]]></category>
		<category><![CDATA[แพ้ท้อง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://bkkhealthcare.com/?p=533</guid>

					<description><![CDATA[สำหรับหญิงตั้งครรภ์บางรายที่มีอาการแพ้ท้องอย่างหนัก และพบว่าหลายครั้งที่กินกล้วย ข้าวโพดหรืออะโวดาโดเข้าไปแล้วทำไมรู้สึกดีขึ้น นั่นเป็นเพราะว่าอาหารเหล่านี้มีส่วนประกอบของวิตามินบี 6 อยู่ด้วยนั่นเองจากการศึกษาพบว่าวิตามินบี 6 มีส่วนช่วยให้ร่างกายปรับระดับกรดอะมิโนในร่างกาย และลดอาการคลื่นไส้ได้ คุณแม่ตั้งครรภ์จึงไม่ควรขาดวิตามินบี 6 ซึ่งอยู่ในอาหารหลากประเภท ได้แก่ธัญพืช ข้าวกล้อง เนื้อสัตว์ติดมัน สัตว์ปีก ปลาข้าวโพด ถั่ว กล้วย เป็นต้น แต่อย่างไรก็ตามไม่แนะนำให้ซื้อวิตามินบี 6 มารับประทานเสริมเองเพราะหากรับประทานในปริมาณมากเกินไปอาจเกิดผลเสียจึงควรปรึกษาแพทย์ก่อน และการกินอาหารครบ 5 หมู่ก็เป็นวิธีง่ายๆ ที่จะช่วยให้ได้รับ      วิตามินนบี 6 อย่างเพียงพอแล้ว]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>สำหรับหญิงตั้งครรภ์บางรายที่มีอาการแพ้ท้องอย่างหนัก และพบว่าหลายครั้งที่กินกล้วย ข้าวโพดหรืออะโวดาโดเข้าไปแล้วทำไมรู้สึกดีขึ้น นั่นเป็นเพราะว่าอาหารเหล่านี้มีส่วนประกอบของวิตามินบี 6 อยู่ด้วยนั่นเองจากการศึกษาพบว่าวิตามินบี 6 มีส่วนช่วยให้ร่างกายปรับระดับกรดอะมิโนในร่างกาย และลดอาการคลื่นไส้ได้ คุณแม่ตั้งครรภ์จึงไม่ควรขาดวิตามินบี 6 ซึ่งอยู่ในอาหารหลากประเภท ได้แก่ธัญพืช ข้าวกล้อง เนื้อสัตว์ติดมัน สัตว์ปีก ปลาข้าวโพด ถั่ว กล้วย เป็นต้น แต่อย่างไรก็ตามไม่แนะนำให้ซื้อวิตามินบี 6 มารับประทานเสริมเองเพราะหากรับประทานในปริมาณมากเกินไปอาจเกิดผลเสียจึงควรปรึกษาแพทย์ก่อน และการกินอาหารครบ 5 หมู่ก็เป็นวิธีง่ายๆ ที่จะช่วยให้ได้รับ      วิตามินนบี 6 อย่างเพียงพอแล้ว</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Work from Home อย่างไร ไม่ส่งผลร้ายต่อกระดูกและข้อ</title>
		<link>https://bkkhealthcare.com/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%9e%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%a5/work-from-home-%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%a3-%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%aa%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%95/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[koy]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 24 May 2021 10:17:34 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[โรงพยาบาล]]></category>
		<category><![CDATA[Covid-19]]></category>
		<category><![CDATA[Work from Home]]></category>
		<category><![CDATA[กระดูกและข้อ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://bkkhealthcare.com/?p=523</guid>

