<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>เทคโนโลยีสุขภาพ &#8211; bkkhealthcare</title>
	<atom:link href="https://bkkhealthcare.com/category/%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b9%82%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%a2%e0%b8%b5%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://bkkhealthcare.com</link>
	<description>แค่เว็บเวิร์ดเพรสเว็บหนึ่ง</description>
	<lastBuildDate>Tue, 11 Feb 2025 07:19:10 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.9.4</generator>
	<item>
		<title>การบำบัดฟื้นฟู การรักษาโรคด้วยแม่เหล็ก PEMF</title>
		<link>https://bkkhealthcare.com/%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b9%82%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%a2%e0%b8%b5%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9a%e0%b8%b3%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%9f%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%9f%e0%b8%b9-%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin BkkHealthcare]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 11 Feb 2025 07:19:10 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[เทคโนโลยีสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[PEMF]]></category>
		<category><![CDATA[รักษาโรคด้วยแม่เหล็ก PEMF]]></category>
		<category><![CDATA[แม่เหล็ก PEMF]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://bkkhealthcare.com/?p=1112</guid>

					<description><![CDATA[การบำบัดฟื้นฟู การรักษาโรคด้วยแม่เหล็ก PEMF: นวัตกรรมแห่งการฟื้นฟูที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ ในโลกที่เทคโนโลยีทางการแพทย์ก้าวหน้าไปอย่างไม่หยุดยั้ง การบำบัดด้วยสนามแม่เหล็กไฟฟ้า หรือ PEMF (Pulsed Electromagnetic Field therapy) ได้กลายเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับการรักษาและฟื้นฟูอาการป่วยต่างๆ อย่างแพร่หลาย ด้วยความโดดเด่นในเรื่องความปลอดภัย ประสิทธิภาพ และความหลากหลายในการประยุกต์ใช้ ทำให้ PEMF ได้รับความสนใจจากทั้งแพทย์ ผู้ป่วย และผู้ที่ใส่ใจสุขภาพ PEMF คืออะไร? ทำไมถึงได้รับความนิยม? PEMF คือการใช้สนามแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีความถี่ต่ำ กระตุ้นการทำงานของเซลล์ในร่างกาย โดยมีงานวิจัยทางการแพทย์รองรับถึงประสิทธิภาพในการรักษาอาการปวด ฟื้นฟูเนื้อเยื่อ และส่งเสริมการทำงานของร่างกายในหลายด้าน PEMF ทำงานโดย: กระตุ้นการไหลเวียนโลหิต: ช่วยให้เลือดไหลเวียนไปยังบริเวณที่บาดเจ็บได้ดีขึ้น นำสารอาหารและออกซิเจนไปซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่เสียหาย ลดการอักเสบ: PEMF สามารถลดการสร้างสารที่ก่อให้เกิดการอักเสบ ช่วยลดอาการปวดและบวม ส่งเสริมการสร้างเซลล์ใหม่: ช่วยกระตุ้นการสร้างเซลล์ใหม่และซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่เสียหาย ทำให้เนื้อเยื่อแข็งแรงขึ้น ลดอาการปวด: PEMF สามารถลดการส่งสัญญาณประสาทที่ทำให้เกิดอาการปวด กระตุ้นการทำงานของเซลล์: PEMF ช่วยกระตุ้นการทำงานของเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย ทำให้เซลล์ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ความนิยมของ PEMF มาจากหลายปัจจัย เช่น: [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h2 data-sourcepos="1:1-1:95">การบำบัดฟื้นฟู การรักษาโรคด้วยแม่เหล็ก PEMF: นวัตกรรมแห่งการฟื้นฟูที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ</h2>
<p data-sourcepos="3:1-3:368">ในโลกที่เทคโนโลยีทางการแพทย์ก้าวหน้าไปอย่างไม่หยุดยั้ง การบำบัดด้วยสนามแม่เหล็กไฟฟ้า หรือ PEMF (Pulsed Electromagnetic Field therapy) ได้กลายเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับการรักษาและฟื้นฟูอาการป่วยต่างๆ อย่างแพร่หลาย ด้วยความโดดเด่นในเรื่องความปลอดภัย ประสิทธิภาพ และความหลากหลายในการประยุกต์ใช้ ทำให้ PEMF ได้รับความสนใจจากทั้งแพทย์ ผู้ป่วย และผู้ที่ใส่ใจสุขภาพ</p>
<h3 data-sourcepos="5:1-5:40">PEMF คืออะไร? ทำไมถึงได้รับความนิยม?</h3>
<p data-sourcepos="7:1-7:214">PEMF คือการใช้สนามแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีความถี่ต่ำ กระตุ้นการทำงานของเซลล์ในร่างกาย โดยมีงานวิจัยทางการแพทย์รองรับถึงประสิทธิภาพในการรักษาอาการปวด ฟื้นฟูเนื้อเยื่อ และส่งเสริมการทำงานของร่างกายในหลายด้าน PEMF ทำงานโดย:</p>
<ul data-sourcepos="9:1-14:0">
<li data-sourcepos="9:1-9:132"><strong>กระตุ้นการไหลเวียนโลหิต:</strong> ช่วยให้เลือดไหลเวียนไปยังบริเวณที่บาดเจ็บได้ดีขึ้น นำสารอาหารและออกซิเจนไปซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่เสียหาย</li>
<li data-sourcepos="10:1-10:86"><strong>ลดการอักเสบ:</strong> PEMF สามารถลดการสร้างสารที่ก่อให้เกิดการอักเสบ ช่วยลดอาการปวดและบวม</li>
<li data-sourcepos="11:1-11:118"><strong>ส่งเสริมการสร้างเซลล์ใหม่:</strong> ช่วยกระตุ้นการสร้างเซลล์ใหม่และซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่เสียหาย ทำให้เนื้อเยื่อแข็งแรงขึ้น</li>
<li data-sourcepos="12:1-12:69"><strong>ลดอาการปวด:</strong> PEMF สามารถลดการส่งสัญญาณประสาทที่ทำให้เกิดอาการปวด</li>
<li data-sourcepos="13:1-14:0"><strong>กระตุ้นการทำงานของเซลล์:</strong> PEMF ช่วยกระตุ้นการทำงานของเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย ทำให้เซลล์ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น</li>
</ul>
<p data-sourcepos="15:1-15:38">ความนิยมของ PEMF มาจากหลายปัจจัย เช่น:</p>
<ul data-sourcepos="17:1-22:0">
<li data-sourcepos="17:1-17:112"><strong>ไม่รุกราน:</strong> PEMF เป็นการรักษาที่ไม่ต้องผ่าตัด ไม่มีการฉีดยา จึงไม่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อหรือผลข้างเคียง</li>
<li data-sourcepos="18:1-18:69"><strong>ปลอดภัย:</strong> PEMF ได้รับการรับรองจาก FDA ว่ามีความปลอดภัยในการรักษา</li>
<li data-sourcepos="19:1-19:119"><strong>มีประสิทธิภาพ:</strong> มีงานวิจัยทางการแพทย์จำนวนมากที่รองรับถึงประสิทธิภาพของ PEMF ในการรักษาอาการปวดและฟื้นฟูเนื้อเยื่อ</li>
<li data-sourcepos="20:1-20:112"><strong>รักษาได้ตรงจุด:</strong> PEMF สามารถกำหนดเป้าหมายไปยังบริเวณที่บาดเจ็บได้โดยตรง ทำให้การรักษาตรงจุดและมีประสิทธิภาพ</li>
<li data-sourcepos="21:1-22:0"><strong>ระยะเวลาการรักษาสั้น:</strong> การรักษาด้วย PEMF มักใช้เวลาไม่นาน และสามารถทำได้ที่บ้านหรือคลินิก</li>
</ul>
<h3 data-sourcepos="23:1-23:33">PEMF ช่วยรักษาโรคอะไรได้บ้าง?</h3>
<p data-sourcepos="25:1-25:90">ด้วยคุณสมบัติที่หลากหลาย PEMF สามารถนำมาใช้ในการรักษาและฟื้นฟูอาการป่วยได้หลายประเภท เช่น:</p>
<ul data-sourcepos="27:1-34:0">
<li data-sourcepos="27:1-27:105"><strong>อาการปวดเรื้อรัง:</strong> PEMF ช่วยลดอาการปวดจากโรคต่างๆ เช่น ปวดหลัง ปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อ และ fibromyalgia</li>
<li data-sourcepos="28:1-28:131"><strong>การบาดเจ็บ:</strong> PEMF ช่วยฟื้นฟูเนื้อเยื่อที่บาดเจ็บจากการเล่นกีฬา อุบัติเหตุ หรือการผ่าตัด ช่วยลดอาการปวดและบวม และเร่งการสมานแผล</li>
<li data-sourcepos="29:1-29:69"><strong>โรคข้ออักเสบ:</strong> PEMF ช่วยลดอาการปวดและอักเสบในผู้ป่วยโรคข้ออักเสบ</li>
<li data-sourcepos="30:1-30:89"><strong>โรคกระดูกพรุน:</strong> PEMF ช่วยเพิ่มความหนาแน่นของกระดูกและลดความเสี่ยงต่อการเกิดกระดูกหัก</li>
<li data-sourcepos="31:1-31:92"><strong>โรคทางระบบประสาท:</strong> PEMF ช่วยฟื้นฟูการทำงานของระบบประสาทในผู้ป่วยโรคทางระบบประสาทบางชนิด</li>
<li data-sourcepos="32:1-32:80"><strong>โรคผิวหนัง:</strong> PEMF ช่วยรักษาโรคผิวหนังบางชนิด เช่น สะเก็ดเงิน และแผลเรื้อรัง</li>
<li data-sourcepos="33:1-34:0"><strong>อาการนอนไม่หลับ:</strong> PEMF ช่วยปรับคลื่นสมองและส่งเสริมการนอนหลับที่ดีขึ้น</li>
</ul>
<h3 data-sourcepos="35:1-35:40">ใครบ้างที่เหมาะกับการรักษาด้วย PEMF?</h3>
<p data-sourcepos="37:1-37:72">PEMF เหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการป่วยต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้น โดยเฉพาะผู้ที่:</p>
<ul data-sourcepos="39:1-43:0">
<li data-sourcepos="39:1-39:69"><strong>มีอาการปวดเรื้อรัง:</strong> ผู้ที่ลองวิธีการรักษาอื่นแล้วอาการไม่ดีขึ้น</li>
<li data-sourcepos="40:1-40:79"><strong>ต้องการหลีกเลี่ยงการผ่าตัด:</strong> ผู้ที่ไม่ต้องการผ่าตัด หรือไม่สามารถผ่าตัดได้</li>
<li data-sourcepos="41:1-41:85"><strong>ต้องการการรักษาที่ไม่รุกราน:</strong> ผู้ที่ต้องการการรักษาที่ปลอดภัยและไม่มีผลข้างเคียง</li>
<li data-sourcepos="42:1-43:0"><strong>ต้องการการรักษาที่ตรงจุด:</strong> ผู้ที่ต้องการการรักษาที่สามารถกำหนดเป้าหมายไปยังบริเวณที่บาดเจ็บได้โดยตรง</li>
</ul>
<h3 data-start="7533" data-end="7572">งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์</h3>
<ol data-start="7574" data-end="8578">
<li data-start="7574" data-end="7750">
<p data-start="7577" data-end="7750"><strong data-start="7577" data-end="7607">กระดูกหักและการสร้างกระดูก</strong><br data-start="7607" data-end="7610" />มีงานวิจัยหลายฉบับที่สนับสนุนว่า PEMF ช่วยกระตุ้นให้กระดูกเกิดการซ่อมแซมตัวเองได้เร็วขึ้น โดยเฉพาะในกรณีที่กระดูกหักไม่ติดเป็นระยะเวลานาน</p>
</li>
<li data-start="7752" data-end="7946">
<p data-start="7755" data-end="7946"><strong data-start="7755" data-end="7772">ข้อเข่าเสื่อม</strong><br data-start="7772" data-end="7775" />มีการทดลองทางคลินิกบางส่วนที่ชี้ว่า PEMF สามารถลดปวดข้อและเพิ่มการทำงานของข้อได้ในผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อม แม้อาจไม่ได้ทดแทนวิธีรักษาหลักทั้งหมด แต่ก็เป็นทางเลือกเสริมที่ดี</p>
</li>
<li data-start="7948" data-end="8151">
<p data-start="7951" data-end="8151"><strong data-start="7951" data-end="7971">อาการปวดเรื้อรัง</strong><br data-start="7971" data-end="7974" />จากการทบทวนงานวิจัย (Systematic Reviews) พบว่า PEMF มีแนวโน้มช่วยลดอาการปวดในผู้ป่วยหลายกลุ่ม เช่น ปวดหลังส่วนล่าง (Low Back Pain) ปวดคอ (Neck Pain) และปวดไหล่ได้อย่างปลอดภัย</p>
</li>
<li data-start="8153" data-end="8320">
<p data-start="8156" data-end="8320"><strong data-start="8156" data-end="8192">การฟื้นฟูกล้ามเนื้อสำหรับนักกีฬา</strong><br data-start="8192" data-end="8195" />มีงานศึกษาบางส่วนระบุว่า PEMF อาจช่วยให้กล้ามเนื้อฟื้นตัวเร็วขึ้นหลังจากออกกำลังกายอย่างหนัก หรือมีการบาดเจ็บในการเล่นกีฬา</p>
</li>
<li data-start="8322" data-end="8578">
<p data-start="8325" data-end="8578"><strong data-start="8325" data-end="8348">ข้อจำกัดของงานวิจัย</strong><br data-start="8348" data-end="8351" />ถึงแม้จะมีงานวิจัยจำนวนไม่น้อยที่สนับสนุนประสิทธิภาพของ PEMF แต่ยังคงต้องการงานวิจัยเพิ่มเติม โดยเฉพาะการทดลองทางคลินิกที่มีกลุ่มตัวอย่างขนาดใหญ่และมีการควบคุมตัวแปรให้เข้มงวด เพื่อยืนยันผลสรุปอย่างชัดเจนในโรคหรืออาการต่าง ๆ</p>
</li>
</ol>
<h3 data-start="8585" data-end="8614">ข้อควรระวังและข้อจำกัด</h3>
<ol data-start="8616" data-end="9691">
<li data-start="8616" data-end="8844">
<p data-start="8619" data-end="8844"><strong data-start="8619" data-end="8659">ผู้ที่มีเครื่องกระตุ้นไฟฟ้าในร่างกาย</strong><br data-start="8659" data-end="8662" />ผู้ป่วยที่มีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ฝังในร่างกาย เช่น Pacemaker หรือ Defibrillator ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนใช้งาน PEMF เพราะสนามแม่เหล็กไฟฟ้าอาจรบกวนการทำงานของอุปกรณ์เหล่านั้น</p>
</li>
<li data-start="8846" data-end="9010">
<p data-start="8849" data-end="9010"><strong data-start="8849" data-end="8866">หญิงตั้งครรภ์</strong><br data-start="8866" data-end="8869" />ยังไม่มีงานวิจัยที่เพียงพอเกี่ยวกับความปลอดภัยของ PEMF ในหญิงตั้งครรภ์ จึงควรปรึกษาแพทย์และหลีกเลี่ยงการใช้หากไม่มีความจำเป็นอย่างเร่งด่วน</p>
</li>
<li data-start="9012" data-end="9220">
<p data-start="9015" data-end="9220"><strong data-start="9015" data-end="9040">ภาวะโรคประจำตัวอื่น ๆ</strong><br data-start="9040" data-end="9043" />หากมีปัญหาสุขภาพร้ายแรง เช่น โรคหัวใจขั้นรุนแรง ความดันโลหิตสูง เบาหวาน หรือโรคมะเร็ง ควรแจ้งแพทย์ประจำตัวให้ทราบถึงความประสงค์ที่จะใช้ PEMF เพื่อประเมินความเสี่ยงและประโยชน์</p>
</li>
<li data-start="9222" data-end="9468">
<p data-start="9225" data-end="9468"><strong data-start="9225" data-end="9242">ไม่ใช่ยาวิเศษ</strong><br data-start="9242" data-end="9245" />แม้ PEMF จะมีข้อดีหลายประการ แต่ไม่สามารถรักษาได้ทุกโรค ผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง เช่น กระดูกหักจนเคลื่อนผิดตำแหน่ง การอักเสบรุนแรงติดเชื้อ ควรได้รับการรักษาด้วยวิธีทางการแพทย์มาตรฐาน และใช้ PEMF เป็นการเสริมตามความเหมาะสม</p>
</li>
<li data-start="9470" data-end="9691">
<p data-start="9473" data-end="9691"><strong data-start="9473" data-end="9498">ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ</strong><br data-start="9498" data-end="9501" />การตั้งค่าความเข้มและความถี่คลื่นมีความสำคัญอย่างมาก หากตั้งค่าไม่ถูกต้องหรือเกินความเหมาะสม อาจไม่เห็นผล หรืออาจทำให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์บางอย่าง จึงควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนทำทุกครั้ง</p>
</li>
</ol>
<h3 data-start="9698" data-end="9745">การเลือกอุปกรณ์ PEMF สำหรับใช้งานส่วนตัว</h3>
<p data-start="9747" data-end="9915">ปัจจุบัน มีอุปกรณ์ PEMF สำหรับใช้งานที่บ้านหรือพกพาจำนวนมากออกสู่ท้องตลาด โดยมีรูปแบบที่หลากหลาย เช่น เสื่อ (Mat) หมอน (Pillow) แผ่นพันรัดเอว (Belt) หรืออุปกรณ์เฉพาะจุด</p>
<ol data-start="9917" data-end="10908">
<li data-start="9917" data-end="10165">
<p data-start="9920" data-end="9954"><strong data-start="9920" data-end="9952">พิจารณาประสิทธิภาพและมาตรฐาน</strong></p>
<ul data-start="9958" data-end="10165">
<li data-start="9958" data-end="10042">เลือกผลิตภัณฑ์ที่มีการรับรองมาตรฐาน (เช่น CE, FDA) หรือผ่านการทดสอบในคลินิกทดลอง</li>
<li data-start="10046" data-end="10165">ควรตรวจสอบว่าผู้ผลิตมีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์อ้างอิงเกี่ยวกับความเข้มของสนามแม่เหล็ก (Gauss) และช่วงความถี่ที่ใช้หรือไม่</li>
</ul>
</li>
<li data-start="10167" data-end="10442">
<p data-start="10170" data-end="10190"><strong data-start="10170" data-end="10188">การปรับตั้งค่า</strong></p>
<ul data-start="10194" data-end="10442">
<li data-start="10194" data-end="10381">อุปกรณ์ PEMF บางรุ่นสามารถปรับความถี่และความเข้มได้หลากหลาย ซึ่งเหมาะกับผู้ใช้ที่ต้องการทดลองหรือมีอาการเจาะจง แต่หากไม่มีคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ ควรเริ่มจากค่าที่ต่ำและปลอดภัยก่อนเสมอ</li>
<li data-start="10385" data-end="10442">บางรุ่นอาจมีโปรแกรมอัตโนมัติ ซึ่งสะดวกสำหรับผู้เริ่มต้น</li>
</ul>
</li>
<li data-start="10444" data-end="10662">
<p data-start="10447" data-end="10662"><strong data-start="10447" data-end="10480">ปรึกษาแพทย์หรือนักกายภาพบำบัด</strong><br data-start="10480" data-end="10483" />หากต้องการใช้อุปกรณ์ PEMF ด้วยตนเองเพื่อการบำบัดที่บ้าน ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญก่อน เพื่อกำหนดแนวทางการใช้งาน เช่น ความถี่ในการใช้ ระยะเวลาต่อครั้ง และวิธีประเมินผลลัพธ์</p>
</li>
<li data-start="10664" data-end="10908">
<p data-start="10667" data-end="10908"><strong data-start="10667" data-end="10689">ราคากับความคุ้มค่า</strong><br data-start="10689" data-end="10692" />อุปกรณ์ PEMF คุณภาพสูงอาจมีราคาค่อนข้างสูง แต่ถ้ามีการใช้งานอย่างต่อเนื่องและได้ผลลัพธ์ที่ดี ก็อาจนับว่าคุ้มค่าในระยะยาว ในทางกลับกัน หากเลือกอุปกรณ์ราคาถูกแต่ไม่มีมาตรฐาน อาจไม่ได้ผล หรือเสี่ยงเกิดปัญหาอื่น ๆ ได้</p>
</li>
</ol>
<p>ขอบคุณสำหรับข้อมูล : <a href="https://hpc10.anamai.moph.go.th/th/cms-of-338/download/?did=219867&amp;id=102970&amp;reload=" target="_blank" rel="noopener">https://hpc10.anamai.moph.go.th/th/cms-of-338/download/?did=219867&amp;id=102970&amp;reload=</a></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>CT Scan vs MRI vs X-ray: เลือกแบบไหนดี</title>
		<link>https://bkkhealthcare.com/%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b9%82%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%a2%e0%b8%b5%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/ct-scan-vs-mri-vs-x-ray-%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b9%84%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b8%b5/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin BkkHealthcare]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 27 Sep 2024 10:29:57 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[เทคโนโลยีสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[CT Scan]]></category>
		<category><![CDATA[MRI]]></category>
		<category><![CDATA[X-ray]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://bkkhealthcare.com/?p=1070</guid>

					<description><![CDATA[ในยุคปัจจุบัน การวินิจฉัยโรคด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ได้พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ทำให้มีเครื่องมือและวิธีการตรวจสอบต่างๆ เช่น CT Scan, MRI และ X-ray ที่ช่วยให้แพทย์สามารถมองเห็นโครงสร้างภายในร่างกายได้อย่างละเอียดและแม่นยำมากขึ้น แต่ละวิธีการตรวจวินิจฉัยมีจุดเด่นและข้อจำกัดที่แตกต่างกันออกไป แล้วคุณควรจะเลือกวิธีการตรวจแบบไหนดี? บทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจความแตกต่างของแต่ละวิธีการตรวจ เพื่อการตัดสินใจที่เหมาะสมและปลอดภัยที่สุดสำหรับสุขภาพของคุณ CT Scan คืออะไร? CT Scan หรือที่เรียกว่า Computed Tomography Scan คือการตรวจวินิจฉัยที่ใช้รังสีเอกซ์ (X-ray) ในการสร้างภาพตัดขวางของร่างกาย โดยภาพที่ได้จาก CT Scan จะมีความละเอียดสูงและสามารถแสดงภาพในมุมมองที่หลากหลาย ทำให้แพทย์สามารถมองเห็นอวัยวะและเนื้อเยื่อภายในได้ชัดเจนกว่าการตรวจด้วย X-ray ทั่วไป ข้อดีของ CT Scan: สามารถแสดงรายละเอียดของโครงสร้างกระดูก เนื้อเยื่ออ่อน และอวัยวะต่างๆ ได้ชัดเจน ใช้เวลาในการตรวจสั้นเพียงไม่กี่นาที เหมาะสำหรับการตรวจหาโรคที่ต้องการความแม่นยำ เช่น เนื้องอก ภาวะเลือดออกในสมอง หรือการบาดเจ็บที่กระดูก ข้อจำกัดของ CT Scan: ใช้รังสีเอกซ์ในการตรวจ ซึ่งอาจไม่เหมาะสมกับผู้ที่ตั้งครรภ์หรือเด็กเล็ก ไม่เหมาะสำหรับการตรวจเนื้อเยื่ออ่อนอย่างละเอียด เช่น สมองและไขสันหลัง MRI [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ในยุคปัจจุบัน การวินิจฉัยโรคด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ได้พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ทำให้มีเครื่องมือและวิธีการตรวจสอบต่างๆ เช่น CT Scan, MRI และ X-ray ที่ช่วยให้แพทย์สามารถมองเห็นโครงสร้างภายในร่างกายได้อย่างละเอียดและแม่นยำมากขึ้น แต่ละวิธีการตรวจวินิจฉัยมีจุดเด่นและข้อจำกัดที่แตกต่างกันออกไป แล้วคุณควรจะเลือกวิธีการตรวจแบบไหนดี? บทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจความแตกต่างของแต่ละวิธีการตรวจ เพื่อการตัดสินใจที่เหมาะสมและปลอดภัยที่สุดสำหรับสุขภาพของคุณ</p>
<h3>CT Scan คืออะไร?</h3>
<p>CT Scan หรือที่เรียกว่า <em>Computed Tomography Scan</em> คือการตรวจวินิจฉัยที่ใช้รังสีเอกซ์ (X-ray) ในการสร้างภาพตัดขวางของร่างกาย โดยภาพที่ได้จาก CT Scan จะมีความละเอียดสูงและสามารถแสดงภาพในมุมมองที่หลากหลาย ทำให้แพทย์สามารถมองเห็นอวัยวะและเนื้อเยื่อภายในได้ชัดเจนกว่าการตรวจด้วย X-ray ทั่วไป</p>
<p><strong>ข้อดีของ CT Scan:</strong></p>
<ol>
<li>สามารถแสดงรายละเอียดของโครงสร้างกระดูก เนื้อเยื่ออ่อน และอวัยวะต่างๆ ได้ชัดเจน</li>
<li>ใช้เวลาในการตรวจสั้นเพียงไม่กี่นาที</li>
<li>เหมาะสำหรับการตรวจหาโรคที่ต้องการความแม่นยำ เช่น เนื้องอก ภาวะเลือดออกในสมอง หรือการบาดเจ็บที่กระดูก</li>
</ol>
<p><strong>ข้อจำกัดของ CT Scan:</strong></p>
<ol>
<li>ใช้รังสีเอกซ์ในการตรวจ ซึ่งอาจไม่เหมาะสมกับผู้ที่ตั้งครรภ์หรือเด็กเล็ก</li>
<li>ไม่เหมาะสำหรับการตรวจเนื้อเยื่ออ่อนอย่างละเอียด เช่น สมองและไขสันหลัง</li>
</ol>
<h3>MRI คืออะไร?</h3>
<p>MRI หรือ <em>Magnetic Resonance Imaging</em> เป็นการตรวจวินิจฉัยที่ใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าและคลื่นวิทยุในการสร้างภาพของอวัยวะและเนื้อเยื่อภายในร่างกาย การตรวจ MRI ไม่ใช้รังสี ทำให้มีความปลอดภัยสูง และสามารถแสดงภาพของเนื้อเยื่ออ่อน เช่น สมอง ไขสันหลัง และกล้ามเนื้อ ได้ชัดเจนมาก</p>
<p><strong>ข้อดีของ MRI:</strong></p>
<ol>
<li>ไม่มีการใช้รังสี จึงปลอดภัยต่อร่างกาย โดยเฉพาะผู้ที่ตั้งครรภ์และเด็กเล็ก</li>
<li>แสดงภาพของเนื้อเยื่ออ่อนได้ละเอียดและแม่นยำ เช่น สมอง ไขสันหลัง ข้อต่อ และเส้นเอ็น</li>
<li>สามารถตรวจสอบการทำงานของอวัยวะต่างๆ เช่น หัวใจและหลอดเลือด ได้ดี</li>
</ol>
<p><strong>ข้อจำกัดของ MRI:</strong></p>
<ol>
<li>ใช้เวลานานกว่าการตรวจแบบอื่นๆ โดยใช้เวลาประมาณ 30-60 นาที ขึ้นอยู่กับบริเวณที่ต้องการตรวจ</li>
<li>การอยู่ในเครื่อง MRI อาจทำให้รู้สึกอึดอัดหรือกลัว เนื่องจากมีเสียงดังและพื้นที่แคบ</li>
<li>ไม่สามารถใช้กับผู้ที่มีอุปกรณ์โลหะในร่างกาย เช่น เครื่องกระตุ้นหัวใจ หรือลวดเหล็กในกระดูก</li>
</ol>
<h3>X-ray คืออะไร?</h3>
<p>X-ray เป็นวิธีการตรวจวินิจฉัยที่ใช้รังสีเอกซ์ในการสร้างภาพของกระดูกและอวัยวะภายในร่างกาย X-ray เป็นวิธีการตรวจที่ใช้กันอย่างแพร่หลายและเป็นที่รู้จักกันดี โดยเฉพาะในการตรวจหาการแตกหักของกระดูก การติดเชื้อในปอด และปัญหาของช่องท้อง</p>
<p><strong>ข้อดีของ X-ray:</strong></p>
<ol>
<li>ใช้เวลาการตรวจสั้นและสะดวก ไม่ต้องมีการเตรียมตัวมาก</li>
<li>สามารถตรวจหาปัญหาเกี่ยวกับกระดูก เช่น กระดูกหัก ข้อต่อเสื่อม หรือการติดเชื้อในปอดได้อย่างชัดเจน</li>
<li>มีค่าใช้จ่ายต่ำกว่าการตรวจแบบอื่นๆ</li>
</ol>
<p><strong>ข้อจำกัดของ X-ray:</strong></p>
<ol>
<li>ไม่สามารถแสดงรายละเอียดของเนื้อเยื่ออ่อนได้ดี เช่น สมอง กล้ามเนื้อ และอวัยวะภายใน</li>
<li>ใช้รังสีเอกซ์ในการตรวจ ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อสุขภาพหากได้รับในปริมาณมากเกินไป</li>
</ol>
<h3>การเปรียบเทียบ CT Scan, MRI และ X-ray</h3>
<table>
<thead>
<tr>
<th>ปัจจัย</th>
<th>CT Scan</th>
<th>MRI</th>
<th>X-ray</th>
</tr>
</thead>
<tbody>
<tr>
<td><strong>ความละเอียดของภาพ</strong></td>
<td>สูงมาก แสดงรายละเอียดของกระดูกและอวัยวะภายในได้ชัดเจน</td>
<td>สูงมาก แสดงรายละเอียดของเนื้อเยื่ออ่อนได้ดี</td>
<td>ปานกลาง เหมาะสำหรับการตรวจโครงสร้างกระดูก</td>
</tr>
<tr>
<td><strong>เวลาในการตรวจ</strong></td>
<td>ประมาณ 5-10 นาที</td>
<td>ประมาณ 30-60 นาที</td>
<td>ประมาณ 5 นาที</td>
</tr>
<tr>
<td><strong>การใช้รังสี</strong></td>
<td>ใช้รังสีเอกซ์</td>
<td>ไม่ใช้รังสี ใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า</td>
<td>ใช้รังสีเอกซ์</td>
</tr>
<tr>
<td><strong>ความปลอดภัย</strong></td>
<td>มีข้อจำกัดสำหรับผู้ที่ตั้งครรภ์หรือเด็ก</td>
<td>ปลอดภัยสูง ไม่ใช้รังสี</td>
<td>มีข้อจำกัดสำหรับผู้ที่ตั้งครรภ์หรือเด็ก</td>
</tr>
<tr>
<td><strong>ค่าใช้จ่าย</strong></td>
<td>สูงกว่าการตรวจ X-ray</td>
<td>สูงกว่าการตรวจ CT Scan</td>
<td>ต่ำสุดในสามวิธี</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h3>เลือกการตรวจแบบไหนดี?</h3>
<p>การเลือกวิธีการตรวจวินิจฉัยขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น อาการที่เกิดขึ้น พื้นที่ที่ต้องการตรวจ และข้อจำกัดส่วนบุคคล เรามาดูคำแนะนำในการเลือกวิธีการตรวจวินิจฉัยที่เหมาะสมกัน</p>
<h4>1. หากคุณต้องการตรวจสอบการบาดเจ็บที่กระดูกหรือการแตกหัก</h4>
<ul>
<li><strong>แนะนำให้ใช้ X-ray</strong> เนื่องจากสามารถแสดงภาพของกระดูกได้ชัดเจนและรวดเร็ว รวมถึงมีค่าใช้จ่ายต่ำ</li>
</ul>
<h4>2. หากคุณต้องการตรวจสอบภายในช่องท้องหรือสมอง</h4>
<ul>
<li><strong>แนะนำให้ใช้ CT Scan</strong> เนื่องจากสามารถแสดงรายละเอียดของอวัยวะภายในและเนื้อเยื่ออ่อนได้ดีกว่า X-ray รวมถึงใช้เวลาในการตรวจสั้น</li>
</ul>
<h4>3. หากคุณต้องการตรวจสอบเนื้อเยื่ออ่อนอย่างละเอียด</h4>
<ul>
<li><strong>แนะนำให้ใช้ MRI</strong> เพราะสามารถแสดงภาพของเนื้อเยื่ออ่อนได้ชัดเจนที่สุด เช่น สมอง ไขสันหลัง และข้อต่อ นอกจากนี้ MRI ยังเหมาะสำหรับการตรวจสอบภาวะเส้นเลือดในสมองและเนื้องอก</li>
</ul>
<h3>การเตรียมตัวก่อนเข้ารับการตรวจวินิจฉัย</h3>
<p>เพื่อให้การตรวจวินิจฉัยเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ คุณควรปฏิบัติตามคำแนะนำดังนี้:</p>
<ol>
<li><strong>ปรึกษาแพทย์ก่อนเข้ารับการตรวจ</strong> หากคุณมีอาการแพ้สารคอนทราสต์ (สำหรับการตรวจ CT Scan) หรือมีโลหะในร่างกาย (สำหรับการตรวจ MRI)</li>
<li><strong>หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารและดื่มน้ำ</strong> อย่างน้อย 4 ชั่วโมงก่อนการตรวจ โดยเฉพาะในกรณีที่ต้องใช้สารคอนทราสต์หรือการตรวจช่องท้อง</li>
<li><strong>สวมใส่เสื้อผ้าที่สะดวกสบาย</strong> และหลีกเลี่ยงการสวมใส่อุปกรณ์โลหะ เช่น สร้อยคอ กำไลข้อมือ และเครื่องประดับอื่นๆ</li>
<li><strong>แจ้งแพทย์หากคุณกำลังตั้งครรภ์หรือสงสัยว่ากำลังตั้งครรภ์</strong> เพื่อความปลอดภัยของทารกในครรภ์</li>
</ol>
<h3>การดูแลหลังการตรวจวินิจฉัย</h3>
<p>หลังจากการตรวจวินิจฉัย คุณสามารถกลับไปทำกิจกรรมต่างๆ ได้ตามปกติ แต่หากมีการใช้สารคอนทราสต์ในการตรวจ CT Scan หรือ MRI ควรดื่มน้ำมากๆ เพื่อช่วยขับสารคอนทราสต์ออกจากร่างกาย นอกจากนี้หากรู้สึกไม่สบายหรือมีอาการผิดปกติ ควรปรึกษาแพทย์ทันที</p>
<p><strong>สอบถามเพิ่มเติมและตรวจสุขภาพฟัน</strong> โทรศัพท์ 02-0665455 , 092-5187829 Line id: @bpdc หรือ bpdc.dental <a href="https://bpdcdental.com/" target="_blank" rel="noopener">https://bpdcdental.com/</a> ที่อยู่ : <a href="https://bpdcdental.com/" target="_blank" rel="noopener">คลินิกทันตกรรม</a> BPDC ถนนกิ่งแก้ว บางพลี สมุทรปราการ (มีที่จอดรถใต้ตึก)</p>
<p>#<strong>ทันตกรรม #ตรวจสุขภาพฟัน</strong> <strong>#คลินิกทันตกรรม</strong></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>หอแว่นรุกเปิด Better Vision Prestige ชั้น 4 Erawan Bangkok  ให้เป็นร้านแว่นตาครบวงจรแห่งแรก ด้วยเทคโนโลยีล่าสุด และบริการทุกด้านของสายตา</title>
		<link>https://bkkhealthcare.com/%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b9%82%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%a2%e0%b8%b5%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b8%ab%e0%b8%ad%e0%b9%81%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%b4%e0%b8%94-better-vision-prestige-%e0%b8%8a%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%99-4-erawan-bangkok/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin BkkHealthcare]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 18 Dec 2023 06:24:04 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[เทคโนโลยีสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[Better Vision Prestige]]></category>
		<category><![CDATA[หอแว่น]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://bkkhealthcare.com/?p=1010</guid>

					<description><![CDATA[หอแว่นรุกเปิด Better Vision Prestige ชั้น 4 Erawan Bangkok ให้เป็นร้านแว่นตาครบวงจรแห่งแรก ด้วยเทคโนโลยีล่าสุด และบริการทุกด้านของสายตา   Better Vision Prestige ต่อยอดประสบการณ์ผู้เชี่ยวชาญด้านสายตามากว่า 70 ปีของ บริษัท หอแว่นกรุ๊ป จำกัด รุกเปิดร้านแว่นตาเเฟลกชิปสโตร์แห่งแรกในประเทศไทย ให้เป็นศูนย์แว่นตาครบทุกด้าน ณ Erawan Bangkok ชั้น 4 Better Vision Prestige มุ่งให้บริการในเรื่องแว่นสายตาแบบครบวงจร เพื่อให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์การเลือกแว่นและการวัดสายตาที่มีคุณภาพ พร้อมดูแลสุขภาพตาด้วยเครื่องมือและอุปกรณ์ที่ดีที่สุด ยกระดับประสบการณ์การทำแว่นระดับพรีเมี่ยม พร้อมด้วยแบรนด์กรอบแว่นตา luxury และแบรนด์เลนส์คุณภาพสูงครบครันให้เลือกสรร ในบรรยากาศร้านที่ผ่อนคลาย มีความเป็นส่วนตัว พร้อมให้บริการแบบส่วนตัวโดยพนักงานผู้เชี่ยวชาญที่จะคอยดูแลอย่างใกล้ชิด สร้างประสบการณ์ที่ดีภายในร้าน พร้อมให้บริการตามความต้องการของทุกสายตา เพราะแต่ละคนมีความชอบไม่เหมือนกัน และมีปัญหาสายตาที่แตกต่างกัน Better Vision Prestige มีผู้ช่วยส่วนตัว (personal assistant) คอยดูแลลูกค้าทุกคนอย่างใส่ใจตั้งแต่เดินเข้ามาภายในร้าน โดยจะสอบถามประวัติ ปัญหาสายตา ลักษณะการใช้งานแว่นตา เพื่อแนะนำการตัดแว่นและเลือกเลนส์ที่เหมาะสมตามไลฟ์สไตล์และความต้องการของลูกค้า ครบครันด้วย Luxury Brands ชั้นนำให้เลือกมากมาย อาทิ Celine, Loewe, Fendi, Mykita, Moscot, Dita, Bottega, Dior, Cartier, Lindberg และแบรนด์อื่น ๆ อีกมากกว่า 1,000 ชิ้น ที่มาพร้อมกับ Corner ของแต่ละแบรนด์ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p style="font-weight: 400;"><strong>หอแว่นรุกเปิด </strong><strong>Better Vision Prestige ชั้น 4 </strong><strong>Erawan Bangkok</strong></p>