					<description><![CDATA[ในห้วงเวลาที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับโรค Covid-19 ที่กำลังระบาดในขณะนี้ มีหลายคนต้องปรับตารางการทำงาน เพื่อรองรับกับสถานการณ์การระบาด และจำเป็นต้องทำงานจากที่บ้าน หรือที่เรียกกันว่า Work from Home ซึ่งการที่ต้องเปลี่ยนสถานที่จากที่ทำงานมาเป็นที่บ้านก็มีบางปัจจัยที่อาจทำให้เกิดความไม่สบาย หรือเกิดความเจ็บป่วยของโรคทางกระดูกและข้อได้ บทความชิ้นนี้จึงขอนำข้อแนะนำจาก นพ.ศรัณย์ ก่อวุฒิกุลรังษี แพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกและข้อ กระดูกสันหลัง โรงพยาบาลนวเวช มาบอกเล่า ลองมาดูกันว่าความไม่สบายและความเจ็บป่วยที่กระดูกและข้อที่เกิดจากการ Work from Home มีอะไรได้บ้าง และเราจะป้องกันได้อย่างไร อาการที่เกิดจาก Work from Home ปวดหลังง่ายขึ้น เนื่องจากสภาพแวดล้อมที่บ้านไม่เหมือนที่ทำงาน บางคนไม่มีโต๊ะหรือเก้าอี้ที่เหมาะสำหรับการทำงาน เช่น นั่งทำงานที่โต๊ะกินข้าว ซึ่งเก้าอี้จะปรับระดับไม่ได้ และที่รองนั่งอาจจะแข็ง พนักพิงไม่เหมาะสำหรับการนั่งนาน ๆ ทำให้เกิดอาการปวดหลังได้ง่ายกว่านั่งเก้าอี้ที่ทำงาน บางคนอยู่ในห้องพัก หรือคอนโดมิเนียม ไม่มีพื้นที่มากนัก ก็นั่งกับพื้นทำงาน ซึ่งเป็นท่าที่ไม่ถูกสุขลักษณะ ยิ่งทำให้ปวดหลังมากขึ้น นอกจากนั้น หมอนรองกระดูกสันหลังและข้อต่อยังต้องรับภาระมากกว่าปกติ ส่งผลให้หมอนรองกระดูกเสื่อมได้เร็วขึ้น ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อต้นคอ บ่า ไหล่ จากการใช้คอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน ๆ หลายคนปกติทำงานไม่ค่อยใช้คอมพิวเตอร์ทำงานมากนัก แต่พอWork from home ก็ต้องมีประชุมทางไกลบ่อยขึ้น บางวันก็มีหลายรอบ หรือบางคนเดิมที่ทำงานเป็นคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ พอมาทำที่บ้านก็ต้องใช้โน๊ตบุ๊คทำงานแทน ต้องก้มคอมากขึ้นเป็นเวลานาน ๆ ทำให้กล้ามเนื้อยึดตึง ปวดต้นคอ บ่า [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p style="font-weight: 400">ในห้วงเวลาที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับโรค Covid-19 ที่กำลังระบาดในขณะนี้ มีหลายคนต้องปรับตารางการทำงาน เพื่อรองรับกับสถานการณ์การระบาด และจำเป็นต้องทำงานจากที่บ้าน หรือที่เรียกกันว่า Work from Home ซึ่งการที่ต้องเปลี่ยนสถานที่จากที่ทำงานมาเป็นที่บ้านก็มีบางปัจจัยที่อาจทำให้เกิดความไม่สบาย หรือเกิดความเจ็บป่วยของโรคทางกระดูกและข้อได้</p>
<p style="font-weight: 400">บทความชิ้นนี้จึงขอนำข้อแนะนำจาก <strong>นพ.ศรัณย์ ก่อวุฒิกุลรังษี แพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกและข้อ กระดูกสันหลัง โรงพยาบาลนวเวช </strong>มาบอกเล่า ลองมาดูกันว่าความไม่สบายและความเจ็บป่วยที่กระดูกและข้อที่เกิดจากการ Work from Home มีอะไรได้บ้าง และเราจะป้องกันได้อย่างไร</p>
<p style="font-weight: 400"><strong>อาการที่เกิดจาก </strong><strong>W</strong><strong>ork from Home</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400">ปวดหลังง่ายขึ้น เนื่องจากสภาพแวดล้อมที่บ้านไม่เหมือนที่ทำงาน บางคนไม่มีโต๊ะหรือเก้าอี้ที่เหมาะสำหรับการทำงาน เช่น นั่งทำงานที่โต๊ะกินข้าว ซึ่งเก้าอี้จะปรับระดับไม่ได้ และที่รองนั่งอาจจะแข็ง พนักพิงไม่เหมาะสำหรับการนั่งนาน ๆ ทำให้เกิดอาการปวดหลังได้ง่ายกว่านั่งเก้าอี้ที่ทำงาน บางคนอยู่ในห้องพัก หรือคอนโดมิเนียม ไม่มีพื้นที่มากนัก ก็นั่งกับพื้นทำงาน ซึ่งเป็นท่าที่ไม่ถูกสุขลักษณะ ยิ่งทำให้ปวดหลังมากขึ้น นอกจากนั้น หมอนรองกระดูกสันหลังและข้อต่อยังต้องรับภาระมากกว่าปกติ ส่งผลให้หมอนรองกระดูกเสื่อมได้เร็วขึ้น</li>
<li style="font-weight: 400">ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อต้นคอ บ่า ไหล่ จากการใช้คอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน ๆ หลายคนปกติทำงานไม่ค่อยใช้คอมพิวเตอร์ทำงานมากนัก แต่พอWork from home ก็ต้องมีประชุมทางไกลบ่อยขึ้น บางวันก็มีหลายรอบ หรือบางคนเดิมที่ทำงานเป็นคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ พอมาทำที่บ้านก็ต้องใช้โน๊ตบุ๊คทำงานแทน ต้องก้มคอมากขึ้นเป็นเวลานาน ๆ ทำให้กล้ามเนื้อยึดตึง ปวดต้นคอ บ่า ไหล่ได้</li>
<li style="font-weight: 400">ปวดข้อมือ เอ็นอักเสบ นิ๊วล๊อค จากการใช้คอมพิวเตอร์ หรือโทรศัพท์มือถือเป็นเวลานาน ๆ</li>
<li style="font-weight: 400">ไม่ได้ออกกำลังกาย เนื่องจากไม่ต้องออกจากบ้าน ไม่ต้องเดินทาง ทำให้ร่างกายมีการขยับตัวน้อยลง กล้ามเนื้อไม่ได้รับการฝึกให้เกิดความแข็งแรง ส่งผลให้ปวดเมื่อยได้ง่ายขึ้น</li>
<li style="font-weight: 400">อยู่แต่ในบ้าน ไม่เจอแสงสว่าง ไม่เจอแดด ทำให้ร่างกายได้รับวิตามินดีจากแสงแดดลดลง ซึ่งมีผลทำให้การทำงานของกล้ามเนื้อลดลงและการสะสมแคลเซียมในร่างกายลดลง</li>
<li style="font-weight: 400">ดื่มชากาแฟบ่อยขึ้น บางคนไม่ดื่มอยู่แล้วก็คงไม่มีปัญหา แต่คนที่ดื่มกาแฟอยู่แล้ว พอทำงานคนเดียวมีความเครียด ก็ดื่มชากาแฟมากขึ้น ซึ่งคาเฟอีนที่มากเกินไปก็มีผลเสียกับร่างกาย ทั้งนอนไม่หลับ ใจสั่น กระตุ้นหัวใจมากเกินไป ถ้าใส่น้ำตาลครีม ก็ต้องระวังการได้รับน้ำตาลและไขมันมากเกินไป นอกจากนี้ คาเฟอีนยังทำให้เกิดการสูญเสียแคลเซียมออกจากร่างกาย ทำให้ความแข็งแรงของกระดูกลดลง</li>
<li style="font-weight: 400">ความเครียดเพิ่มขึ้น ทั้งจากการทำงานเป็นเวลานาน หรือบางคนอยู่คนเดียวที่บ้าน พอไม่ได้ไปทำงานเจอเพื่อนร่วมงาน บวกกับวิตกกังวลเรื่องสถานการณ์การระบาดของโรค ก็เกิดความเครียดสะสมขึ้นได้ ความเครียดนี้ก็ทำให้นอนไม่หลับ ปวดศีรษะ กล้ามเนื้อเกร็งปวดเมื่อยตามร่างกายได้</li>
<li style="font-weight: 400">น้ำหนักขึ้น แน่นอนว่าการที่เราทำงานอยู่ที่บ้าน ตู้เย็นและชั้นวางขนม ก็อยู่เพียงแค่เอื้อมเท่านั้น แถมยังวางล่อตาล่อใจขณะที่เราทำงานอยู่ตลอด เราก็มักจะเผลอหยิบมากินเล่นระหว่างทำงาน รู้ตัวอีกทีก็หมดถุงซะแล้ว แล้วช่วงนี้ก็เป็นยุคทองของการสั่งอาหารมากินที่บ้าน ไม่อยากจะออกไปไหน โทรสั่งแล้วก็นั่งชิลล์ ทำงานไป สักพักของกินก็มาส่ง เป็นแบบนี้นาน ๆ น้ำหนักต้องเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน ซึ่งจะส่งผลกับระบบร่างกายส่วนอื่นๆ โดยรวม เช่น ความดัน ระดับน้ำตาล ระดับไขมัน กระดูกและข้อต่อก็ต้องรับน้ำหนักมากขึ้น เกิดการปวดหลังปวดเข่า เป็นต้น</li>
</ul>
<p style="font-weight: 400"><strong>การแก้ปัญหาจากการ </strong><strong>W</strong><strong>ork from Home</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400">ทำงานให้เป็นเวลา กำหนดเวลาการทำงาน และการพักผ่อนที่ชัดเจน พยายามจบงานให้ได้ตามกำหนด ไม่ทำงานล่วงเวลา เพื่อมีเวลาไปทำกิจกรรมอื่นๆที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้น</li>