<p style="font-weight: 400;"><strong>ให้เป็นร้านแว่นตาครบวงจรแห่งแรก ด้วยเทคโนโลยีล่าสุด และบริการทุกด้านของสายตา</strong></p>
<p style="font-weight: 400;"><strong> </strong></p>
<p style="font-weight: 400;"><strong>Better Vision Prestige </strong>ต่อยอดประสบการณ์ผู้เชี่ยวชาญด้านสายตามากว่า 70 ปีของ <strong>บริษัท หอแว่นกรุ๊ป จำกัด</strong> รุกเปิดร้านแว่นตาเเฟลกชิปสโตร์แห่งแรกในประเทศไทย ให้เป็นศูนย์แว่นตาครบทุกด้าน ณ Erawan Bangkok ชั้น 4</p>
<p style="font-weight: 400;">
<p style="font-weight: 400;"><strong>Better Vision Prestige </strong>มุ่งให้บริการในเรื่องแว่นสายตาแบบครบวงจร เพื่อให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์การเลือกแว่นและการวัดสายตาที่มีคุณภาพ พร้อมดูแลสุขภาพตาด้วยเครื่องมือและอุปกรณ์ที่ดีที่สุด ยกระดับประสบการณ์การทำแว่นระดับพรีเมี่ยม พร้อมด้วยแบรนด์กรอบแว่นตา luxury และแบรนด์เลนส์คุณภาพสูงครบครันให้เลือกสรร ในบรรยากาศร้านที่ผ่อนคลาย มีความเป็นส่วนตัว พร้อมให้บริการแบบส่วนตัวโดยพนักงานผู้เชี่ยวชาญที่จะคอยดูแลอย่างใกล้ชิด</p>
<p style="font-weight: 400;">
<p style="font-weight: 400;"><strong>สร้างประสบการณ์ที่ดีภายในร้าน พร้อมให้บริการตามความต้องการของทุกสายตา</strong></p>
<p style="font-weight: 400;">เพราะแต่ละคนมีความชอบไม่เหมือนกัน และมีปัญหาสายตาที่แตกต่างกัน <strong>Better Vision Prestige </strong>มีผู้ช่วยส่วนตัว (personal assistant) คอยดูแลลูกค้าทุกคนอย่างใส่ใจตั้งแต่เดินเข้ามาภายในร้าน โดยจะสอบถามประวัติ ปัญหาสายตา ลักษณะการใช้งานแว่นตา เพื่อแนะนำการตัดแว่นและเลือกเลนส์ที่เหมาะสมตามไลฟ์สไตล์และความต้องการของลูกค้า</p>
<p style="font-weight: 400;">
<p style="font-weight: 400;">ครบครันด้วย<strong> Luxury Brands</strong> ชั้นนำให้เลือกมากมาย อาทิ Celine, Loewe, Fendi, Mykita, Moscot, Dita, Bottega, Dior, Cartier, Lindberg และแบรนด์อื่น ๆ อีกมากกว่า 1,000 ชิ้น ที่มาพร้อมกับ Corner ของแต่ละแบรนด์ ที่จะเติมเต็มประสบการณ์ในการเลือกแว่น พร้อมด้วยแว่นตา limited edition ที่หาที่อื่นไม่ได้</p>
<p style="font-weight: 400;">พร้อมแบรนด์ <strong>High Quality Lens </strong>เลนส์คุณภาพดีที่เหมาะกับแต่ละประเภทการใช้งาน อาทิ Tokai, Rodenstock, Z-Design ทั้งเลนส์ Single vision สำหรับคนสายตาสั้นและเอียง เลนส์ progressive สำหรับคนสายตายาว รวมถึงเลนส์ชนิดพิเศษอื่นๆ เช่น เลนส์กันแดด เลนส์ขับรถ เลนส์เปลี่ยนสีอัตโนมัติ เลนส์กันแสงสีฟ้า</p>
<p style="font-weight: 400;">
<p style="font-weight: 400;">เพราะการสวมแว่นตาที่เหมาะสมและใส่สบายที่สุดเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด <strong>Better Vision Prestige</strong> จึงให้ความสำคัญอย่างมากในการคัดเลือกทีมงานที่มีความเชี่ยวชาญในแต่ละด้านเพื่อให้บริการลูกค้า อาทิ</p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><strong><em>นักทัศนมาตร</em></strong><em> (</em><em>Optometrist) </em>ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านสายตาและระบบการมองเห็น เชี่ยวชาญด้านการแก้ไขปัญหาสายตาที่เกิดจากความผิดปกติของกล้ามเนื้อตา เช่น สายตาสั้น ยาว เอียง สามารถคัดกรองตรวจสายตาและสุขภาพตาเบื้องต้น เพื่อส่งต่อคนไข้ที่มีปัญหาด้านสุขภาพตาหรือโรคตาให้กับจักษุแพทย์ให้คำปรึกษาต่อไป</li>
<li style="font-weight: 400;"><strong><em>จักษุแพทย์ </em></strong><em>(</em><em>Ophthalmologist) </em>เมื่อพบว่าลูกค้ามีปัญหาสายตาที่เกี่ยวข้องกับโรคตา และไม่สามารถแก้ปัญหาด้วยแว่นตาได้ ที่ Better Vision Prestige จะมีจักษุแพทย์ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับโรคทางดวงตาและให้คำแนะนำการดูแลสายตา โดยมีช่วงเวลาที่ลูกค้าสามารถนัดพบจักษุแพทย์ได้ใน วันศุกร์ 17.00-20.00 น. วันเสาร์ 13.00-17.00 น. และวันอาทิตย์ 13.00-17.00 น. หรือขอนัดเวลาเฉพาะที่นอกเหนือจากเวลาทำการปกติได้</li>
<li style="font-weight: 400;"><strong><em>BVAX Master </em></strong><em>(Optician) </em>ผู้เชี่ยวชาญด้านสายตาที่มีประสบการณ์ในการทำแว่นมากกว่า 5 ปี ผ่านการอบรมจากหลักสูตร BVAX Academy ของหอแว่น จึงมีความเชี่ยวชาญในการตัด ประกอบ วัดจุดโฟกัส รวมทั้งปรับและดัดแว่น เพื่อให้ลูกค้าได้สวมใส่แว่นตาที่สบายตาที่สุด</li>
<li style="font-weight: 400;"><strong><em>Fashion stylist</em></strong><em> </em>เพราะการตัดสินใจเลือกแว่นตาที่เข้ากับใบหน้าท่ามกลางกรอบแว่นหลายร้อยแบบหลากยี่ห้อ อาจเป็นเรื่องชวนเวียนหัวของลูกค้าหลายคน เป็นครั้งแรกของร้านแว่นตาที่มีแฟชั่นสไตลิสต์ประจำร้านเพื่อช่วยแนะนำกรอบแว่นให้เข้ากับสไตล์ที่ลูกค้าต้องการ และที่สำคัญกว่าสไตล์กับความสวยงาม ก็คือการคำนึงถึงการใช้งานที่เหมาะสม กรอบแว่นจึงต้องเข้ากับทรงหน้าและเหมาะกับเลนส์ที่เลือกใช้ เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้ลูกค้าสวมใส่แว่นได้สบาย และมั่นใจในลุคของตัวเอง</li>
</ul>
<p style="font-weight: 400;"><em> </em></p>
<p style="font-weight: 400;"><strong>จัดเตรียมเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดสำหรับเครื่องมือดูแลสายตา</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><strong><em>Intelligent Refractor รุ่น 6100 (RT-6100)</em></strong><strong> </strong>เครื่องตรวจวัดค่าสายตารุ่นล่าสุด ที่ครบถ้วน ละเอียดแม่นยำ และทันสมัยที่สุดจาก Nidek แบรนด์อุปกรณ์ตรวจค่าสายตาระดับโลกจากประเทศญี่ปุ่นที่ได้รับการยอมรับว่ามีความแม่นยำที่สุดระดับโลก สามารถวัดค่าสายตาได้สูงสุดถึง +2600, -2600</li>
<li style="font-weight: 400;"><strong><em>Virtual Reality (VR)</em></strong><strong> </strong>เครื่องมือช่วยวัดพฤติกรรมในการมอง ทดสอบผ่านแว่น Zenos VR สามารถวัด eye tracking เพื่อใช้ประกอบการประเมินเพื่อเลือกเลนส์แต่ละรูปแบบที่ใส่แล้วสบายตาในแต่ละบุคคล ซึ่งเครื่องนี้จะดูว่าตำแหน่งดวงตาของลูกค้าใช้น้ำหนักตรงไหน จึงจะสามารถเลือกเลนส์กับค่าสายตาที่เหมาะกับลูกค้าแต่ละคนได้นั่นเอง ซึ่งเครื่องนี้สามารถใช้วัดได้ทั้ง Progressive สำหรับสายตายาว ค่าสายตาเอียงมากๆ หรือลูกค้าที่มีค่าสายตาซับซ้อน</li>
<li style="font-weight: 400;"><strong><em>เครื่อง </em></strong><strong><em>AR วัดค่าพารามิเตอร์</em></strong> ประโยชน์เพื่อการค้นหาจุดโฟกัสตาตามแต่ขนาดโครงหน้าของแต่ละบุคคล เพราะขนาดที่แตกต่างนี้จะทำให้แว่นขณะที่สวมใส่มีมุมองศาแตกต่างกัน ส่งผลถึงคุณภาพของการมองเห็นนั่นเอง โดยค่าพารามิเตอร์ของแว่นจะประกอบไปด้วย ค่าความโค้งหน้าแว่น มุมเทหน้าแว่นขณะสวมใส่ ระยะห่างระหว่างผิวเลนส์กับกระจกตา และค่าจุดกลางตาดำถึงขอบล่างของแว่น ซึ่งความแม่นยำของทั้ง 4 ค่านี้จะส่งผลให้สามารถตัดแว่นตาที่สวมใส่ได้อย่างสบายตาและเหมาะสมกับใบหน้ามากที่สุด</li>
<li style="font-weight: 400;"><strong><em>เครื่องมือฝนเลนส์</em></strong><strong> </strong>Nidek ME-1500 และ Nidek Ice-1500 ด้วยเทคโนโลยีที่ครอบคลุมการตัดขอบเลนส์อย่างเชี่ยวชาญ สามารถเจาะรูด้วยรูปทรงต่าง ๆ แบบ 3D ตัดและฝนขอบอัตโนมัติ เป็นเทคโนโลยีช่วยให้การประกอบเลนส์ทำได้สะดวกและง่ายดายมากขึ้น</li>
</ul>
<p style="font-weight: 400;">
<p style="font-weight: 400;"><strong>เครื่องมือตรวจสุขภาพตา </strong>เป็นบริการที่แตกต่างจากร้านแว่นทั่วไป เพราะเป็นร้านเดียวที่ให้บริการตรวจสุขภาพตาโดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ลูกค้าทุกคนจึงมั่นใจได้ว่าก่อนการเลือกแว่นตาทุกครั้ง จะได้รับบริการตรวจสุขภาพตาเบื้องต้นแบบครบวงจร ซึ่งประกอบไปด้วยการ</p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><strong><em>ตรวจจอประสาทตา</em></strong> <strong>(</strong><strong>Optical Coherence Tomography) </strong>เป็นเครื่องวิเคราะห์ขั้วประสาทตา ชั้นของจอประสาทตา และจุดรับภาพ โดยใช้แสงเลเซอร์สแกนถ่ายภาพตามขวางเพื่อดูชั้นต่าง ๆ ของประสาทตาและดูความลึกของขั้วประสาทตา สามารถวิเคราะห์โรคของจอประสาทตาและโรคต้อหินได้</li>
<li style="font-weight: 400;"><strong><em>ตรวจจุดรับภาพ วัดความโค้งกระจกตา การตรวจความดันตา</em></strong> และในกรณีที่นักทัศนมาตรให้ตรวจเพิ่มเติมด้วย <strong><em>Slit Lamp กล้องจุลทรรศน์ชนิดพิเศษ</em></strong><strong> </strong>ที่จะช่วยให้จักษุแพทย์สามารถส่องเห็นทั้งภายนอกและภายในดวงตาแบบภาพ 3 มิติ เพื่อทราบถึงสุขภาพดวงตาและโรคทางตา เช่น การตรวจพบการอักเสบของเยื่อบุตา ตาแห้ง ต้อกระจก ต้อหิน เป็นต้น</li>
<li style="font-weight: 400;">รวมถึง <strong><em>การตรวจลานสายตา</em></strong> และ <strong><em>การวัดความยาวกระบอกตา</em> </strong>สำหรับคนที่มีปัญหาสายตาสั้นหรือยาวเยอะๆ และใช้ติดตามผลสำหรับเด็กที่ซื้อเลนส์ควบคุมสายตาสั้น (Myopia Control) โดยหลังจากวิเคราะห์ด้วยเครื่องแล้วจะเป็นการชะลอไม่ให้สายตาสั้นเพิ่มขึ้น การควบคุมสายตาสั้นมีประโยชน์ ทำให้ไม่ต้องใส่แว่นหนาเมื่อโตขึ้น หรือลดความเสี่ยงการเป็นโรคตาต่าง ๆ เช่น ต้อหิน จอตาเสื่อม จอตาฉีกขาดหลุดลอก เป็นต้น</li>
</ul>
<p style="font-weight: 400;">
<p style="font-weight: 400;">ทั้งหมดนี้ <strong>Better Vision Prestige </strong>ได้จัดเตรียมต้อนรับลูกค้าให้ได้รับประสบการณ์ที่ดี พร้อมเครื่องมือเทคโนโลยีที่ทันสมัย ครอบคลุมทุกเรื่องในด้านสายตาและการตัดแว่นตา เมื่อลูกค้าเข้ามาภายในร้าน จะได้รับบริการแบบผู้ช่วยส่วนตัวที่จะพาไปนั่งในมุมส่วนตัวเพื่อสอบถามประวัติ ปัญหาสายตา ก่อนวัดสายตาและตรวจสุขภาพตาครบวงจรกับนักทัศนมาตร หากลูกค้ามีแนวโน้มเป็นโรคตา ก็จะได้รับการตรวจด้วยอุปกรณ์เพิ่มเติม และนัดคิวพบจักษุแพทย์เพื่อให้คำปรึกษาเกี่ยวกับโรคตา จากนั้นจะเริ่มกระบวนการตัดแว่น โดยการตรวจพฤติกรรมการใช้สายตาด้วยเครื่อง VR กับ BVAX Master เสร็จแล้ว ลูกค้าสามารถเลือกกรอบแว่นตากับ Fashion Stylist และจะมี BVAX Master ให้คำแนะนำเลนส์ โดยใช้ข้อมูลที่ส่งต่อมาจากนักทัศนมาตรผู้ที่ให้คำแนะนำเกี่ยวกับเลนส์เบื้องต้นตั้งแต่วัดสายตา วัดจุดโฟกัสสายตา และทำการลองสวมเลนส์และแว่น ก่อนปรับให้เข้ากับใบหน้าและความต้องการของลูกค้าแบบเฉพาะบุคคล</p>
<p style="font-weight: 400;">
<p style="font-weight: 400;">เชิญสัมผัสประสบการณ์แบบเอ็กซ์คลูซีฟของ <strong>Better Vision Prestige </strong>ร้านแว่นตาครบวงจร ด้วยเทคโนโลยีล่าสุดและบริการครบทุกด้านของสายตาแห่งแรกด้วยตัวเอง ได้ที่ Erawan Bangkok ชั้น 4</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>วิธีการผ่าตัดรักษาโรคอ้วนแบบสลีฟพลัส Sleeve Plus</title>
		<link>https://bkkhealthcare.com/%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b9%82%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%a2%e0%b8%b5%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9c%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%ad/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin BkkHealthcare]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 16 Oct 2023 03:36:49 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[เทคโนโลยีสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[Sleeve Plus]]></category>
		<category><![CDATA[ผ่าตัดรักษาโรคอ้วน]]></category>
		<category><![CDATA[โรคอ้วน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://bkkhealthcare.com/?p=952</guid>

					<description><![CDATA[โรคอ้วน คืออะไร ? โรคอ้วน คือ ภาวะที่ร่างกายมีไขมันสะสมมากผิดปกติ ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหาต่าง ๆ ตามมา เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันพอกตับ โรคหยุดหายใจขณะนอนหลับ โรคเส้นเลือดหัวใจหรือสมองตีบตัน โรคกรดไหลย้อน กระดูกสันหลังหรือกระดูกเข่าเสื่อม เป็นต้น นอกจากนี้ยังเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ใหญ่อีกด้วย การรักษาด้วยการใช้ยา  การออกกำลังกายหรือการรับประทานอาหารที่มีพลังงานต่ำ สามารถลดน้ำหนักได้ แต่ไม่สามารถรักษาหรือคงน้ำหนักให้ผู้ป่วยได้ตลอด ผู้ป่วยมักจะมีน้ำหนักตัวกลับมาเพิ่มขึ้นได้ จึงได้มีการรักษาด้วยการผ่าตัดขึ้น ซึ่งสามารถลดน้ำหนักได้มากกว่าและมีผลสามารถคงน้ำหนักได้เป็นระยะเวลานานมากกว่า 7-10 ปีขึ้นไป ในผู้ป่วยที่มีดัชนีมวลกาย ไม่มาก สามารถพิจารณาลดน้ำหนักโดยการควบคุมอาหารและการออกกำลังกายได้ แต่หากผู้ป่วยมีดัชนีมวลกายที่สูงมากมักมีข้อจำกัดในการออกกำลังกายเนื่องจากมีโรคประจำตัวที่เกี่ยวกับโรคอ้วนร่วมด้วย นอกจากนี้ลำพังเพียงการออกกำลังกายและควบคุมอาหารมักไม่สามารถลดน้ำหนักได้มากเพียงพอที่จะทำให้หายจากโรคประจำตัวต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับโรคอ้วนได้ เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหยุดหายใจขณะนอนหลับ โรคเข่าเสื่อม โรคไขมันในเลือดสูง โรคไขมันเกาะตับ เป็นต้น การผ่าตัดรักษาโรคอ้วน คืออะไร ? การผ่าตัดกระเพาะเพื่อลดขนาดกระเพาะให้เล็กลง ร่วมกับลดการดูดซึมของกระเพาะอาหารหรือลำไส้เล็ก นอกจากนี้ฮอร์โมนความหิวที่ถูกสร้างที่กระเพาะก็จะลดลงหลังผ่าตัดทำให้หลังการผ่าตัดความอยากอาหารก็จะลดลงด้วย จุดประสงค์ของการผ่าตัดเพื่อรักษาโรคอ้วนและรักษาโรคร่วมที่มากับโรคอ้วน เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันพอกตับ โรคหยุดหายใจขณะนอนหลับ เป็นต้น  ทำให้หลังการผ่าตัดผู้ป่วยมีสุขภาพดี แข็งแรงและใช้ชีวิตได้อย่างปกติ การผ่าตัดรักษาโรคอ้วน เหมาะกับใคร? การผ่าตัดกระเพาะอาหารเพื่อลดน้ำหนักไม่ได้เหมาะสมกับผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกินทุกราย [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><b><span lang="TH">โรคอ้วน คืออะไร </span></b><b>?</b></p>
<p><span lang="TH">โรคอ้วน คือ ภาวะที่ร่างกายมีไขมันสะสมมากผิ<wbr />ดปกติ ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหาต่าง ๆ ตามมา เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันพอกตับ โรคหยุดหายใจขณะนอนหลับ โรคเส้นเลือดหัวใจหรือสมองตีบตั<wbr />น โรคกรดไหลย้อน กระดูกสันหลังหรือกระดูกเข่าเสื่<wbr />อม เป็นต้น นอกจากนี้ยังเพิ่มความเสี่<wbr />ยงในการเป็นมะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ใหญ่อีกด้วย</span></p>