<li style="font-weight: 400">ปรับสภาพแวดล้อมให้เหมาะกับการทำงาน เช่น จัดที่นั่งบริเวณที่มีแสงสว่างเพียงพอ หาเก้าอี้นุ่ม ๆ มีพนักพิง ใครมีทุนหน่อยจะจัดหาเก้าอี้ทำงานดีๆก็ไม่ว่ากัน</li>
<li style="font-weight: 400">ปรับความสูงของจุดวางคอมพิวเตอร์ให้เหมาะสมกับร่างกายและท่านั่ง ความสูงของจอที่เหมาะสมนั้น ขอบบนของจออยู่ใกล้ระดับสายตา กลางจอควรอยู่ต่ำกว่าระดับสายตาประมาณ10-20 องศา เพื่อลดการก้มหรือเงยคอที่มากเกินไป หากใครใช้โน๊ตบุ๊คอาจใช้แท่นวาง เพื่อปรับความเอียงของแป้นพิมพ์และความสูงของจอก็ได้</li>
<li style="font-weight: 400">กำหนดระยะเวลาการทำงานต่อเนื่อง จัดเวลาให้มีการพักปรับอิริยาบทและยืดกล้ามเนื้ออย่างถูกวิธี ทั้งกล้ามเนื้อบริเวณ ศีรษะ คอ บ่า ไหล่ และหลัง</li>
<li style="font-weight: 400">หาเวลาออกกำลังกาย เพื่อให้กระดูกและกล้ามเนื้อได้ขยับทำงาน ฝึกกล้ามเนื้อคอ หลัง และไหล่ ที่ต้องใช้งานขณะนั่งทำงานให้เกิดความแข็งแรง ยืดเส้นยืดสาย การออกกำลังเป็นประจำยังทำให้ความเครียดลดลงด้วย ถ้าจะให้ดี การออกกำลังกายกลางแจ้งทำให้ได้รับแสงแดด ก็จะได้รับวิตามินดีเพิ่มด้วยอีกด้วย</li>
<li style="font-weight: 400">ตั้งเกณฑ์ควบคุมการทานขนม ของว่าง ชา กาแฟ ไม่ให้เยอะจนเกินไป กาแฟร้อนไม่ควรเกิน2แก้ว กาแฟเย็น ไม่ควรเกิน 1 แก้ว</li>
</ul>
<p style="font-weight: 400">Covid-19 ยังไม่จบง่าย ๆ พวกเรายังจำเป็นต้องทำงานจากที่บ้านกันไปอีกสักพัก ดังนั้น เรามาทำให้การ Work from Home เป็นการทำงานที่ดีต่อสุขภาพกันดีกว่า เพียงปฏิบัติตัวให้ถูกต้อง ปรับสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม ก็จะทำให้ลดความเครียดจากการทำงาน และมีความสุขมากขึ้น</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>“RSV”ไวรัสตัวร้าย ป้องกันได้ถ้าไม่อยากให้ลูกป่วย (RespiratorySyncytial Virus)</title>
		<link>https://bkkhealthcare.com/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%86/rsv%e0%b9%84%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a2-%e0%b8%9b%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[koy]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 19 May 2021 15:00:03 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[โรคต่างๆ]]></category>
		<category><![CDATA[“RSV”ไวรัสตัวร้าย]]></category>
		<category><![CDATA[RSV]]></category>
		<category><![CDATA[ไวรัส]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://bkkhealthcare.com/?p=509</guid>