<p><span lang="TH">การรักษาด้วยการใช้ยา  การออกกำลังกายหรือการรั<wbr />บประทานอาหารที่มีพลังงานต่ำ สามารถลดน้ำหนักได้ แต่ไม่สามารถรักษาหรือคงน้ำหนั<wbr />กให้ผู้ป่วยได้ตลอด ผู้ป่วยมักจะมีน้ำหนักตัวกลั<wbr />บมาเพิ่มขึ้นได้ จึงได้มีการรักษาด้วยการผ่าตั<wbr />ดขึ้น ซึ่งสามารถลดน้ำหนักได้มากกว่<wbr />าและมีผลสามารถคงน้ำหนักได้เป็<wbr />นระยะเวลานานมากกว่า</span> 7-10<span lang="TH"> ปีขึ้นไป ในผู้ป่วยที่มีดัชนีมวลกาย ไม่มาก สามารถพิจารณาลดน้ำหนั<wbr />กโดยการควบคุ<wbr />มอาหารและการออกกำลังกายได้ แต่หากผู้ป่วยมีดัชนีมวลกายที่<wbr />สูงมากมักมีข้อจำกั<wbr />ดในการออกกำลังกายเนื่องจากมี<wbr />โรคประจำตัวที่เกี่ยวกับโรคอ้<wbr />วนร่วมด้วย นอกจากนี้ลำพังเพียงการออกกำลั<wbr />งกายและควบคุมอาหารมักไม่<wbr />สามารถลดน้ำหนักได้มากเพียงพอที่<wbr />จะทำให้หายจากโรคประจำตัวต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับโรคอ้วนได้</span><span lang="TH"> </span><span lang="TH">เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหยุดหายใจขณะนอนหลับ โรคเข่าเสื่อม โรคไขมันในเลือดสูง โรคไขมันเกาะตับ เป็นต้น</span></p>
<p><b><span lang="TH">การผ่าตัดรักษาโรคอ้วน คืออะไร </span></b><b>?</b></p>
<p><span lang="TH">การผ่าตัดกระเพาะเพื่<wbr />อลดขนาดกระเพาะให้เล็กลง ร่วมกับลดการดูดซึ<wbr />มของกระเพาะอาหารหรือลำไส้เล็ก นอกจากนี้ฮอร์โมนความหิวที่ถู<wbr />กสร้างที่กระเพาะก็จะลดลงหลังผ่<wbr />าตัดทำให้หลังการผ่าตั<wbr />ดความอยากอาหารก็จะลดลงด้วย จุดประสงค์ของการผ่าตัดเพื่อรั<wbr />กษาโรคอ้วนและรักษาโรคร่วมที่<wbr />มากับโรคอ้วน เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันพอกตับ โรคหยุดหายใจขณะนอนหลับ เป็นต้น  ทำให้หลังการผ่าตัดผู้ป่วยมีสุ<wbr />ขภาพดี แข็งแรงและใช้ชีวิตได้อย่างปกติ</span></p>
<p><b><span lang="TH">การผ่าตัดรักษาโรคอ้วน เหมาะกับใคร</span></b><b>?</b><b></b></p>
<p><span lang="TH">การผ่าตัดกระเพาะอาหารเพื่อลดน้ำ<wbr />หนักไม่ได้เหมาะสมกับผู้ที่มี<wbr />ภาวะน้ำหนักเกินทุกราย ก่อนการผ่าตัดแพทย์จะให้ข้อมู<wbr />ลกับคนไข้อย่างละเอียด ตรวจร่างกายดูความพร้อมและคั<wbr />ดกรองผู้ป่วยที่เหมาะสม ซึ่งมีข้อบ่งชี้ดังต่อไปนี้</span></p>
<p><b><span lang="TH">ผู้ที่ลดความอ้วนด้วยวิธีอื่น ๆ แล้วไม่ได้ผล</span></b><b></b></p>
<p>1.<span lang="TH">ค่าดัชนีมวลกาย (</span>BMI) &gt; <span lang="TH">27.5</span> kg/m<span lang="TH">2 ร่วมกับมีโรคประจำตัวเกี่ยวกั<wbr />บโรคอ้วนที่ไม่สามารถควบคุมได้</span></p>
<p>2.<span lang="TH">ค่าดัชนีมวลกาย (</span>BMI) &gt; <span lang="TH">32.5</span> kg/m<span lang="TH">2 ร่วมกับมีโรคประจำตัวเกี่ยวกั<wbr />บโรคอ้วน เช่น เบาหวาน</span>, <span lang="TH">ความโลหิตดันสูง</span>, <span lang="TH">ไขมันในเลือดสูง</span>,<span lang="TH"> หยุดหายใจขณะนอนหลับ</span>, <span lang="TH">ไขมันเกาะตับ เป็นต้น</span></p>
<p>3.<span lang="TH">ค่าดัชนีมวลกาย (</span>BMI) &gt; <span lang="TH">37.5</span> kg/m<span lang="TH">2</span></p>
<p><b><span lang="TH">การผ่าตัดรักษาโรคอ้วนที่นิ<wbr />ยมแบบเดิม มีข้อดี ข้อเสียอย่างไร </span></b><b>?</b></p>
<table border="1" cellspacing="0" cellpadding="0">
<tbody>
<tr>
<td valign="top" width="312">
<p align="center"><b><span lang="TH">การผ่าตัดแบบสลีฟ (</span></b><b>Sleeve Gastrectomy</b><b><span lang="TH">)</span></b></p>
</td>
<td valign="top" width="312">
<p align="center"><b><span lang="TH">การผ่าตัดแบบบายพาส (</span></b><b>Roux-en-Y Gastric Bypass</b><b><span lang="TH">)</span></b></p>
</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top" width="312">&#8211;<span lang="TH">ลดน้ำหนักส่วนเกินได้ </span>60%-70% <span lang="TH">ในระยะเวลา </span>1<span lang="TH"> ปี</span></p>
<p>&#8211;<span lang="TH">กระเพาะอาหารขนาดลดลงโดยที่หู<wbr />รูดและทางเดินอาหารยังคงเดิม</span></p>
<p><span lang="TH">ลดโอกาสการเกิด</span> Dumpling Syndrome</p>
<p>&#8211;<span lang="TH">ไม่เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มี<wbr />ภาวะกรดไหลย้อนรุนแรง เนื่องจากหลังการผ่าตั<wbr />ดขนาดกระเพาะที่ลดลงจะทำให้มี<wbr />แรงดันในกระเพาะสูงขึ้น</span></p>
<p><span lang="TH">ทำให้มีโอกาสที่จะเป็นกรดไหลย้<wbr />อนได้ </span>15%</p>
<p>&#8211;<span lang="TH">ควบคุมน้ำหนักและรั<wbr />กษาโรคเบาหวานได้น้อยกว่าการผ่<wbr />าตัดแบบบายพาสโดยเฉพาะในคนที่<wbr />เป็นเบาหวานมานานมากกว่า</span> 5<span lang="TH"> ปีขึ้นไป</span></p>
<p>&#8211;<span lang="TH">สามารถส่องกล้องทางเดิ<wbr />นอาหารเช็คหรือตรวจกระเพาะได้</span></p>
<p><span lang="TH"> </span></td>
<td valign="top" width="312">&#8211;<span lang="TH">ลดน้ำหนักส่วนเกินได้ </span>70%-80% <span lang="TH">ในระยะเวลา </span>1<span lang="TH"> ปี</span></p>
<p>&#8211;<span lang="TH">กระเพาะอาหารลดลงร่วมกับมี<wbr />การเปลี่ยนแปลงทางเดิ<wbr />นอาหารโดยมีทางเชื่อมระหว่<wbr />างกระเพาะและลำไส้เล็กส่วนกลาง ทำให้เกิดอาการ</span> Dumpling syndrome<span lang="TH"> ได้ </span>15-30%<span lang="TH"> และมีโอกาสเกิดแผลบริเวณรอยต่<wbr />อระหว่างกระเพาะและลำไส้เล็กได้</span> 15%</p>
<p>&#8211;<span lang="TH">เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มี<wbr />ภาวะกรดไหลย้อน เนื่องจากหลังผ่าตัดแรงดั<wbr />นในกระเพาะลดลงทำให้<wbr />อาการกรดไหลย้อนดีขึ้นหรื<wbr />อหายได้หลังผ่าตัด</span></p>
<p>&#8211;<span lang="TH">เหมาะสำหรับผู้ที่เป็<wbr />นเบาหวานรุนแรง ควบคุมเบาหวานไม่ได้</span></p>
<p>&#8211;<span lang="TH">ไม่สามารถส่องกล้องทางเดิ<wbr />นอาหารเช็คหรือตรวจกระเพาะได้ เนื่องจากทำทางเชื่<wbr />อมกระเพาะอาหารกับลำไส้เล็กใหม่<wbr />ไปแล้ว</span></p>
<p><span lang="TH">-มีความเสี่ยงในการเกิดไส้เลื่<wbr />อนได้ในอนาคตและมีจุดตัดต่<wbr />อลำไส้</span></p>
<p><span lang="TH">และกระเพาะเยอะมากกว่าการผ่าตั<wbr />ดแบบอื่น ๆ</span></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><b><img /></b></p>
<p><b><u><span lang="TH">การผ่าตัดรักษาโรคอ้วนแบบใหม่ สลีฟพลัส</span></u></b><b><u><span lang="TH"> </span></u></b><b><span lang="TH">(</span></b><b>Sleeve Gastrectomy Plus Proximal Jejunal Bypass</b><b><span lang="TH">)</span></b><b><span lang="TH"> </span></b><span lang="TH">การผ่าตัด</span><span lang="TH">แบบเดิมยังมีข้อที่ต้<wbr />องพัฒนาอีก  จึงมีการคิดค้นวิธีการผ่าตั<wbr />ดแบบใหม่ขึ้นมาเพื่อให้ได้ผลดี<wbr />ยิ่งขึ้น   <strong>การผ่าตัดกระเพาะแบบ</strong></span></p>
<p><strong><span lang="TH">สลีฟพลัส</span></strong> (Laparoscopic Sleeve Gastrectomy with Proximal Jejunostomy Bypass) <span lang="TH">เป็นเทคนิคการผ่าตัดแบบใหม่ ที่ทำมาตั้งแต่ปี</span> 2010<span lang="TH"> และได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้<wbr />นเรื่อย ๆ เนื่องจากผลลัพธ์การลดน้ำหนักที่<wbr />ดี รักษาโรคเบาหวานได้ดีและความเสี่<wbr />ยงจากการผ่าตัดต่ำ โดยเป็นการผ่าตัดแบบส่องกล้องที่<wbr />ผสมผสานระหว่างการตัดกระเพาะแบบ </span>Sleeve <span lang="TH">ร่วมกับการทำทางเชื่อมผ่<wbr />านจากลำไส้เล็กส่วนต้นไปลำไส้<wbr />เล็กส่วนกลางเพื่อลดการดูดซึ<wbr />มและกระตุ้นฮอร์โมนความอิ่ม(</span>GLP<wbr />-1,PYY<span lang="TH">)ได้เร็วขึ้น ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกอิ่มเร็วขึ้น ร่วมกับขนาดกระเพาะที่เล็กลงก็<wbr />จะทำให้ระดับฮอร์โมนความหิว(</span>Ghr<wbr />elin<span lang="TH">)ลดลงอีกด้วย  นอกจากนี้การทำทางเชื่<wbr />อมอาหารระหว่างลำไส้เล็กส่วนต้<wbr />นและส่วนกลาง ยังทำได้ง่ายกว่าและไม่มี<wbr />ความเสี่ยงเรื่องการเกิดแผลบริ<wbr />เวณรอยต่อซึ่งต่างจากการผ่าตั<wbr />ดแบบบายพาสที่มีแผลบริเวณรอยต่<wbr />อกระเพาะกับลำไส้เล็กได้</span><b></b></p>
<p><span lang="TH">สำหรับผลด้านการลดน้ำหนั<wbr />กและการรักษาโรคเบาหวานพบว่า ไม่ต่างจากการผ่าตั<wbr />ดแบบบายพาสโดยที่มีความเสี่<wbr />ยงจากภาวะแทรกซ้อนน้อยกว่<wbr />าและลดความเสี่ยงจากการขาดวิ<wbr />ตามินและสารอาหารได้ดีกว่<wbr />าแบบการผ่าตัดแบบบายพาสอีกด้<wbr />วยลดน้ำหนักได้ดีโดยน้ำหนักส่<wbr />วนเกินลดลง </span>70-80%</p>
<p><span lang="TH">นอกจากนี้ยังสามารถพิ<wbr />จารณาทำในผู้ป่วยที่ผ่าตั<wbr />ดแบบสลีฟมาแล้ว แต่อาจจะยังได้ผลไม่เป็นที่น่<wbr />าพอใจ เช่น น้ำหนักส่วนเกินลดลงน้อยกว่า </span>50%<span lang="TH"> หรือในกรณีที่พบภาวะน้ำหนักฟื้<wbr />นคืนหลังการผ่าตัดแบบสลีฟ หรือกรณีที่โรคเบาหวานยังไม่<wbr />หายสามารถพิจารณาทำการผ่าตั<wbr />ดแบบสลีฟพลัสเพิ่มเติมได้</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<table border="1" cellspacing="0" cellpadding="0">
<tbody>
<tr>
<td valign="top" width="312">
<p align="center"><b><span lang="TH">ข้อดีของการผ่าตัดแบบสลีฟพลัส</span></b></p>
</td>
<td valign="top" width="312">
<p align="center"><b><span lang="TH">ข้อเสียของการผ่าตัดแบบสลีฟพลัส</span></b></p>
</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top" width="312">&#8211;<span lang="TH">ลดน้ำหนักส่วนเกินได้ </span>70-80% <span lang="TH">ในระยะเวลา </span>1<span lang="TH"> ปี</span></p>
<p>&#8211;<span lang="TH">กระเพาะอาหารขนาดลดลงโดยที่หู<wbr />รูดและทางเดินอาหารยังคงเดิม</span></p>
<p><span lang="TH">ลดโอกาสการเกิด</span> Dumpling Syndrome</p>
<p>&#8211;<span lang="TH">ลดความเสี่ยงในการขาดวิตามิน</span> B12<span lang="TH"> เมื่อเทียบกับการผ่าตั<wbr />ดแบบบายพาส เนื่องจากทางเดินอาหารยังคล้<wbr />ายของเดิม</span></p>
<p>&#8211;<span lang="TH">มีรอยตัดต่อระหว่างลำไส้เล็กส่<wbr />วนต้นและส่วนกลางจุดเดียว</span></p>
<p><span lang="TH">(</span>Single Anastomosis<span lang="TH">)</span></p>
<p>&#8211;<span lang="TH">ควบคุมน้ำหนักและรั<wbr />กษาโรคเบาหวานได้ดี</span></p>
<p>&#8211;<span lang="TH">สามารถส่องกล้องทางเดิ<wbr />นอาหารเช็คหรือตรวจกระเพาะได้</span></p>
<p>&#8211;<span lang="TH">ไม่มีความเสี่ยงในการเกิ<wbr />ดแผลบริเวณรอยตัดต่อลำไส้</span></td>
<td valign="top" width="312">&#8211;<span lang="TH">ไม่เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มี<wbr />ภาวะกรดไหลย้อนรุนแรง เนื่องจากหลังการผ่าตั<wbr />ดขนาดกระเพาะที่ลดลงจะทำให้มี<wbr />แรงดันในกระเพาะสูงขึ้น</span></p>
<p><span lang="TH">ทำให้มีโอกาสที่จะเป็นกรดไหลย้<wbr />อนได้ </span>15%</p>
<p><span lang="TH"> </span></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>&nbsp;</p>
<p><b><span lang="TH">จากข้อมูลในปัจจุบันของ นพ</span></b><b>.<span lang="TH">เสฐียรพงษ์ จันทวิบูลย์  ศัลยแพทย์ผ่าตัดผ่านกล้องขั้นสู<wbr />งและผ่าตัดรักษาโรคอ้วน พบว่า </span></b><span lang="TH">ในผู้ป่วยที่ผ่าตัดไปมากกว่า</span> 50<span lang="TH"> เคส สามารถลดน้ำหนักได้ดีมากและรั<wbr />กษาโรคเบาหวานได้ดีโดยที่ยังไม่<wbr />พบภาวะแทรกซ้อนใด ๆหลังผ่าตัด ซึ่งเมื่อเทียบกับข้อมู<wbr />ลรายงานทางการแพทย์ของต่<wbr />างประเทศตั้งแต่ปี</span> 2010<span lang="TH"> ก็พบว่า ผลการรักษาเป็นที่น่าพอใจเหมื<wbr />อนกันและยังไม่พบภาวะแทรกซ้อนรุ<wbr />นแรงใด ๆ กล่าวโดยสรุป คือ การรักษาโรคอ้วนด้วยการผ่าตั<wbr />ดแบบสลีฟพลัส (</span>Sleeve Gastrectomy Plus Proximal Jejunal Bypass<span lang="TH">) เป็นทางเลือกใหม่ในการรั<wbr />กษาโรคอ้วนเหมาะในผู้ป่วยที่น้ำ<wbr />หนักมากและมีโรคเบาหวานร่วมด้<wbr />วยโดยแนะนำให้ปรึกษาศัลยแพทย์ผู้<wbr />เชี่ยวชาญเฉพาะทาง เนื่องจากยังเป็นเทคนิคใหม่ที่<wbr />ต้องอาศัยความชำนาญในการผ่าตั<wbr />ดและการเลือกวิธีการรักษาให้<wbr />เหมาะกับผู้ป่วยแต่ละราย สนใจติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่<wbr />เพจเฟซบุ๊ก </span><a href="https://www.facebook.com/ObesityCenter.Fg?__cft__%5b0%5d=AZU5dY3X5-U-EGLy2c2AgULs9qn6Ri5hZsHLBS2fulqfIlFBp_E-bIazvbUCfLwT5Cg4UaVlZLdI7SwPXmyMo-yIAg3lnhXC60-eSZh0LkKNrGzINgjoQ74TiYRPjhcI-1M&amp;__tn__=-%5dK-R" target="_blank" rel="nofollow noopener" data-saferedirecturl="https://www.google.com/url?q=https://www.facebook.com/ObesityCenter.Fg?__cft__%255b0%255d%3DAZU5dY3X5-U-EGLy2c2AgULs9qn6Ri5hZsHLBS2fulqfIlFBp_E-bIazvbUCfLwT5Cg4UaVlZLdI7SwPXmyMo-yIAg3lnhXC60-eSZh0LkKNrGzINgjoQ74TiYRPjhcI-1M%26__tn__%3D-%255dK-R&amp;source=gmail&amp;ust=1697511467704000&amp;usg=AOvVaw1bc9RJ9-RfZgpkMDD4nBUa"><b><span lang="TH">โรคอ้วนผ่าตัดได้ </span></b><b>By <span lang="TH">หมอฟง</span></b></a></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ออฟฟิศซินโดรมเกิดจากอะไร</title>
		<link>https://bkkhealthcare.com/%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b9%82%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%a2%e0%b8%b5%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%9f%e0%b8%9f%e0%b8%b4%e0%b8%a8%e0%b8%8b%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%94%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%b0/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin BkkHealthcare]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 11 Oct 2023 05:56:27 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[เทคโนโลยีสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[ออฟฟิศซินโดรม]]></category>
		<category><![CDATA[ออฟฟิศซินโดรมเกิดจากอะไร]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://bkkhealthcare.com/?p=961</guid>