					<description><![CDATA[“RSV” ไวรัสตัวร้าย ป้องกันได้ถ้าไม่อยากให้ลูกป่วย (Respiratory Syncytial Virus) สำหรับคนเป็นพ่อเป็นแม่ ลูกคือแก้วตาดวงใจ เมื่อลูกมีอาการไม่สบายแม้เพียงเล็กน้อยก็ทำให้กังวลใจคิด ไปต่างๆ นานา แต่ถ้าเราทำความรู้จักและเข้าใจโรคให้มากขึ้น รู้อาการ รู้แนวทางป้องกันรักษาก็น่าจะทำให้คลาย ความกังวลลงได้ บทความตอนนี้ พญ.สิริรักษ์ กาญจนธีระพงค์ กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคภูมิแพ้และ ภูมิคุ้มกัน วิทยา โรงพยาบาลนวเวช จึงได้นำความรู้เกี่ยวกับการติดเชื้อไวรัสในระบบทางเดินหายใจที่มัก เกิดกับเด็กเล็กมา ให้คุณพ่อคุณแม่ได้รู้จัก ซึ่งหลายคนก็อาจสับสนระหว่าง RSV ไข้หวัดใหญ่ และไข้หวัดธรรมดา คุณหมอก็เลยมี ข้อมูลมาให้เปรียบเทียบด้วยว่าแต่ละโรคมีความแตกต่างกันอย่างไร RSV เชื้อไวรัสระบบทางเดินหายใจในเด็ก เชื้อไวรัส RSV สามารถติดต่อกันผ่านสารคัดหลั่ง น้ำมูก น้ำลาย ผ่านการไอ จาม และสัมผัสกันโดยตรง   อาการ &#8211;  อาการเริ่มแรกเหมือนไข้หวัดทั่วไป คือ มีไข้ ไอ จาม น้ำมูกไหล ซึ่งในรายที่มีอาการเล็กน้อยของทาง เดิน หายใจส่วนต้น สามารถหายได้เองภายใน 5-7 วัน &#8211;  เด็กบางคนมีอาการมากกว่าไข้หวัด คือ อาการไปถึงทางเดินหายใจส่วนล่างจะมีอาการไอแบบมี เสมหะ ร่วมด้วย ไอมากจนอาเจียน อาจมีหายใจเร็ว แรง หายใจลำบาก หรือหายใจแบบมีเสียงวี๊ด (wheezing) ได้ ในรายที่มีอาการหนัก [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p style="font-weight: 400"><strong>“RSV” ไวรัสตัวร้าย ป้องกันได้ถ้าไม่อยากให้ลูกป่วย (Respiratory Syncytial Virus)</strong></p>
<p style="font-weight: 400">สำหรับคนเป็นพ่อเป็นแม่ ลูกคือแก้วตาดวงใจ เมื่อลูกมีอาการไม่สบายแม้เพียงเล็กน้อยก็ทำให้กังวลใจคิด ไปต่างๆ นานา แต่ถ้าเราทำความรู้จักและเข้าใจโรคให้มากขึ้น รู้อาการ รู้แนวทางป้องกันรักษาก็น่าจะทำให้คลาย ความกังวลลงได้</p>
<p style="font-weight: 400">บทความตอนนี้ <strong>พญ</strong><strong>.สิริรักษ์ กาญจนธีระพงค์ กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคภูมิแพ้และ ภูมิคุ้มกัน วิทยา โรงพยาบาลนวเวช</strong> จึงได้นำความรู้เกี่ยวกับการติดเชื้อไวรัสในระบบทางเดินหายใจที่มัก เกิดกับเด็กเล็กมา ให้คุณพ่อคุณแม่ได้รู้จัก ซึ่งหลายคนก็อาจสับสนระหว่าง RSV ไข้หวัดใหญ่ และไข้หวัดธรรมดา คุณหมอก็เลยมี ข้อมูลมาให้เปรียบเทียบด้วยว่าแต่ละโรคมีความแตกต่างกันอย่างไร</p>
<p style="font-weight: 400"><strong>RSV เชื้อไวรัสระบบทางเดินหายใจในเด็ก</strong></p>
<p style="font-weight: 400">เชื้อไวรัส RSV สามารถติดต่อกันผ่านสารคัดหลั่ง น้ำมูก น้ำลาย ผ่านการไอ จาม และสัมผัสกันโดยตรง</p>
<p style="font-weight: 400"><strong> </strong></p>
<p style="font-weight: 400"><strong>อาการ</strong></p>
<p style="font-weight: 400">&#8211;  อาการเริ่มแรกเหมือนไข้หวัดทั่วไป คือ มีไข้ ไอ จาม น้ำมูกไหล ซึ่งในรายที่มีอาการเล็กน้อยของทาง เดิน หายใจส่วนต้น สามารถหายได้เองภายใน 5-7 วัน</p>
<p style="font-weight: 400">&#8211;  เด็กบางคนมีอาการมากกว่าไข้หวัด คือ อาการไปถึงทางเดินหายใจส่วนล่างจะมีอาการไอแบบมี เสมหะ ร่วมด้วย ไอมากจนอาเจียน อาจมีหายใจเร็ว แรง หายใจลำบาก หรือหายใจแบบมีเสียงวี๊ด (wheezing) ได้ ในรายที่มีอาการหนัก</p>
<p style="font-weight: 400"><strong>การรักษา</strong></p>