					<description><![CDATA[&#8220;ออฟฟิศซินโดรม&#8221; หรือ &#8220;Office Syndrome&#8221; เป็นคำที่บ่งบอกถึงกลุ่มอาการที่เกิดจากการทำงานในสถานที่ทำงาน (โดยเฉพาะการทำงานที่ต้องนั่งทำงานต่อเนื่องหน้าคอมพิวเตอร์) โดยไม่เปลี่ยนท่าทางบ่อย ๆ หรือนานเกินไป และอาจเกิดจากการนั่งไม่ถูกท่า, การใช้เมาส์และคีย์บอร์ดที่ไม่เหมาะสม, หรือการจัดโต๊ะทำงานที่ไม่เหมาะสม สาเหตุของออฟฟิศซินโดรมมีดังนี้: การนั่งไม่ถูกท่า โดยเฉพาะการนั่งงอกหลัง หรือ นั่งโค้งงอไปด้านหน้า การมองหน้าจอคอมพิวเตอร์ ที่ต่ำหรือสูงเกินไป การใช้เมาส์และคีย์บอร์ด ที่ไม่ได้จัดวางในที่ที่เหมาะสม การนั่งทำงาน โดยไม่เปลี่ยนท่าทางหรือไม่ยืนยกตัวขึ้นหยุดพักในระหว่างการทำงาน ความเครียด จากการทำงาน ซึ่งสามารถกระตุ้นการเกิดปวดกล้ามเนื้อ การใช้โต๊ะและเก้าอี้ที่ไม่เหมาะสม สำหรับการทำงาน ความแข็งแรงของแสงและความเข้มข้นของแสง จากหน้าจอคอมพิวเตอร์ อาการของออฟฟิศซินโดรมมักประกอบด้วย: ปวดคอ ปวดหลังบริเวณบน ปวดหัวไหล่ ความตึงที่กล้ามเนื้อแขน และมือ ปวดมือและนิ้วมือ อาการปวดหัวจากการมองหน้าจอคอมพิวเตอร์นาน การมีอาการตาแห้ง การร้อนตา หรือปวดตา หากมีอาการของออฟฟิศซินโดรม ควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทำงานและสภาพแวดล้อมในการทำงานให้เหมาะสม ดังนี้ เปลี่ยนอิริยาบถการทำงานบ่อยๆ พักสายตาทุกๆ 20-30 นาที ออกกำลังกายเพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อ ลดน้ำหนักตัวหากมีน้ำหนักตัวที่มากเกินไป ปรึกษาแพทย์หากอาการไม่ดีขึ้น นอกจากนี้ ยังมีวิธีป้องกันออฟฟิศซินโดรมได้ด้วย ดังนี้ เลือกเก้าอี้ทำงานและโต๊ะทำงานให้เหมาะสมกับสรีระ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>&#8220;ออฟฟิศซินโดรม&#8221; หรือ &#8220;Office Syndrome&#8221; เป็นคำที่บ่งบอกถึงกลุ่มอาการที่เกิดจากการทำงานในสถานที่ทำงาน (โดยเฉพาะการทำงานที่ต้องนั่งทำงานต่อเนื่องหน้าคอมพิวเตอร์) โดยไม่เปลี่ยนท่าทางบ่อย ๆ หรือนานเกินไป และอาจเกิดจากการนั่งไม่ถูกท่า, การใช้เมาส์และคีย์บอร์ดที่ไม่เหมาะสม, หรือการจัดโต๊ะทำงานที่ไม่เหมาะสม</p>
<p>สาเหตุของออฟฟิศซินโดรมมีดังนี้:</p>
<ol>
<li><strong>การนั่งไม่ถูกท่า</strong> โดยเฉพาะการนั่งงอกหลัง หรือ นั่งโค้งงอไปด้านหน้า</li>
<li><strong>การมองหน้าจอคอมพิวเตอร์</strong> ที่ต่ำหรือสูงเกินไป</li>
<li><strong>การใช้เมาส์และคีย์บอร์ด</strong> ที่ไม่ได้จัดวางในที่ที่เหมาะสม</li>
<li><strong>การนั่งทำงาน</strong> โดยไม่เปลี่ยนท่าทางหรือไม่ยืนยกตัวขึ้นหยุดพักในระหว่างการทำงาน</li>
<li><strong>ความเครียด</strong> จากการทำงาน ซึ่งสามารถกระตุ้นการเกิดปวดกล้ามเนื้อ</li>
<li><strong>การใช้โต๊ะและเก้าอี้ที่ไม่เหมาะสม</strong> สำหรับการทำงาน</li>
<li><strong>ความแข็งแรงของแสงและความเข้มข้นของแสง</strong> จากหน้าจอคอมพิวเตอร์</li>
</ol>
<p>อาการของออฟฟิศซินโดรมมักประกอบด้วย:</p>
<ul>
<li>ปวดคอ</li>
<li>ปวดหลังบริเวณบน</li>
<li>ปวดหัวไหล่</li>
<li>ความตึงที่กล้ามเนื้อแขน และมือ</li>
<li>ปวดมือและนิ้วมือ</li>
<li>อาการปวดหัวจากการมองหน้าจอคอมพิวเตอร์นาน</li>
<li>การมีอาการตาแห้ง การร้อนตา หรือปวดตา</li>
</ul>
<p data-sourcepos="18:1-18:98">หากมีอาการของออฟฟิศซินโดรม ควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทำงานและสภาพแวดล้อมในการทำงานให้เหมาะสม ดังนี้</p>
<ul data-sourcepos="20:1-25:0">
<li data-sourcepos="20:1-20:30">เปลี่ยนอิริยาบถการทำงานบ่อยๆ</li>
<li data-sourcepos="21:1-21:25">พักสายตาทุกๆ 20-30 นาที</li>
<li data-sourcepos="22:1-22:38">ออกกำลังกายเพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อ</li>
<li data-sourcepos="23:1-23:41">ลดน้ำหนักตัวหากมีน้ำหนักตัวที่มากเกินไป</li>
<li data-sourcepos="24:1-25:0">ปรึกษาแพทย์หากอาการไม่ดีขึ้น</li>
</ul>
<p data-sourcepos="26:1-26:53">นอกจากนี้ ยังมีวิธีป้องกันออฟฟิศซินโดรมได้ด้วย ดังนี้</p>
<ul data-sourcepos="28:1-35:0">
<li data-sourcepos="28:1-28:49">เลือกเก้าอี้ทำงานและโต๊ะทำงานให้เหมาะสมกับสรีระ</li>
<li data-sourcepos="29:1-29:42">ปรับหน้าจอคอมพิวเตอร์ให้อยู่ในระดับสายตา</li>
<li data-sourcepos="30:1-30:40">วางคีย์บอร์ดให้อยู่ระดับเดียวกับข้อมือ</li>
<li data-sourcepos="31:1-31:61">ใช้เมาส์แบบไร้สายเพื่อหลีกเลี่ยงการกดทับเส้นประสาทที่ข้อมือ</li>
<li data-sourcepos="32:1-32:38">ออกกำลังกายเพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อ</li>
<li data-sourcepos="33:1-33:41">ลดน้ำหนักตัวหากมีน้ำหนักตัวที่มากเกินไป</li>
<li data-sourcepos="34:1-35:0">พักผ่อนให้เพียงพอ</li>
</ul>
<p data-sourcepos="36:1-36:201">ออฟฟิศซินโดรมเป็นโรคที่พบได้บ่อยในคนทำงานออฟฟิศ หากมีอาการของออฟฟิศซินโดรม ควรรีบปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทำงานและสภาพแวดล้อมในการทำงานให้เหมาะสม เพื่อไม่ให้อาการรุนแรงขึ้นและลุกลามจนกลายเป็นอาการเรื้อรัง</p>
<p>เพื่อป้องกันและแก้ไขอาการของออฟฟิศซินโดรม, ควรปรับการนั่ง, การจัดโต๊ะทำงาน, และอุปกรณ์ให้ถูกต้อง, หยุดพักและทำการยืดเหยียดกล้ามเนื้ออย่างสม่ำเสมอ, และสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่เหมาะสม.</p>
<h2 class="query-text ng-tns-c4187760567-218 ng-star-inserted" dir="ltr">วิธีแก้ปัญหาออฟฟิศซินโดรม</h2>
<p data-sourcepos="1:1-1:34">วิธีแก้ปัญหาออฟฟิศซินโดรม มีดังนี้</p>
<p data-sourcepos="3:1-3:34"><strong>1. ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทำงาน</strong></p>
<ul data-sourcepos="5:1-10:0">
<li data-sourcepos="5:1-5:127">เปลี่ยนอิริยาบถการทำงานบ่อยๆ ทุกๆ 20-30 นาที โดยลุกขึ้นเดินยืดเส้นยืดสาย ขยับแขนขา คอ บ่า ไหล่ เพื่อเป็นการผ่อนคลายกล้ามเนื้อ</li>
<li data-sourcepos="6:1-6:67">พักสายตาทุกๆ 20-30 นาที โดยมองออกไปไกลๆ หรือหลับตาพักสายตาสักครู่</li>
<li data-sourcepos="7:1-7:66">ออกกำลังกายเพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อบริเวณคอ บ่า ไหล่ แขน และมือ</li>
<li data-sourcepos="8:1-8:41">ลดน้ำหนักตัวหากมีน้ำหนักตัวที่มากเกินไป</li>
<li data-sourcepos="9:1-10:0">พักผ่อนให้เพียงพอ</li>
</ul>
<p data-sourcepos="11:1-11:32"><strong>2. ปรับสภาพแวดล้อมในการทำงาน</strong></p>
<ul data-sourcepos="13:1-17:0">
<li data-sourcepos="13:1-13:140">เลือกเก้าอี้ทำงานและโต๊ะทำงานให้เหมาะสมกับสรีระ โดยเก้าอี้ควรมีพนักพิงหลังที่ปรับระดับได้ โต๊ะทำงานควรมีระดับเหมาะสมกับส่วนสูงของผู้ใช้งาน</li>
<li data-sourcepos="14:1-14:98">ปรับหน้าจอคอมพิวเตอร์ให้อยู่ในระดับสายตา โดยให้ขอบบนของหน้าจออยู่ในระดับสายตาหรือต่ำกว่าเล็กน้อย</li>
<li data-sourcepos="15:1-15:65">วางคีย์บอร์ดให้อยู่ระดับเดียวกับข้อมือ โดยให้ข้อมืออยู่ในแนวตรง</li>
<li data-sourcepos="16:1-17:0">ใช้เมาส์แบบไร้สายเพื่อหลีกเลี่ยงการกดทับเส้นประสาทที่ข้อมือ</li>
</ul>
<p data-sourcepos="18:1-18:33"><strong>3. รักษาด้วยยาหรือกายภาพบำบัด</strong></p>
<p data-sourcepos="20:1-20:149">หากมีอาการออฟฟิศซินโดรมที่รุนแรงหรือเรื้อรัง อาจจำเป็นต้องรักษาด้วยยาหรือกายภาพบำบัด โดยแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาวิธีการรักษาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย</p>
<p data-sourcepos="22:1-22:18"><strong>4. ปรึกษาแพทย์</strong></p>
<p data-sourcepos="24:1-24:128">หากมีอาการออฟฟิศซินโดรมที่ทำให้รู้สึกไม่สบายหรือรบกวนชีวิตประจำวัน ควรรีบปรึกษาแพทย์ เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสม</p>
<p data-sourcepos="26:1-26:53">นอกจากนี้ ยังมีวิธีป้องกันออฟฟิศซินโดรมได้ด้วย ดังนี้</p>
<ul data-sourcepos="28:1-33:0">
<li data-sourcepos="28:1-28:67">ออกกำลังกายเป็นประจำ เพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อและกระดูกให้แข็งแรง</li>
<li data-sourcepos="29:1-29:28">ปรับท่านั่งทำงานให้เหมาะสม</li>
<li data-sourcepos="30:1-30:15">พักสายตาบ่อยๆ</li>
<li data-sourcepos="31:1-31:41">ลดน้ำหนักตัวหากมีน้ำหนักตัวที่มากเกินไป</li>
<li data-sourcepos="32:1-33:0">พักผ่อนให้เพียงพอ</li>
</ul>
<p data-sourcepos="34:1-34:157">ออฟฟิศซินโดรมเป็นโรคที่พบได้บ่อยในคนทำงานออฟฟิศ หากปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทำงานและสภาพแวดล้อมในการทำงานให้เหมาะสม ก็สามารถป้องกันและรักษาอาการออฟฟิศซินโดรมได้</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>พลังของการบำบัดรักษาด้วยระบบดิจิทัล</title>
		<link>https://bkkhealthcare.com/%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b9%82%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%a2%e0%b8%b5%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9a%e0%b8%b3%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b9%89/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin BkkHealthcare]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 28 Aug 2023 13:43:10 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[เทคโนโลยีสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[Empowering Innovation Together]]></category>
		<category><![CDATA[พลังของการบำบัดรักษา ด้วยระบบดิจิทัล]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://bkkhealthcare.com/?p=915</guid>

					<description><![CDATA[เมาเซอร์ อิเล็กทรอนิกส์ นำเสนอพลังของการบำบัดรักษา ด้วยระบบดิจิทัล ในรายการ  Empowering Innovation Together ตอนใหม่ล่าสุด เมาเซอร์ อิเล็กทรอนิกส์ อิงค์ (Mouser Electronics Inc.) ผู้จัดจำหน่ายระดับ New Product Introduction (NPI) ชั้นนำที่มีเซมิคอนดักเตอร์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ให้เลือกมากที่สุด ประกาศเปิดตัวตอนใหม่ของรายการ Empowering Innovation Together (EIT) เพื่อเผยศักยภาพในการเปลี่ยนแปลงของการบำบัดรักษาด้วยระบบดิจิทัล โดยเมาเซอร์ได้สำรวจจุดเชื่อมโยงระหว่างเทคโนโลยีกับอุปกรณ์ทางการแพทย์ เพื่อค้นหาว่าชิ้นส่วนและส่วนประกอบเหล่านี้สามารถทำงานร่วมกันเพื่อมอบวิธีการดูแลสุขภาพส่วนบุคคลที่เข้าถึงง่ายขึ้นได้อย่างไร อุตสาหกรรมการแพทย์มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และเทคโนโลยีก็เป็นส่วนสำคัญในการเปลี่ยนแปลงวิธีการรักษาแบบเดิม ๆ โดยการบำบัดรักษาด้วยระบบดิจิทัลได้กลายมาเป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพในการเข้าถึงผู้ป่วยมากขึ้น ติดตามอาการแบบเรียลไทม์ และลดอุปสรรคทางการเงินในการเข้าถึงการรักษาพยาบาล ดังนั้น เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงนี้ เมาเซอร์และบรรดาพันธมิตรซัพพลายเออร์ชั้นนำของอุตสาหกรรม จึงได้ร่วมมือกันแบ่งปันความเชี่ยวชาญและส่งเสริมวิธีการดูแลสุขภาพส่วนบุคคลที่ครอบคลุมมากขึ้น รายการตอนใหม่ล่าสุดประกอบด้วยพอดแคสต์ตอนใหม่ของ The Tech Between Us และตอนที่สองของ In Between The Tech โดยมีแขกรับเชิญจากสมาคมการแพทย์ดิจิทัล (Digital Medicine Society) และบริษัท ฟรีสปิรา (Freespira) แต่ละตอนจะอธิบายความหมายของการบำบัดรักษาด้วยระบบดิจิทัลและโซลูชันล้ำสมัยอย่างละเอียด ผู้ฟังจะได้รับความเข้าใจอย่างครอบคลุมเกี่ยวกับฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ รวมถึงความท้าทายที่อุตสาหกรรมกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน นอกจากนี้ เมาเซอร์ยังนำเสนอบทความ กรณีศึกษา และอินโฟกราฟิก เพื่อสำรวจภูมิทัศน์ของตลาดในปัจจุบันอย่างครอบคลุม พร้อมทั้งนำเสนอมุมมองบวกเกี่ยวกับแนวโน้มในอนาคต [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p style="font-weight: 400;"><strong>เมาเซอร์ อิเล็กทรอนิกส์ นำเสนอพลังของการบำบัดรักษา</strong></p>
<p style="font-weight: 400;"><strong>ด้วยระบบดิจิทัล ในรายการ </strong></p>
<p style="font-weight: 400;"><strong>Empowering Innovation Together ตอนใหม่ล่าสุด<br />
</strong></p>
<p style="font-weight: 400;">เมาเซอร์ อิเล็กทรอนิกส์ อิงค์ (<a href="https://www.google.com/url?q=https://www.mouser.com/&amp;source=gmail-html&amp;ust=1693280797373000&amp;usg=AOvVaw3pYRg5OvsPc8k6tpwrtY9O" data-saferedirecturl="https://www.google.com/url?q=https://www.google.com/url?q%3Dhttps://www.mouser.com/%26source%3Dgmail-html%26ust%3D1693280797373000%26usg%3DAOvVaw3pYRg5OvsPc8k6tpwrtY9O&amp;source=gmail&amp;ust=1693309133963000&amp;usg=AOvVaw3tDB1x6BBVGP8P0QVte_Eu" target="_blank" rel="noopener">Mouser Electronics Inc.</a>) ผู้จัดจำหน่ายระดับ New Product Introduction (NPI) ชั้นนำที่มีเซมิคอนดักเตอร์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ให้เลือกมากที่สุด ประกาศเปิดตัวตอนใหม่ของรายการ <a href="https://www.google.com/url?q=https://www.mouser.com/empowering-innovation&amp;source=gmail-html&amp;ust=1693280797373000&amp;usg=AOvVaw23UiToHyLo2Sd8iSJ3WN0i" data-saferedirecturl="https://www.google.com/url?q=https://www.google.com/url?q%3Dhttps://www.mouser.com/empowering-innovation%26source%3Dgmail-html%26ust%3D1693280797373000%26usg%3DAOvVaw23UiToHyLo2Sd8iSJ3WN0i&amp;source=gmail&amp;ust=1693309133963000&amp;usg=AOvVaw34s98_IGEyebFAZ8jhUgbK" target="_blank" rel="noopener">Empowering Innovation Together</a> (EIT) เพื่อเผยศักยภาพในการเปลี่ยนแปลงของ<a href="https://www.google.com/url?q=https://www.mouser.com/empowering-innovation/digital-therapeutics&amp;source=gmail-html&amp;ust=1693280797373000&amp;usg=AOvVaw0NC2rVwCwh99DVxpQdm-_Z" data-saferedirecturl="https://www.google.com/url?q=https://www.google.com/url?q%3Dhttps://www.mouser.com/empowering-innovation/digital-therapeutics%26source%3Dgmail-html%26ust%3D1693280797373000%26usg%3DAOvVaw0NC2rVwCwh99DVxpQdm-_Z&amp;source=gmail&amp;ust=1693309133963000&amp;usg=AOvVaw1BPRq0PByFK4SsdMwr7se_" target="_blank" rel="noopener">การบำบัดรักษาด้วยระบบดิจิทัล</a> โดยเมาเซอร์ได้สำรวจจุดเชื่อมโยงระหว่างเทคโนโลยีกับอุปกรณ์ทางการแพทย์ เพื่อค้นหาว่าชิ้นส่วนและส่วนประกอบเหล่านี้สามารถทำงานร่วมกันเพื่อมอบวิธีการดูแลสุขภาพส่วนบุคคลที่เข้าถึงง่ายขึ้นได้อย่างไร</p>
<p style="font-weight: 400;">อุตสาหกรรมการแพทย์มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และเทคโนโลยีก็เป็นส่วนสำคัญในการเปลี่ยนแปลงวิธีการรักษาแบบเดิม ๆ โดยการบำบัดรักษาด้วยระบบดิจิทัลได้กลายมาเป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพในการเข้าถึงผู้ป่วยมากขึ้น ติดตามอาการแบบเรียลไทม์ และลดอุปสรรคทางการเงินในการเข้าถึงการรักษาพยาบาล ดังนั้น เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงนี้ เมาเซอร์และบรรดาพันธมิตรซัพพลายเออร์ชั้นนำของอุตสาหกรรม จึงได้ร่วมมือกันแบ่งปันความเชี่ยวชาญและส่งเสริมวิธีการดูแลสุขภาพส่วนบุคคลที่ครอบคลุมมากขึ้น</p>