<p style="font-weight: 400">&#8211;  การรักษาอาการทั่วไป ให้สารน้ำทางเส้นเลือดดำ ให้ออกซิเจน ล้างจมูก ไปจนถึงช่วยดูดระบาย เสมหะใน กรณีที่น้ำมูกหรือเสมหะอุดตันมาก</p>
<p style="font-weight: 400">&#8211;  การรักษาแบบเฉพาะที่ พ่นยาขยายหลอดลม พ่นน้ำเกลือเข้มข้นชนิดพิเศษ เพื่อลดภาวะหลอดลม เกร็ง หายใจมีเสียงวี๊ด</p>
<p style="font-weight: 400">&#8211;  การใช้ยา Montelukast มีส่วนช่วยในการลดความรุนแรงในช่วงแรกของการหายใจหอบเหนื่อยแบบมี เสียงวี๊ด และให้ใช้ยาต่อเนื่องเพื่อลดการกลับเป็นซ้ำของโรค</p>
<p style="font-weight: 400"><strong>การป้องกัน</strong></p>
<p style="font-weight: 400">&#8211;  ในปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรค ดังนั้นจึงเน้นการป้องกันโดยการเพิ่มภูมิต้านทานธรรมชาติ โดยเลี้ยงลูก ด้วยนมแม่</p>
<p style="font-weight: 400">&#8211;  หลีกเลี่ยงการพาเด็กไปในสถานที่แออัด</p>
<p style="font-weight: 400">&#8211;  ใส่หน้ากากอนามัยทุกครั้ง และล้างมือบ่อยๆ</p>
<p style="font-weight: 400"><strong>ไข้หวัดใหญ่และไข้หวัดธรรมดา</strong></p>
<p style="font-weight: 400">ไข้หวัดใหญ่ต่างกับไข้หวัดธรรมดาอย่างไร? อาการระยะเริ่มคล้ายกันมากแต่ไข้หวัดใหญ่นั้นอาการ รุนแรง กว่าอย่างเห็นได้ชัด โดยมีไข้สูง(39-40 องศาเซลเซียส) ปวดศีรษะ ไอมาก อ่อนเพลียอย่างรุนแรง ปวดเมื่อยตาม ร่างกาย ซึ่งอาจจะเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆ ที่รุนแรงและเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ นอกจากนี้ไข้หวัด ใหญ่ยังติดต่อกันได้ง่ายมาก จากการหายใจเอาเชื้อที่กระจายอยู่ในละอองฝอยจากการไอ จาม หรือการอยู่ใกล้ชิด สัมผัสสิ่งของที่ปนเปื้อนกับผู้ป่วย และนำเชื้อเข้าสู่ระบบทางเดินหาย</p>
<p style="font-weight: 400"><strong>การฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่สำคัญอย่างไร</strong></p>
<p style="font-weight: 400">&#8211;  ป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงและการเสียชีวิต สำหรับบุคคลกลุ่มเสี่ยง</p>
<p style="font-weight: 400">&#8211;  ลดอัตราการลาป่วยและการเข้ารับรักษาตัวในโรงพยาบาล</p>
<p style="font-weight: 400">&#8211;  ลดอัตราการขาดงาน ขาดโรงเรียน หรือรบกวนแผนการเดินทาง</p>
<p style="font-weight: 400">&#8211;  ลดการเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อโรคไข้หวัดใหญ่ต่อสมาชิกในครอบครัว เพื่อน หรือผู้ร่วมงานต่างๆ</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ดูแลลูกน้อยให้ปลอดภัย ห่างไกลจากโควิด-19</title>
		<link>https://bkkhealthcare.com/%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b9%82%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%a2%e0%b8%b5%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%a2-%e0%b8%ab/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[koy]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 19 May 2021 14:27:15 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[เทคโนโลยีสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[ดูแลลูกน้อยให้ปลอดภัย]]></category>
		<category><![CDATA[ดูแลเด็กช่วงโควิด]]></category>
		<category><![CDATA[โควิด]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://bkkhealthcare.com/?p=505</guid>

					<description><![CDATA[ดูแลลูกน้อยให้ปลอดภัย ห่างไกลจากโควิด-19 จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 (COVID-19) ทั่วโลก มีรายงานผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทุกวัน ทำให้หลายคนเกิดความวิตกกังวล โดยเฉพาะในครอบครัวที่มีเด็กเล็ก ยิ่งเพิ่มความกังวลกับพ่อแม่หรือผู้ปกครองขึ้นไปอีก การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19ในปัจจุบัน ทำให้การใช้ชีวิตประจำวันมีการปรับเปลี่ยน หลายคนอาจเริ่มปรับตัวและเคยชินกับการดูแลตนเองแล้ว แต่ไม่ใช่กับเด็กทารก หรือเด็กแรกเกิดเสมอไป เพราะเด็กแรกเกิดนั้น ยังมีภูมิคุ้มกันที่ไม่แข็งแรง และยังไม่สามารถดูแลตนเองได้ คุณพ่อคุณแม่จึงต้องดูแลลูกน้อยอย่างใกล้ชิดเป็นพิเศษ   ดร.พิมพ์ขวัญ บุญจิตต์พิมล นักธุรกิจสาวเจ้า ของธุรกิจศูนย์ปลูกผม ศัลยกรรม ผิวพรรณ และการชะลอวัย Vital Glow Skin &#38; Aesthetic และรองผู้อำนวยการโรงพยาบาลนวมินทร์ 9 และในฐานะคุณแม่ด้วยเช่นกัน ออกมาให้คำแนะนำ ด้วยความห่วงใยว่า ในวัยเด็กที่ยังฉีดวัคซีนป้องกันโควิด19 ไม่ได้ คุณพ่อคุณแม่ต้องดูแล รับมือ เพื่อความปลอดภัยของลูกน้อยต่อไปนี้&#8230;.. หลีกเลี่ยงการสัมผัสผู้คน และ สถานที่แออัด ทำงานอยู่บ้าน ออกจากบ้านเท่าที่จำเป็น ไม่สังสรรค์ เว้นระยะห่าง และไม่พาลูกออกนอกบ้านหรือไปในที่ชุมชนแออัด ระวังการใช้มือสัมผัสบริเวณดวงตา ปาก และจมูกของเด็ก รับประทานนมและอาหารที่ปรุงสุกใหม่เสมอ ในการให้นมลูกน้อยจากเต้า ต้องเช็ดทำความสะอาดบริเวณเต้านมและหัวนมด้วยสบู่และน้ำก่อน และคุณแม่สวมใส่หน้ากากอนามัยขณะให้นมลูก ล้างมือบ่อย [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><b><span lang="TH">ดูแลลูกน้อยให้ปลอดภัย ห่างไกลจากโควิด-19</span></b></p>
<p style="font-weight: 400">จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 (COVID-19) ทั่วโลก มีรายงานผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทุกวัน ทำให้หลายคนเกิดความวิตกกังวล โดยเฉพาะในครอบครัวที่มีเด็กเล็ก ยิ่งเพิ่มความกังวลกับพ่อแม่หรือผู้ปกครองขึ้นไปอีก</p>
<p style="font-weight: 400">การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19ในปัจจุบัน ทำให้การใช้ชีวิตประจำวันมีการปรับเปลี่ยน หลายคนอาจเริ่มปรับตัวและเคยชินกับการดูแลตนเองแล้ว แต่ไม่ใช่กับเด็กทารก หรือเด็กแรกเกิดเสมอไป เพราะเด็กแรกเกิดนั้น ยังมีภูมิคุ้มกันที่ไม่แข็งแรง และยังไม่สามารถดูแลตนเองได้ คุณพ่อคุณแม่จึงต้องดูแลลูกน้อยอย่างใกล้ชิดเป็นพิเศษ</p>
<p style="font-weight: 400"><strong> </strong></p>
<p style="font-weight: 400"><strong>ดร.พิมพ์ขวัญ บุญจิตต์พิมล นักธุรกิจสาวเจ้า ของธุรกิจศูนย์ปลูกผม ศัลยกรรม ผิวพรรณ และการชะลอวัย </strong><strong>Vital Glow Skin &amp; Aesthetic และรองผู้อำนวยการโรงพยาบาลนวมินทร์ 9 </strong>และในฐานะคุณแม่ด้วยเช่นกัน ออกมาให้คำแนะนำ ด้วยความห่วงใยว่า ในวัยเด็กที่ยังฉีดวัคซีนป้องกันโควิด19 ไม่ได้ คุณพ่อคุณแม่ต้องดูแล รับมือ เพื่อความปลอดภัยของลูกน้อยต่อไปนี้&#8230;..</p>