<p style="font-weight: 400;">รายการตอนใหม่ล่าสุดประกอบด้วย<a href="https://www.google.com/url?q=https://www.mouser.com/empowering-innovation/digital-therapeutics%23podcasts&amp;source=gmail-html&amp;ust=1693280797373000&amp;usg=AOvVaw1iwQVwa957HiUx2Fx4sW0C" data-saferedirecturl="https://www.google.com/url?q=https://www.google.com/url?q%3Dhttps://www.mouser.com/empowering-innovation/digital-therapeutics%2523podcasts%26source%3Dgmail-html%26ust%3D1693280797373000%26usg%3DAOvVaw1iwQVwa957HiUx2Fx4sW0C&amp;source=gmail&amp;ust=1693309133963000&amp;usg=AOvVaw30ZlnEqT7-fBKDcerApO7E" target="_blank" rel="noopener">พอดแคสต์</a>ตอนใหม่ของ <em>The Tech Between Us</em> และตอนที่สองของ <em>In Between The Tech </em>โดยมีแขกรับเชิญจากสมาคมการแพทย์ดิจิทัล (Digital Medicine Society) และบริษัท ฟรีสปิรา (Freespira) แต่ละตอนจะอธิบายความหมายของการบำบัดรักษาด้วยระบบดิจิทัลและโซลูชันล้ำสมัยอย่างละเอียด ผู้ฟังจะได้รับความเข้าใจอย่างครอบคลุมเกี่ยวกับฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ รวมถึงความท้าทายที่อุตสาหกรรมกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน</p>
<p style="font-weight: 400;">นอกจากนี้ เมาเซอร์ยังนำเสนอ<a href="https://www.google.com/url?q=https://www.mouser.com/empowering-innovation/digital-therapeutics%23articles&amp;source=gmail-html&amp;ust=1693280797373000&amp;usg=AOvVaw2Tk9RlJnmo0Rw6OOPPFppg" data-saferedirecturl="https://www.google.com/url?q=https://www.google.com/url?q%3Dhttps://www.mouser.com/empowering-innovation/digital-therapeutics%2523articles%26source%3Dgmail-html%26ust%3D1693280797373000%26usg%3DAOvVaw2Tk9RlJnmo0Rw6OOPPFppg&amp;source=gmail&amp;ust=1693309133963000&amp;usg=AOvVaw31d4sO8NHCmIS9bRg-01kf" target="_blank" rel="noopener">บทความ</a> <a href="https://www.google.com/url?q=https://www.mouser.com/empowering-innovation/digital-therapeutics%23articles&amp;source=gmail-html&amp;ust=1693280797373000&amp;usg=AOvVaw2Tk9RlJnmo0Rw6OOPPFppg" data-saferedirecturl="https://www.google.com/url?q=https://www.google.com/url?q%3Dhttps://www.mouser.com/empowering-innovation/digital-therapeutics%2523articles%26source%3Dgmail-html%26ust%3D1693280797373000%26usg%3DAOvVaw2Tk9RlJnmo0Rw6OOPPFppg&amp;source=gmail&amp;ust=1693309133963000&amp;usg=AOvVaw31d4sO8NHCmIS9bRg-01kf" target="_blank" rel="noopener">กรณีศึกษา</a> และ<a href="https://www.google.com/url?q=https://www.mouser.com/empowering-innovation/digital-therapeutics/digital-therapeutics-infographic&amp;source=gmail-html&amp;ust=1693280797373000&amp;usg=AOvVaw3c4agElezTyfZXxePGaBa-" data-saferedirecturl="https://www.google.com/url?q=https://www.google.com/url?q%3Dhttps://www.mouser.com/empowering-innovation/digital-therapeutics/digital-therapeutics-infographic%26source%3Dgmail-html%26ust%3D1693280797373000%26usg%3DAOvVaw3c4agElezTyfZXxePGaBa-&amp;source=gmail&amp;ust=1693309133963000&amp;usg=AOvVaw0Ju0pvw6YeLBHhIlf6wicA" target="_blank" rel="noopener">อินโฟกราฟิก</a> เพื่อสำรวจภูมิทัศน์ของตลาดในปัจจุบันอย่างครอบคลุม พร้อมทั้งนำเสนอมุมมองบวกเกี่ยวกับแนวโน้มในอนาคต เช่น ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีอุปกรณ์สวมใส่ การอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (FDA) และรูปแบบการรักษาที่หลากหลาย โดยคอนเทนต์เหล่านี้จะช่วยวางรากฐานที่มั่นคงและสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับการนำโซลูชันที่ทันสมัยมาใช้ร่วมกับอุปกรณ์การบำบัดรักษาด้วยระบบดิจิทัล</p>
<p style="font-weight: 400;">รายการ Empowering Innovation Together ได้รับการสนับสนุนจากพันธมิตรทรงคุณค่าของเมาเซอร์ ได้แก่ ออสแรม (Osram), ไมโครชิพ เทคโนโลยี (Microchip Technology), บอร์นส์ (Bourns), มูราตะ (Murata), เอ็นเอ็กซ์พี เซมิคอนดัคเตอร์ (NXP Semiconductors), โมเล็กซ์ (Molex) และ เรเนซัส (Renesas)</p>
<p style="font-weight: 400;">รายการ <strong>Empowering Innovation Together</strong> ของเมาเซอร์ เปิดตัวในปี 2558 โดยเป็นหนึ่งในรายการเกี่ยวกับชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่โด่งดังที่สุดในอุตสาหกรรม สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ <a href="https://www.google.com/url?q=https://www.mouser.com/empowering-innovation/&amp;source=gmail-html&amp;ust=1693280797373000&amp;usg=AOvVaw3g1Zt-WD3vKA1YhF7qvU-q" data-saferedirecturl="https://www.google.com/url?q=https://www.google.com/url?q%3Dhttps://www.mouser.com/empowering-innovation/%26source%3Dgmail-html%26ust%3D1693280797373000%26usg%3DAOvVaw3g1Zt-WD3vKA1YhF7qvU-q&amp;source=gmail&amp;ust=1693309133963000&amp;usg=AOvVaw3gGmkFdKuYIDJdeSu5iYsa" target="_blank" rel="noopener">https://www.mouser.com/empowering-innovation/</a> และติดตามเมาเซอร์ได้ทาง<a href="https://www.google.com/url?q=https://www.facebook.com/mouserelectronics/&amp;source=gmail-html&amp;ust=1693280797373000&amp;usg=AOvVaw100M68QqOAOE2Trsvr8zJA" data-saferedirecturl="https://www.google.com/url?q=https://www.google.com/url?q%3Dhttps://www.facebook.com/mouserelectronics/%26source%3Dgmail-html%26ust%3D1693280797373000%26usg%3DAOvVaw100M68QqOAOE2Trsvr8zJA&amp;source=gmail&amp;ust=1693309133963000&amp;usg=AOvVaw3xqUq0S_DuDyjfCek6iR3u" target="_blank" rel="noopener">เฟซบุ๊ก</a> <a href="https://www.google.com/url?q=https://www.linkedin.com/company/mouser-electronics/&amp;source=gmail-html&amp;ust=1693280797373000&amp;usg=AOvVaw0BUBqbqvT46Ns0s4UMhEeF" data-saferedirecturl="https://www.google.com/url?q=https://www.google.com/url?q%3Dhttps://www.linkedin.com/company/mouser-electronics/%26source%3Dgmail-html%26ust%3D1693280797373000%26usg%3DAOvVaw0BUBqbqvT46Ns0s4UMhEeF&amp;source=gmail&amp;ust=1693309133963000&amp;usg=AOvVaw00Ps8ACb2Yow8RVWEDRk2y" target="_blank" rel="noopener">ลิงด์อิน</a> <a href="https://www.google.com/url?q=https://twitter.com/MouserElec&amp;source=gmail-html&amp;ust=1693280797373000&amp;usg=AOvVaw03zfzF8m0vfYlfV992WH5k" data-saferedirecturl="https://www.google.com/url?q=https://www.google.com/url?q%3Dhttps://twitter.com/MouserElec%26source%3Dgmail-html%26ust%3D1693280797373000%26usg%3DAOvVaw03zfzF8m0vfYlfV992WH5k&amp;source=gmail&amp;ust=1693309133963000&amp;usg=AOvVaw0xMRBmEFl2EJjdGFEuIckt" target="_blank" rel="noopener">ทวิตเตอร์</a> และ<a href="https://www.google.com/url?q=https://www.youtube.com/channel/UCIxuz3jvLybsnmhk06wN-kg&amp;source=gmail-html&amp;ust=1693280797373000&amp;usg=AOvVaw2GLB3ImedAjAKMvxSle9oQ" data-saferedirecturl="https://www.google.com/url?q=https://www.google.com/url?q%3Dhttps://www.youtube.com/channel/UCIxuz3jvLybsnmhk06wN-kg%26source%3Dgmail-html%26ust%3D1693280797373000%26usg%3DAOvVaw2GLB3ImedAjAKMvxSle9oQ&amp;source=gmail&amp;ust=1693309133963000&amp;usg=AOvVaw1CfBwoycEPKeWJhsdoy0LE" target="_blank" rel="noopener">ยูทูบ</a></p>
<p style="font-weight: 400;">ติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมจากเมาเซอร์ได้ที่ <a href="https://www.google.com/url?q=https://www.mouser.com/newsroom/&amp;source=gmail-html&amp;ust=1693280797373000&amp;usg=AOvVaw3stx1zzZ0gHWo7GGY3ilrx" data-saferedirecturl="https://www.google.com/url?q=https://www.google.com/url?q%3Dhttps://www.mouser.com/newsroom/%26source%3Dgmail-html%26ust%3D1693280797373000%26usg%3DAOvVaw3stx1zzZ0gHWo7GGY3ilrx&amp;source=gmail&amp;ust=1693309133963000&amp;usg=AOvVaw2PZU5oSxbuhKYXOhMS8032" target="_blank" rel="noopener">https://www.mouser.com/newsroom/</a></p>
<p style="font-weight: 400;"><strong><u>เกี่ยวกับเมาเซอร์</u></strong></p>
<p style="font-weight: 400;">เมาเซอร์ อิเล็กทรอนิกส์ (Mouser Electronics) บริษัทในเครือเบิร์กเชียร์ แฮธาเวย์ (Berkshire Hathaway) เป็นผู้จัดจำหน่ายเซมิคอนดักเตอร์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์อย่างเป็นทางการให้กับแบรนด์ผู้ผลิตชั้นนำ โดยมุ่งเน้นนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ (New Product Introductions) จากพันธมิตรผู้ผลิตชั้นนำ และในฐานะที่เป็นผู้จัดจำหน่ายระดับโลก เมาเซอร์มุ่งให้บริการชุมชนวิศวกรออกแบบอิเล็กทรอนิกส์และผู้ซื้อทั่วโลกผ่านทางเว็บไซต์ <a href="https://www.google.com/url?q=https://www.mouser.com/&amp;source=gmail-html&amp;ust=1693280797373000&amp;usg=AOvVaw3pYRg5OvsPc8k6tpwrtY9O" data-saferedirecturl="https://www.google.com/url?q=https://www.google.com/url?q%3Dhttps://www.mouser.com/%26source%3Dgmail-html%26ust%3D1693280797373000%26usg%3DAOvVaw3pYRg5OvsPc8k6tpwrtY9O&amp;source=gmail&amp;ust=1693309133963000&amp;usg=AOvVaw3tDB1x6BBVGP8P0QVte_Eu" target="_blank" rel="noopener">mouser.com</a> ที่ใช้งานได้ในหลายภาษาและหลายสกุลเงิน โดยนำเสนอผลิตภัณฑ์กว่า 6.8 ล้านรายการจากแบรนด์ผู้ผลิตกว่า 1,200 แบรนด์ เมาเซอร์มีศูนย์บริการลูกค้า 27 แห่งทั่วโลกเพื่อให้บริการชั้นเยี่ยมในภาษาท้องถิ่น สกุลเงินท้องถิ่น และเขตเวลาท้องถิ่น บริษัทจัดส่งสินค้าให้แก่ลูกค้ากว่า 650,000 ราย ใน 223 ประเทศ/เขตแดน จากศูนย์กระจายสินค้าที่ทันสมัยขนาด 1 ล้านตารางฟุตในเมืองดัลลัส รัฐเท็กซัส สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ <a href="https://www.google.com/url?q=https://www.mouser.com/&amp;source=gmail-html&amp;ust=1693280797373000&amp;usg=AOvVaw3pYRg5OvsPc8k6tpwrtY9O" data-saferedirecturl="https://www.google.com/url?q=https://www.google.com/url?q%3Dhttps://www.mouser.com/%26source%3Dgmail-html%26ust%3D1693280797373000%26usg%3DAOvVaw3pYRg5OvsPc8k6tpwrtY9O&amp;source=gmail&amp;ust=1693309133963000&amp;usg=AOvVaw3tDB1x6BBVGP8P0QVte_Eu" target="_blank" rel="noopener">https://www.mouser.com/</a></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Health Link เทคโนโลยีดิจิทัลด้านสุขภาพ เชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพในระดับประเทศ</title>
		<link>https://bkkhealthcare.com/%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b9%82%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%a2%e0%b8%b5%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/health-link-%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b9%82%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%a2%e0%b8%b5%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%a5%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin BkkHealthcare]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 25 Aug 2023 13:43:54 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[เทคโนโลยีสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[Health Link]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://bkkhealthcare.com/?p=918</guid>

					<description><![CDATA[สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่แถลงความก้าวหน้าโครงการ Health Link พร้อมสาธิตระบบเชื่อมโยงข้อมูลการรักษาสุขภาพมุ่งประโยชน์สูงสุดให้ประชาชน 25 สิงหาคม 2566 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ &#8211; ประเทศไทยเปลี่ยนใหม่เพื่อก้าวไปข้างหน้า ด้วยการเชื่อมโยงข้อมูลประวัติการรักษาผู้ป่วยระหว่างโรงพยาบาลทั่วประเทศอย่างไร้รอยต่อและมีมาตรฐานความปลอดภัยทางไซเบอร์ระดับสากล สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) (BDI) ร่วมกับหน่วยงานในภาคี แถลงความก้าวหน้าการพัฒนาระบบเชื่อมโยงข้อมูลผู้ป่วยระหว่างโรงพยาบาลทั่วประเทศ (Health Link) พร้อมสาธิตระบบเชื่อมโยงข้อมูลการรักษาสุขภาพมุ่งประโยชน์สูงสุดให้ประชาชน เผยข้อมูลล่าสุด มีสถานพยาบาลเข้าร่วมโครงการ Health Link แล้วมากกว่า 1,100 แห่ง BDI เร่งเดินหน้าพัฒนาระบบงานต่อเนื่องในการนำข้อมูลไปใช้เพื่อเพิ่มคุณภาพการบริการด้านการแพทย์และสาธารณสุขผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล ขณะเดียวกันยังคงส่งเสริมให้ประชาชนสมัครบริการ Health Link ในช่องทางต่าง ๆ เช่น ผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง ThaID (ไทยดี) ฯลฯ เพื่อให้ความยินยอมแก่โรงพยาบาลส่งต่อข้อมูลสุขภาพเข้าสู่ระบบ Health Link การเชื่อมต่อฐานข้อมูลขนาดใหญ่ด้านสุขภาพนี้เป็นการพลิกโฉมการให้บริการประชาชนและระบบบริหารจัดการด้านสาธารณสุขอย่างเต็มรูปแบบ การจัดงานแถลงข่าวความคืบหน้าโครงการ Health Link 2023 ในครั้งนี้มีนายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเป็นประธานเปิดงาน และปาฐกถาเรื่องแนวทางการพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศด้านสุขภาพ โดยนายแพทย์พงศ์เกษม ไข่มุกด์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ภายในงานมีการจัดนิทรรศการโครงการ Health Link และการสาธิตระบบเชื่อมโยงข้อมูลการรักษาสุขภาพมุ่งประโยชน์สูงสุดให้ประชาชน โดยนายแพทย์ธนกฤต จินตวร ที่ปรึกษาอาวุโสโครงการ Health Link และมีไฮไลต์สำคัญคือ การเสวนา หัวข้อ “Thailand&#8217;s Healthcare Next Move : พลิกโฉมการดูเเลสุขภาพคนไทย” นำโดย นายแพทย์สุขสันต์ กิตติศุภกร รองปลัดกรุงเทพมหานคร (อดีตผู้อำนวยการสำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร) นายแพทย์สุรัคเมธ มหาศิริมงคล รักษาการแทนผู้​อำนวยการ​ศูนย์​เทคโนโลยี​สารสนเทศ​และ​การสื่อสาร​ สำนักงานปลัดกระทรวง​สาธารณสุข​  และนายแพทย์บุญชัย กิจสนาโยธิน อาจารย์ประจำคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล และผู้จัดการงานวิจัยอาวุโส สำนักพัฒนามาตรฐานระบบข้อมูลสุขภาพไทย งานนี้มีผู้เข้าร่วมงานจากกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงกลาโหม กรุงเทพมหานคร และอีกหลายหน่วยงานในเครือข่าย Health Link รวมกว่า 300 แห่งทั่วประเทศ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p style="font-weight: 400;"><strong>สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่แถลงความก้าวหน้าโครงการ </strong><strong>Health Link</strong></p>
<p style="font-weight: 400;"><strong>พร้อมสาธิตระบบเชื่อมโยงข้อมูลการรักษาสุขภาพมุ่งประโยชน์สูงสุดให้ประชาชน</strong></p>
<p style="font-weight: 400;"><strong><em>25 สิงหาคม 2566 </em></strong><strong><em>ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์</em></strong> &#8211; ประเทศไทยเปลี่ยนใหม่เพื่อก้าวไปข้างหน้า ด้วยการเชื่อมโยงข้อมูลประวัติการรักษาผู้ป่วยระหว่างโรงพยาบาลทั่วประเทศอย่างไร้รอยต่อและมีมาตรฐานความปลอดภัยทางไซเบอร์ระดับสากล</p>
<p style="font-weight: 400;">สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) (BDI) ร่วมกับหน่วยงานในภาคี แถลงความก้าวหน้าการพัฒนาระบบเชื่อมโยงข้อมูลผู้ป่วยระหว่างโรงพยาบาลทั่วประเทศ (Health Link) พร้อมสาธิตระบบเชื่อมโยงข้อมูลการรักษาสุขภาพมุ่งประโยชน์สูงสุดให้ประชาชน เผยข้อมูลล่าสุด มีสถานพยาบาลเข้าร่วมโครงการ Health Link แล้วมากกว่า 1,100 แห่ง BDI เร่งเดินหน้าพัฒนาระบบงานต่อเนื่องในการนำข้อมูลไปใช้เพื่อเพิ่มคุณภาพการบริการด้านการแพทย์และสาธารณสุขผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล ขณะเดียวกันยังคงส่งเสริมให้ประชาชนสมัครบริการ Health Link ในช่องทางต่าง ๆ เช่น ผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง ThaID (ไทยดี) ฯลฯ เพื่อให้ความยินยอมแก่โรงพยาบาลส่งต่อข้อมูลสุขภาพเข้าสู่ระบบ Health Link การเชื่อมต่อฐานข้อมูลขนาดใหญ่ด้านสุขภาพนี้เป็นการพลิกโฉมการให้บริการประชาชนและระบบบริหารจัดการด้านสาธารณสุขอย่างเต็มรูปแบบ</p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-920" src="https://bkkhealthcare.com/wp-content/uploads/2023/08/Health-Link-1.jpg" alt="" width="1200" height="1500" srcset="https://bkkhealthcare.com/wp-content/uploads/2023/08/Health-Link-1.jpg 1200w, https://bkkhealthcare.com/wp-content/uploads/2023/08/Health-Link-1-240x300.jpg 240w, https://bkkhealthcare.com/wp-content/uploads/2023/08/Health-Link-1-819x1024.jpg 819w, https://bkkhealthcare.com/wp-content/uploads/2023/08/Health-Link-1-768x960.jpg 768w, https://bkkhealthcare.com/wp-content/uploads/2023/08/Health-Link-1-696x870.jpg 696w, https://bkkhealthcare.com/wp-content/uploads/2023/08/Health-Link-1-1068x1335.jpg 1068w, https://bkkhealthcare.com/wp-content/uploads/2023/08/Health-Link-1-336x420.jpg 336w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<p style="font-weight: 400;">การจัดงานแถลงข่าวความคืบหน้าโครงการ Health Link 2023 ในครั้งนี้มี<strong>นาย</strong><strong>ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม</strong>เป็นประธานเปิดงาน และปาฐกถาเรื่องแนวทางการพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศด้านสุขภาพ โดย<strong>นายแพทย์พงศ์เกษม ไข่มุกด์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข</strong> ภายในงานมีการจัดนิทรรศการโครงการ Health Link และการสาธิตระบบเชื่อมโยงข้อมูลการรักษาสุขภาพมุ่งประโยชน์สูงสุดให้ประชาชน โดย<strong>นายแพทย์ธนกฤต จินตวร</strong> ที่ปรึกษาอาวุโสโครงการ Health Link และมีไฮไลต์สำคัญคือ การเสวนา หัวข้อ <strong><em>“</em></strong><strong><em>Thailand&#8217;s Healthcare Next Move : พลิกโฉมการดูเเลสุขภาพคนไทย”</em></strong> นำโดย <strong>นายแพทย์สุขสันต์ กิตติศุภกร</strong> รองปลัดกรุงเทพมหานคร (อดีตผู้อำนวยการสำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร) <strong>นายแพทย์สุรัคเมธ มหาศิริมงคล</strong> รักษาการแทนผู้​อำนวยการ​ศูนย์​เทคโนโลยี​สารสนเทศ​และ​การสื่อสาร​ สำนักงานปลัดกระทรวง​สาธารณสุข​  และ<strong>นายแพทย์บุญชัย กิจสนาโยธิน</strong> อาจารย์ประจำคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล และผู้จัดการงานวิจัยอาวุโส สำนักพัฒนามาตรฐานระบบข้อมูลสุขภาพไทย งานนี้มีผู้เข้าร่วมงานจากกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงกลาโหม กรุงเทพมหานคร และอีกหลายหน่วยงานในเครือข่าย Health Link รวมกว่า 300 แห่งทั่วประเทศ</p>
<p style="font-weight: 400;"><strong>รองศาสตราจารย์ ดร.ธีรณี</strong><strong>  อจลากุล</strong> ผู้อำนวยการสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) (BDI) กล่าวในรายงานตอนหนึ่งในงานแถลงข่าวว่า ความท้าทายของบริการด้านสาธารณสุขไทยคือ ระบบฐานข้อมูลที่ยังไม่เชื่อมถึงกัน โรงพยาบาลแต่ละแห่งจัดเก็บข้อมูลผู้ป่วยในรูปแบบข้อมูลที่ต่างกัน จึงเป็นเรื่องยากในการแลกเปลี่ยนข้อมูลผู้ป่วยระหว่างโรงพยาบาลเพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุดเมื่อเข้ารับการรักษาพยาบาล แต่เทคโนโลยีดิจิทัลได้เข้ามาเปลี่ยนเรื่องยากให้ง่ายขึ้น ภายใต้การดำเนินงานของ BDI หรือสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) ที่พัฒนาระบบเชื่อมต่อข้อมูลผู้ป่วยระหว่างโรงพยาบาล หรือ Health Link ทำให้ความท้าทายดังกล่าวมีทางออก หากผู้ป่วยต้องเปลี่ยนโรงพยาบาล ไม่จำเป็นต้องขอประวัติใหม่ทุกครั้ง Health Link ช่วยลดกระบวนการที่ใช้เวลานานและไม่จำเป็น ในบางกรณีการที่ผู้ป่วยได้รับการรักษาช้าไปเพียงไม่กี่นาทีเพราะต้องรอขอประวัติการรักษาเดิมมาก่อนอาจหมายถึงนาทีชีวิตของผู้ป่วยได้เลยทีเดียว</p>
<p style="font-weight: 400;">การจัดเก็บและพัฒนาฐานข้อมูลขนาดใหญ่ระดับประเทศย่อมต้องได้รับความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน และสิ่งสำคัญคือข้อมูลสุขภาพของประชาชนซึ่งต้องได้รับการยินยอมจากเจ้าของข้อมูลเพื่อให้โรงพยาบาลสามารถส่งต่อแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้ ปัจจุบันโครงการ Health Link  มีความก้าวหน้ามาตลอดระยะเวลาดำเนินการกว่าสองปี (2564-2566) ทั้งการเพิ่มจำนวนสถานพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการได้มากกว่า 1,100 แห่งจากหลายเครือข่าย ได้แก่ โรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข โรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงกลาโหม โรงพยาบาลมหาวิทยาลัย โรงพยาบาลสังกัดกรุงเทพมหานคร โรงพยาบาลเอกชน ฯลฯ โดยมีสถานพยาบาลที่ดำเนินการเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพผู้ป่วยแล้วมากกว่า 100 แห่ง และภายในปี 2567 นี้ จะสามารถเชื่อมข้อมูลให้แล้วเสร็จอีกอย่างน้อย 200 แห่ง</p>
<p style="font-weight: 400;">สำหรับการพัฒนา Health Link ในระยะต่อไป เทคโนโลยีดิจิทัลด้านสุขภาพจะเน้นไปที่การใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูลขนาดใหญ่เพื่อพัฒนาระบบสาธารรสุขไทยโดยใช้ข้อมูลเพื่อการวางแผนควบคุมโรค การวางแผนส่งเสริมสุขภาพเพื่อการป้องกันโรค การให้บริการประชาชนที่สะดวกรวดเร็ว รวมไปถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการวางแผนการกำกับดูแลสถานพยาบาลให้สามารถนำข้อมูลไปใช้วางแผนระบบงาน การกระจายวัคซีนและยารักษาโรค รวมถึงการคืนข้อมูลสู่ประชาชนให้สามารถเข้าถึงข้อมูลสุขภาพของตนเองได้เพื่อส่งเสริมดูแลสุขภาพ และยังสามารถต่อยอดการเชื่อมโยงข้อมูลร่วมกับกรมบัญชีกลาง สปสช. และระบบประกันสังคม ช่วยเพิ่มความสะดวกให้ประชาชนและลดภาระงานเอกสารของสถานพยาบาลในการดำเนินการเรื่องเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาล</p>
<p style="font-weight: 400;">ความชัดเจนของ “ก้าวต่อไป” ในระบบสาธารณสุขไทยจะถูกขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการดูแลสุขภาพประชาชนเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการจัดงานที่ต้องประชาสัมพันธ์และรายงานความคืบหน้าการดำเนินโครงการ Health Link เพื่อส่งเสริมการตระหนักรู้ถึงความสำคัญของการเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพในระดับประเทศ และประโยชน์ที่สถานพยาบาล หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง บุคลากรทางการแพทย์ และประชาชนจะได้รับ ทั้งเป็นการเปิดโอกาสให้บุคลากรในวงการสาธารณสุข ได้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้และมุมมองต่อการขับเคลื่อนนโยบายด้านสาธารณสุขดิจิทัล</p>
<p style="font-weight: 400;">สำหรับประชาชนผู้สนใจรับสิทธิ์การดูแลสุขภาพและต้องการเข้าร่วมในระบบ Health Link สามารถทำได้ง่าย ๆ เพียงแค่ยินยอมให้โรงพยาบาลส่งต่อข้อมูลประวัติการรักษาของท่านเข้าสู่ระบบได้ด้วยลงทะเบียนสมัคร Health Link ได้ฟรีในแอปพลิเคชันเป๋าตัง คลิกที่ “กระเป๋าสุขภาพ” และกดเลือก “สิทธิที่น่าสนใจ”  ดูวิธีการสมัครที่นี่  <a href="https://bit.ly/3VyBt5U" data-saferedirecturl="https://www.google.com/url?q=https://bit.ly/3VyBt5U&amp;source=gmail&amp;ust=1693309136147000&amp;usg=AOvVaw2l5WzJ0Kz6KfoY3SwOqh5H" target="_blank" rel="noopener">https://bit.ly/3VyBt5U</a>  หรือสมัครผ่านทางเว็บไซต์  <a href="http://www.healthlink.go.th/portal%20%20%E0%B9%82%E0%B8%94%E0%B8%A2" data-saferedirecturl="https://www.google.com/url?q=http://www.healthlink.go.th/portal%2520%2520%E0%B9%82%E0%B8%94%E0%B8%A2&amp;source=gmail&amp;ust=1693309136147000&amp;usg=AOvVaw0KEeJl_m0Xo57uTx19G7_8" target="_blank" rel="noopener">www.healthlink.go.th/portal  โดย</a>ยืนยันตัวตนผ่านแอปพลิเคชัน ThaID ของกรมการปกครอง สำหรับผู้ป่วยของโรงพยาบาลรามาธิบดีท่านสามารถสมัครผ่านทางแอปพลิเคชัน Rama โดย Health Link ยังมีบริการใหม่ให้ผู้ป่วยของโรงพยาบาลสังกัดสำนักการแพทย์ทั้ง 11 แห่ง สามารถสมัครได้ที่เคาน์เตอร์เวชระเบียนของโรงพยาบาลได้ทันทีเพียงแค่แจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบ</p>
<p style="font-weight: 400;">Health Link เป็นระบบเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพ ภายใต้ความร่วมมือระหว่างกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดศ.) และ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ให้แพทย์เข้าถึงข้อมูลประวัติการรักษาจากสถานพยาบาลอื่นได้อย่างสะดวกและปลอดภัย ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายของผู้ป่วยเมื่อย้ายสถานพยาบาล  Health Link มีเป้าหมายที่จะเป็นแพลตฟอร์มกลางของประเทศไทย ที่รองรับการแลกเปลี่ยนเชื่อมโยงข้อมูลประวัติการรักษาพยาบาล โดยใช้มาตรฐานข้อมูลกลางและมีความปลอดภัยในระดับมาตรฐานสากล สามารถรองรับปริมาณของข้อมูลจำนวนมากที่คาดว่าจะเติบโตอย่างก้าวกระโดดได้อย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใสและมีธรรมาภิบาล เพื่อสร้างกระบวนการในการบริหารจัดการของการเชื่อมโยงแลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างเป็นรูปธรรม (ดูข้อมูลโครงการ และรายชื่อสถานพยาบาลในเครือข่ายทั้งหมดได้ที่ <a href="https://www.healthlink.go.th/" data-saferedirecturl="https://www.google.com/url?q=https://www.healthlink.go.th/&amp;source=gmail&amp;ust=1693309136147000&amp;usg=AOvVaw0bZbVmLp5ywNYy7ghqyK1X" target="_blank" rel="noopener">www.healthlink.go.th/</a>)</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>10 ข้อที่ควรรู้ก่อนทำศัลยกรรมดึงหน้า</title>
		<link>https://bkkhealthcare.com/%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b9%82%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%a2%e0%b8%b5%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/10-%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%81%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%a8%e0%b8%b1%e0%b8%a5/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin BkkHealthcare]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 29 Jul 2023 05:47:24 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[เทคโนโลยีสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[ทำศัลยกรรมดึงหน้า]]></category>
		<category><![CDATA[ศัลยกรรมดึงหน้า]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://bkkhealthcare.com/?p=883</guid>

					<description><![CDATA[     เช็กลิสต์ 10 ข้อที่ควรรู้ก่อนทำศัลยกรรมดึงหน้า หากจะพูดถึงการทำศัลยกรรมดึงหน้าในปัจจุบัน กลายเป็นศัลยกรรมลำดับต้นที่กำลังได้รับความสนใจจาก คนทุกเพศที่ผิวหน้าหย่อนคล้อย มีริ้วรอย เพราะหากอยากให้ผิวหน้าถอยกลับไปเต่งตึงสมวัยหรืออ่อนกว่าวัยอีกครั้ง ทางที่เห็นผลทันตาที่สุด คือ การทำศัลยกรรมดึงหน้า และด้วยปัจจุบันที่เทคนิคการดึงหน้า ได้มีการพัฒนาไปมาก อีกทั้งยังมีทั้งคลินิกและสถานพยาบาลให้เลือกมากมาย รวมไปถึงโปรโมชั่นและโฆษณาชวนเชื่อต่างๆ จนไปถึงเทคนิคในแต่ละแห่งก็แตกต่างกัน  เราในฐานะผู้ใช้บริการจะมีทางเลือกในการตัดสินใจอย่างไร เรามีเช็กลิสต์ดีดี 10 ข้อที่ควรรู้ก่อนทำศัลยกรรมดึงหน้า โดยเป็นการให้ข้อมูลจากศัลยแพทย์ชื่อดัง นพ.ธนัญชัย อัศดามงคล  แพทย์เฉพาะทางด้านศัลยกรรมตกแต่ง และผู้อำนวยการศูนย์ศัลยกรรมความงามโรงพยาบาลบางมด ศัลยแพทย์ผู้ฝากผลงานการศัลยกรรมดึงหน้าทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่หลายคนต้องยกนิ้ว เช็กลิสต์ 10 ข้อที่ควรรู้ก่อนทำศัลยกรรมดึงหน้า 1. เทคนิคในการดึงหน้าคือเทคนิคอะไร เราต้องทราบว่าแพทย์ใช้เทคนิคอะไรในการศัลยกรรมดึงหน้า เพราะเทคนิคการดึงหน้ามีหลากหลายมาก แต่ในปัจจุบันเทคนิคการดึงหน้าที่ดีที่สุดคือการผ่าตัดลงลึกถึงชั้นกล้ามเนื้อระดับ SMAS จะได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าเทคนิคอื่น  ข้อดีคือผิวหน้าจะตึงกระชับอย่างเป็นธรรมชาติและอยู่ได้ในระยะยาวเห็นผลชัดเจน บางที่จะผ่าตัดเพียงแค่ผิวหนังด้านบนเท่านั้น  แม้ว่าข้อดีคือผ่าตัดง่ายสะดวกรวดเร็ว แต่ผลลัพธ์ที่ได้จะดูไม่เป็นธรรมชาติ และอยู่ไม่ยาวนาน เหมือนกับการผ่าตัดที่ลงลึกถึงชั้นกล้ามเนื้อระดับ SMAS 2. เทคนิคโดยรวมมีคอนเซ็ปต์อย่างไร แต่ละสถานพยาบาลจะมีคอนเซ็ปต์การทำศัลยกรรมดึงหน้าไม่เหมือนกัน  ดังนั้นต้องดูว่าเราพึงพอใจกับคอนเซ็ปต์ของแต่ละที่ไหม บางที่ดึงหน้าจนตึงมากจนใบหน้าเปลี่ยนและดูไม่ธรรมชาติ แต่บางที่เน้นความเป็นธรรมชาติ   อย่างที่ศูนย์ศัลยกรรมความงามโรงพยาบาลบางมดเราจะมีเทคนิคการดึงหน้าแบบ  Modern Facelift  คือเน้นการผ่าตัดแบบแผลเล็ก [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div>     <span style="font-size: large;"><b>เช็กลิสต์ 10 ข้อที่ควรรู้ก่อนทำศัลยกรรมดึ<wbr />งหน้า</b></span></div>
<div><span style="font-size: large;"><b><br />
</b>หากจะพูดถึงการทำศัลยกรรมดึงหน้<wbr />าในปัจจุบัน กลายเป็นศัลยกรรมลำดับต้นที่<wbr />กำลังได้รับความสนใจจาก คนทุกเพศที่ผิวหน้าหย่อนคล้อย มีริ้วรอย เพราะหากอยากให้ผิวหน้าถอยกลั<wbr />บไปเต่งตึงสมวัยหรืออ่อนกว่าวั<wbr />ยอีกครั้ง ทางที่เห็นผลทันตาที่สุด คือ การทำศัลยกรรมดึงหน้า และด้วยปัจจุบันที่เทคนิคการดึ<wbr />งหน้า ได้มีการพัฒนาไปมาก อีกทั้งยังมีทั้งคลินิ<wbr />กและสถานพยาบาลให้เลือกมากมาย รวมไปถึงโปรโมชั่<wbr />นและโฆษณาชวนเชื่อต่างๆ จนไปถึงเทคนิคในแต่ละแห่งก็<wbr />แตกต่างกัน  เราในฐานะผู้ใช้บริการจะมี<wbr />ทางเลือกในการตัดสินใจอย่างไร เรามีเช็กลิสต์ดีดี 10 ข้อที่ควรรู้ก่อนทำศัลยกรรมดึ<wbr />งหน้า โดยเป็นการให้ข้อมูลจากศั<wbr />ลยแพทย์ชื่อดัง นพ.ธนัญชัย อัศดามงคล  แพทย์เฉพาะทางด้านศั<wbr />ลยกรรมตกแต่ง และผู้อำนวยการศูนย์ศั<wbr />ลยกรรมความงามโรงพยาบาลบางมด ศัลยแพทย์ผู้ฝากผลงานการศั<wbr />ลยกรรมดึงหน้าทั้<wbr />งชาวไทยและชาวต่างชาติที่<wbr />หลายคนต้องยกนิ้ว</p>
<p></span></div>