<ol>
<li style="font-weight: 400">หลีกเลี่ยงการสัมผัสผู้คน และ สถานที่แออัด ทำงานอยู่บ้าน ออกจากบ้านเท่าที่จำเป็น ไม่สังสรรค์ เว้นระยะห่าง และไม่พาลูกออกนอกบ้านหรือไปในที่ชุมชนแออัด</li>
<li style="font-weight: 400">ระวังการใช้มือสัมผัสบริเวณดวงตา ปาก และจมูกของเด็ก</li>
<li style="font-weight: 400">รับประทานนมและอาหารที่ปรุงสุกใหม่เสมอ</li>
<li style="font-weight: 400">ในการให้นมลูกน้อยจากเต้า ต้องเช็ดทำความสะอาดบริเวณเต้านมและหัวนมด้วยสบู่และน้ำก่อน และคุณแม่สวมใส่หน้ากากอนามัยขณะให้นมลูก</li>
<li style="font-weight: 400">ล้างมือบ่อย ๆ ด้วยสบู่ นานอย่างน้อย 20 วินาที และล้างต่อด้วยน้ำสะอาด</li>
<li style="font-weight: 400">ทำความสะอาดของเล่นเด็กหรือสิ่งของใกล้ตัวเด็ก ด้วยแอลกอฮอล์ 70% ขึ้นไป</li>
<li style="font-weight: 400">ผู้ดูแล ต้องสวมใส่หน้ากากทุกครั้ง หากจำเป็นต้องพบเจอผู้อื่น โดยแนะนำให้ใส่หน้ากาก 2 ชั้น จะสามารถป้องกันเชื้อได้มากกว่า</li>
<li style="font-weight: 400">หากผู้ดูแลเด็กรู้สึกมีไข้ ไม่สบายตัว ควรพักผ่อน อยู่ให้ห่างจากเด็กน้อย และให้ผู้อื่นช่วยดูแลแทน</li>
<li style="font-weight: 400">งดนำบุคคลภายนอกหรือญาติพี่น้องเข้าพบเด็ก ๆ ในบ้าน</li>
</ol>
<p style="font-weight: 400">อย่างไรก็ตาม ยังไม่สนับสนุนให้ทารกแรกเกิด-1เดือนมีการใส่หน้ากากอนามัย หากเป็นเด็กที่โตขึ้นมาหน่อย เช่น 1 เดือนถึง 1 ปี หากใส่หน้ากากอนามัยต้องมีผู้ใหญ่คอยดูแล เนื่องจากเด็กอาจมีปัญหาหายใจลำบากเนื่องจากกล้ามเนื้อยังไม่แข็งแรงและไม่แข็งแรงและไม่สามารถบอกผู้ใหญ่มีภาวะใจลำบากเกิดขึ้น ในขณะที่เด็กอายุ 1 ขวบขึ้นไปสามารถสวมใส่หน้ากากอนามัยได้อย่างปลอดภัย</p>
<p style="font-weight: 400">สิ่งสำคัญที่สุด ในการป้องกันเด็กจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา 2019  ก็คือ&#8230;</p>
<p style="font-weight: 400">การสอนลูกว่า ช่วงนี้มีเชื้อไวรัสตัวใหม่ระบาด  สามารถติดต่อได้ง่ายจากการไอ  จาม  และสัมผัสสิ่งของร่วมกันกับผู้อื่น  ต้องระมัดระวังตนเองมากขึ้น  หลีกเลี่ยงไมให้เด็กสัมผัสสิ่งของต่างๆโดยไม่จำเป็น  ไม่เอามือป้ายหน้าป้ายตาเพราะอาจทำให้ติดเชื้อได้</p>
<p style="font-weight: 400">รวมถึงการสร้างสุขอนามัยที่ดีให้ลูก  เช่น ใส่หน้ากากอนามัยป้องกันอยู่เสมอ ล้างมือบ่อยๆ อย่างถูกวิธี ไม่ใช้สิ่งของร่วมกับผู้อื่น  รับประทานอาหารปรุงสุก  ใช้ช้อนกลางไม่ดื่มน้ำแก้วเดียวกับผู้อื่น คุณพ่อคุณแม่และทุกคนในบ้านต้องล้างมือและทำความสะอาดตัวเองทุกครั้งก่อนสัมผัสลูก เพื่อป้องกันลูก รวมถึงต้องเป็นตัวอย่างที่ดีแก่ลูก</p>
<p style="font-weight: 400">อย่างไรก็ตามในช่วงที่โควิด-19 ยังมีการระบาดอยู่อย่างต่อเนื่อง พ่อแม่หรือผู้ปกครองจำเป็นต้องใส่ใจดูแลเด็กน้อยอย่างใกล้ชิดและอย่าประมาท หากพบว่าบุคคลใกล้ตัวมีอาการเสี่ยง หรือลูกน้อยมีอาการที่น่าสงสัย ให้รีบพบแพทย์ทันที</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