<div><img decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-896" src="https://bkkhealthcare.com/wp-content/uploads/2023/07/ดึงหน้าเทคนิคบางมด-1.jpg" alt="" width="2048" height="2048" srcset="https://bkkhealthcare.com/wp-content/uploads/2023/07/ดึงหน้าเทคนิคบางมด-1.jpg 2048w, https://bkkhealthcare.com/wp-content/uploads/2023/07/ดึงหน้าเทคนิคบางมด-1-300x300.jpg 300w, https://bkkhealthcare.com/wp-content/uploads/2023/07/ดึงหน้าเทคนิคบางมด-1-1024x1024.jpg 1024w, https://bkkhealthcare.com/wp-content/uploads/2023/07/ดึงหน้าเทคนิคบางมด-1-150x150.jpg 150w, https://bkkhealthcare.com/wp-content/uploads/2023/07/ดึงหน้าเทคนิคบางมด-1-768x768.jpg 768w, https://bkkhealthcare.com/wp-content/uploads/2023/07/ดึงหน้าเทคนิคบางมด-1-1536x1536.jpg 1536w, https://bkkhealthcare.com/wp-content/uploads/2023/07/ดึงหน้าเทคนิคบางมด-1-696x696.jpg 696w, https://bkkhealthcare.com/wp-content/uploads/2023/07/ดึงหน้าเทคนิคบางมด-1-1068x1068.jpg 1068w, https://bkkhealthcare.com/wp-content/uploads/2023/07/ดึงหน้าเทคนิคบางมด-1-420x420.jpg 420w" sizes="(max-width: 2048px) 100vw, 2048px" /> <img decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-895" src="https://bkkhealthcare.com/wp-content/uploads/2023/07/ดึงหน้าเทคนิคบางมด-2.jpg" alt="" width="1240" height="1754" srcset="https://bkkhealthcare.com/wp-content/uploads/2023/07/ดึงหน้าเทคนิคบางมด-2.jpg 1240w, https://bkkhealthcare.com/wp-content/uploads/2023/07/ดึงหน้าเทคนิคบางมด-2-212x300.jpg 212w, https://bkkhealthcare.com/wp-content/uploads/2023/07/ดึงหน้าเทคนิคบางมด-2-724x1024.jpg 724w, https://bkkhealthcare.com/wp-content/uploads/2023/07/ดึงหน้าเทคนิคบางมด-2-768x1086.jpg 768w, https://bkkhealthcare.com/wp-content/uploads/2023/07/ดึงหน้าเทคนิคบางมด-2-1086x1536.jpg 1086w, https://bkkhealthcare.com/wp-content/uploads/2023/07/ดึงหน้าเทคนิคบางมด-2-696x985.jpg 696w, https://bkkhealthcare.com/wp-content/uploads/2023/07/ดึงหน้าเทคนิคบางมด-2-1068x1511.jpg 1068w, https://bkkhealthcare.com/wp-content/uploads/2023/07/ดึงหน้าเทคนิคบางมด-2-297x420.jpg 297w" sizes="(max-width: 1240px) 100vw, 1240px" /></div>
<div></div>
<div><span style="font-size: large;">เช็กลิสต์ 10 ข้อที่ควรรู้ก่อนทำศัลยกรรมดึ<wbr />งหน้า</span></div>
<div><span style="font-size: large;"><br />
1. เทคนิคในการดึงหน้าคือเทคนิ<wbr />คอะไร<br />
เราต้องทราบว่าแพทย์ใช้เทคนิ<wbr />คอะไรในการศัลยกรรมดึงหน้า เพราะเทคนิคการดึงหน้ามี<wbr />หลากหลายมาก แต่ในปัจจุบันเทคนิคการดึงหน้<wbr />าที่ดีที่สุดคือการผ่าตัดลงลึ<wbr />กถึงชั้นกล้ามเนื้อระดับ SMAS จะได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าเทคนิคอื่<wbr />น  ข้อดีคือผิวหน้าจะตึงกระชับอย่<wbr />างเป็นธรรมชาติและอยู่ได้<wbr />ในระยะยาวเห็นผลชัดเจน บางที่จะผ่าตัดเพียงแค่ผิวหนั<wbr />งด้านบนเท่านั้น  แม้ว่าข้อดีคือผ่าตัดง่<wbr />ายสะดวกรวดเร็ว แต่ผลลัพธ์ที่ได้จะดูไม่เป็<wbr />นธรรมชาติ และอยู่ไม่ยาวนาน เหมือนกับการผ่าตัดที่ลงลึกถึ<wbr />งชั้นกล้ามเนื้อระดับ SMAS</span></div>
<div><span style="font-size: large;"><br />
2. เทคนิคโดยรวมมีคอนเซ็ปต์อย่างไร<br />
แต่ละสถานพยาบาลจะมีคอนเซ็ปต์<wbr />การทำศัลยกรรมดึงหน้าไม่เหมื<wbr />อนกัน  ดังนั้นต้องดูว่าเราพึงพอใจกั<wbr />บคอนเซ็ปต์ของแต่ละที่ไหม บางที่ดึงหน้าจนตึงมากจนใบหน้<wbr />าเปลี่ยนและดูไม่ธรรมชาติ แต่บางที่เน้นความเป็นธรรมชาติ   อย่างที่ศูนย์ศั<wbr />ลยกรรมความงามโรงพยาบาลบางมดเรา<wbr />จะมีเทคนิคการดึงหน้าแบบ  Modern Facelift  คือเน้นการผ่าตัดแบบแผลเล็ก เจ็บน้อย หายเร็ว เน้นความเป็นธรรมชาติ โดยใบหน้าจะดูอ่อนเยาว์เหมือนย้<wbr />อนอายุกลับไปมากกว่า คอนเซ็ปต์ของเราคือศัลยกรรมดึ<wbr />งหน้าเพื่อให้คุณย้อนวัยกลั<wbr />บไปเป็นตัวคุณเอง ถ้าไม่สังเกตอาจจะไม่เห็นว่<wbr />าเราดึงหน้ามา แต่จะดูว่าอายุน้อยลง   เวลาเรายิ้มหรือแสดงสีหน้าก็<wbr />จะแสดงได้เหมือนเดิม บางคนดึงหน้าจนตึงมากเกินไป หลับตาไม่สนิท  เวลายิ้มมองแทบไม่เห็นร่องแก้ม มันจะดูไม่ธรรมชาติ    </span></div>
<div><span style="font-size: large;"><br />
3. เลือกดึงหน้าเฉพาะส่วนได้อย่<wbr />างตรงจุด<br />
ในอดีตหลายคนมักคิดว่าการดึงหน้<wbr />าต้องดึงทั้งหน้า แต่ในความเป็นจริงด้วยเทคนิคปั<wbr />จจุบัน เราสามารถทำแยกส่วนได้ ไม่จำเป็นต้องทำทั้งใบหน้า จึงทำให้แก้ปัญหาได้ตรงจุ<wbr />ดมากกว่า พักฟื้นเร็วกว่า  เช่นบางคนอายุมากแต่ใบหน้าส่<wbr />วนบนยังตึงแต่มีร่องน้ำ<wbr />หมากเราก็เลือกดึงแค่ใบหน้าส่<wbr />วนล่าง  หรือบางคนหน้ายังตึงแต่คอหย่<wbr />อนเราก็เลือกดึงแค่คอ  ถ้าเราดึงได้ตรงปัญหาก็จะได้<wbr />ผลลัพธ์ที่ดี</span></div>
<div><span style="font-size: large;"><br />
4. การตรวจวิเคราะห์กับแพทย์<wbr />โดยละเอียด<br />
การตรวจวิเคราะห์กับแพทย์<wbr />โดยละเอียดควรเป็นสิ่งที่เราต้<wbr />องคำนึง  เพราะก่อนจะต้องทำศัลยกรรมดึ<wbr />งหน้าเราจะมีการตรวจวัดระดั<wbr />บความหย่อนคล้อยของใบหน้าอย่<wbr />างละเอียด เช่นหากหย่อนคล้อยในระดับเกรด 1-2  อาจจะยังไม่ต้องผ่าตัด  แต่ถ้าหย่อนคล้อยในระดับเกรด 3-4 แพทย์จะแนะนำให้ผ่าตัดได้  ดังนั้นอย่าเพียงส่งภาพใบหน้<wbr />าของเราให้แพทย์วิเคราะห์ควรเข้<wbr />ามาปรึกษาที่สถานพยาบาลจะดีกว่า และแพทย์สามารถวิเคราะห์ปั<wbr />ญหาได้อย่างตรงจุด</span></div>
<div><span style="font-size: large;"><br />
5. นอกจากดึงหน้ามีการเสริมส่วนอื่<wbr />นอีกไหม<br />
นอกจากการผ่าตัดดึงหน้า แพทย์มีการเสริมส่วนอื่นไหม เช่นการฉีดไขมันของตัวเอง (Fat Grafting) ผสานสารสกัดพลาสม่า (PRP)  ทั่วใบหน้า  ร่วมกับการผ่าตัดดึงหน้า ซึ่งสามารถทำร่วมกันในการผ่าตั<wbr />ดครั้งเดียวได้จึง ช่วยเติมเต็มร่อง และริ้วรอยต่างๆ ให้ตื้นลง และทำให้คุณภาพของผิวดีขึ้นได้<wbr />อีกด้วย</span></div>
<div><span style="font-size: large;"><br />
6. หมอที่ผ่าตัดเป็นแพทย์ผู้เชี่<wbr />ยวชาญจริงไหม<br />
ต้องดูว่าแพทย์ที่ทำการผ่าตั<wbr />ดให้เรา เป็นศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจริ<wbr />งไหมเพราะการผ่าตัดกั<wbr />บหมอเฉพาะทางจะทำให้ได้ผลลัพธ์<wbr />ออกมาสวยและปลอดภัยมากกว่า    โดยสามารถเช็กได้โดยการนำชื่<wbr />อศัลยแพทย์ ไปเช็กจากฐานข้อมูลบนเว็บไซต์<wbr />แพทยสภา (<a href="https://checkmd.tmc.or.th/" target="_blank" rel="noopener" data-saferedirecturl="https://www.google.com/url?q=https://checkmd.tmc.or.th&amp;source=gmail&amp;ust=1690689761308000&amp;usg=AOvVaw28jz773aqGXizBmiGBd84I">https://checkmd.tmc.or.th</a>) ที่ดูได้ว่ามีประสบการณ์กี่ปี เรียนจบเฉพาะทางด้านใด   สำหรับสถานพยาบาลสามารถเช็<wbr />กจากเว็บไซต์กรมสนับสนุนบริ<wbr />การสุขภาพ หรือ สบส. (<a href="http://privatehospital.hss.moph.go.th/" target="_blank" rel="noopener" data-saferedirecturl="https://www.google.com/url?q=http://privatehospital.hss.moph.go.th&amp;source=gmail&amp;ust=1690689761308000&amp;usg=AOvVaw3Jut8fc1xnoLuvvTNo1u6-">http://privatehospital.hss.<wbr />moph.go.th</a>)   เพื่อความมั่นใจ ก่อนการตัดสินใจเพื่อทำศัลยกรรม</span></div>
<div><span style="font-size: large;"><br />
7. การดึงหน้าเป็นผ่าตัดใหญ่ต้องมี<wbr />ทีมที่พร้อม<br />
การผ่าตัดศัลยกรรมใหญ่เราควรต้<wbr />องมีทีมแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญ  มีวิสัญญีแพทย์ และทีมพยาบาลครบครัน เพราะการมีทีมที่พร้อมจะช่<wbr />วยทำให้การผ่าตัดเป็นไปอย่<wbr />างปลอดภัยและราบรื่น </span></div>
<div><span style="font-size: large;"><br />
8. การพักฟื้นและการดูแลหลังผ่าตัด<br />
การผ่าตัดศัลยกรรมดึงหน้าเป็<wbr />นการทำศัลยกรรมใหญ่ จำเป็นต้องนอนพักฟื้นที่<wbr />โรงพยาบาล และมีทีมพยาบาลวิชาชีพดูแลอย่<wbr />างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง</span></div>
<div><span style="font-size: large;"><br />
9. เลือกสถานพยาบาล<br />
ดูมาตรฐานด้านความปลอดภัยเป็<wbr />นหลัก  นอกจากจะเลือกแพทย์แล้วส่<wbr />วนสำคัญคือสถานพยาบาล ให้ดูว่ามีวัสดุอุปกรณ์<wbr />และสถานที่ที่ได้มาตรฐานสำหรั<wbr />บการผ่าตัด  รวมถึงการเตรียมความพร้<wbr />อมในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินจะทำให้<wbr />เข้าถึงการช่วยชีวิตที่ง่<wbr />ายและปลอดภัยมากขึ้น  </span></div>
<div><span style="font-size: large;"><br />
10.ให้ดูผลงานของหมอ ไม่เน้นดูรีวิว<br />
ให้ทุกท่านเน้นการดู<wbr />ผลงานของแพทย์และโรงพยาบาลนั้นๆ  ส่วนใหญ่หมอจะแนะนำให้ดูจากรี<wbr />วิวจากผู้ใช้ บริการจริง ( customer review)  ร่วมกับวิชาการทางการแพทย์ ไม่อยากให้ดูแค่รีวิวศัลยกรรมที่<wbr />จ้างดาราหรือ Influencer  เพราะอาจจะทำให้เกิดความคาดหวั<wbr />งที่เกินจริงได้  </span></div>
<div><span style="font-size: large;"><br />
นพ.ธนัญชัย ยังกล่าวอีกว่า  ในขณะที่เทคนิคทางการแพทย์สมั<wbr />ยใหม่ก็พัฒนาขึ้น จึงเปิดโอกาสให้คนทุกเพศทุกวั<wbr />ยสนใจเข้ารับการผ่าตัดศั<wbr />ลยกรรมได้เปิดกว้างมากขึ้น เช่นศัลยกรรมดึงหน้า เมื่อก่อนคนที่จะดึงหน้าส่<wbr />วนใหญ่จะมีอายุประมาณ  60-70 ปีถึงจะมาทำศัลยกรรม แต่ในปัจจุบันอายุประมาณ 30-40 ปีก็เริ่มมาทำศัลกรรมแล้ว ซึ่งเป็นการดึงหน้าเฉพาะส่วนที่<wbr />มีความหย่อนคล้อยเช่น  คนช่วงวัย 30-40 ปี อาจจะมีหางตาหรือคิ้วที่เริ่<wbr />มตกไปตามวัย บางคนเริ่มปรากฏรอยตีนกา ซึ่งถ้าเป็นเมื่อก่อนอายุ 30-40 ปี หมอจะยังไม่แนะนำให้ดึงหน้า ตรงกันข้ามกับปัจจุบันด้วยเทคนิ<wbr />คทางการแพทย์ที่ดีขึ้นทำให้<wbr />เราสามารถดึงหน้าแยกส่วนได้ สามารถฉีดยาชาทำโดยไม่ต้องผ่าตั<wbr />ดใหญ่ ใช้เวลาน้อยลงและตรงปัญหามากขึ้<wbr />น เช่น คนวัย 30-40 ปีที่มาดึงเฉพาะส่วน ใช้เวลา 30 นาทีก็เสร็จแล้ว ถือเป็นการผ่าตัดเล็ก ดูแลง่าย<br />
ทั้งนี้คุณหมอธนัญชัยยังฝากทิ้<wbr />งท้ายเรื่อง “จริยธรรมแพทย์” เพราะจรรยาบรรณและความรับผิ<wbr />ดชอบที่ศัลยแพทย์ควรมีมากกว่<wbr />าการมุ่งแต่ผลตอบแทนทางธุรกิจ ด้วยการให้ข้อมูลตามความเป็นจริ<wbr />ง อธิบายข้อดี-ข้อเสียและโอกาสเกิ<wbr />ดผลแทรกซ้อนทั้งหมดอย่างละเอียด  ซึ่งต้องคำนึงถึงความปลอดภั<wbr />ยเป็นสำคัญ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้น เกิดความปลอดภัย และเกิดประโยชน์อย่างแท้จริง</span></div>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เมมโมรี่โฟมสำหรับเท้าของคุณ: ข้อดีและข้อเสีย</title>
		<link>https://bkkhealthcare.com/%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b9%82%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%a2%e0%b8%b5%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%a1%e0%b9%82%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b9%82%e0%b8%9f%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%82/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin BkkHealthcare]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 01 Feb 2023 12:50:35 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[เทคโนโลยีสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[เมมโมรี่โฟม]]></category>
		<category><![CDATA[เมมโมรี่โฟมสำหรับเท้า]]></category>
		<category><![CDATA[เมมโมรี่โฟมสำหรับเท้าของคุณ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://bkkhealthcare.com/?p=829</guid>

					<description><![CDATA[เมมโมรี่โฟมสำหรับเท้าของคุณ: ข้อดีและข้อเสีย ในอดีตผู้คนจะออกไปซื้อเมมโมรี่โฟมราคาแพงสำหรับเท้าของพวกเขา อย่างไรก็ตาม การปฏิบัตินี้ไม่จำเป็นอีกต่อไป ตอนนี้คุณสามารถซื้อเมมโมรี่โฟมราคาไม่แพงสำหรับเท้าของคุณโดยไม่ต้องเสียเงิน นี่คือเหตุผลที่ดีที่สุดบางประการในการทำเช่นนั้น: เมมโมรี่โฟมดีต่อเท้าของคุณ เมมโมรี่โฟมเป็นวัสดุประเภทหนึ่งที่ตอบสนองได้ดีและโอบรับกับรูปเท้าของคุณ สิ่งนี้สามารถช่วยลดแรงกระแทก การรองรับ และความสบาย ลดความเสี่ยงของอาการปวดเท้าและความเมื่อยล้า เมมโมรี่โฟมยังช่วยควบคุมการเคลื่อนไหวช่วยลดแรงกระแทกจากการออกกำลังกายและกิจกรรมในชีวิตประจำวัน เมมโมรี่โฟมสามารถช่วยเท้าของคุณได้อย่างไร เมมโมรี่โฟมช่วยลดอาการปวดเท้าได้ เมมโมรีโฟมมักใช้ในแผ่นรองฝ่าเท้าเนื่องจากทำความสะอาดและบำรุงรักษาง่าย มีรูปทรงต่ำ และทนทาน เมมโมรี่โฟมยังช่วยเพิ่มความสบาย เมื่อคุณซื้อที่นอนเมมโมรี่โฟม โปรดเลือกประเภทของเมมโมรี่โฟมที่เหมาะกับเท้าของคุณ บางคนชอบเมมโมรี่โฟมที่ไม่ซึมผ่านเพื่อให้หายใจได้สะดวก คนอื่นๆ ชอบเมมโมรี่โฟมที่ซึมผ่านได้ ดังนั้นพวกเขาจึงต้องดูแลเป็นพิเศษเมื่อนอนคว่ำ สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเลือกที่นอนเมมโมรี่โฟมที่ดีที่สุดสำหรับคุณ โปรดไปที่memoryfoam.com หรือพูดคุยกับตัวแทนฝ่ายบริการลูกค้าที่ร้านค้าใกล้บ้านคุณ เมมโมรี่โฟมช่วยลดอาการปวดเท้าได้อย่างไร การใช้งานทั่วไปอย่างหนึ่งสำหรับเมมโมรี่โฟมคือเป็นแผ่นรองนอน: ทำความสะอาดและบำรุงรักษาง่าย มีรูปทรงต่ำ และทนทานเพียงพอสำหรับการใช้งานในระยะยาว (แม้ว่าจะทนทานไม่เท่ายางลาเท็กซ์) สำหรับผู้ที่เป็นโรคเอ็นฝ่าเท้าอักเสบหรือปวดส้นเท้าเรื้อรัง การใช้ Memory Foam อาจเป็นวิธีแก้ปัญหาที่ได้ผล! ไม่เพียงแต่เท้าของคุณจะรู้สึกนุ่มขึ้นหลังการนอนหลับเท่านั้น แต่คุณยังหลีกเลี่ยงการระคายเคืองหรือตุ่มพองจากแผ่นรองฝ่าเท้าแบบดั้งเดิมได้อีกด้วย! ลูกค้าหลายคนพบว่าแม้จะไม่มีผลิตภัณฑ์รองฝ่าเท้าใดๆ พวกเขาก็ยังรู้สึกผ่อนคลายขณะนอนราบเนื่องจากจุดกดทับที่เกิดจากการไหลเวียนของเลือดอิสระซึ่งสะสมเมื่อเวลาผ่านไป หากคุณกำลังมองหาที่นอนโฟมสำหรับวางเท้า มีบางสิ่งที่คุณจำเป็นต้องรู้ บางคนชอบเมมโมรี่โฟมที่ไม่ซึมผ่านเพื่อให้หายใจได้สะดวก คนอื่นๆ ชอบเมมโมรี่โฟมที่ซึมผ่านได้ ดังนั้นพวกเขาจึงต้องดูแลเป็นพิเศษเมื่อนอนคว่ำ สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเลือกที่นอนเมมโมรี่โฟมที่ดีที่สุดสำหรับคุณ โปรดไปที่memoryfoam.com หรือพูดคุยกับตัวแทนฝ่ายบริการลูกค้าที่ร้านค้าใกล้บ้านคุณ ข้อดีและข้อเสียของเมมโมรี่โฟมสำหรับเท้าของคุณ ประโยชน์ของเมมโมรี่โฟมสำหรับเท้ามีมากมายและหลากหลาย [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมมโมรี่โฟมสำหรับเท้าของคุณ: ข้อดีและข้อเสีย</p>
<p>ในอดีตผู้คนจะออกไปซื้อเมมโมรี่โฟมราคาแพงสำหรับเท้าของพวกเขา อย่างไรก็ตาม การปฏิบัตินี้ไม่จำเป็นอีกต่อไป ตอนนี้คุณสามารถซื้อเมมโมรี่โฟมราคาไม่แพงสำหรับเท้าของคุณโดยไม่ต้องเสียเงิน นี่คือเหตุผลที่ดีที่สุดบางประการในการทำเช่นนั้น:</p>
<p>เมมโมรี่โฟมดีต่อเท้าของคุณ เมมโมรี่โฟมเป็นวัสดุประเภทหนึ่งที่ตอบสนองได้ดีและโอบรับกับรูปเท้าของคุณ สิ่งนี้สามารถช่วยลดแรงกระแทก การรองรับ และความสบาย ลดความเสี่ยงของอาการปวดเท้าและความเมื่อยล้า เมมโมรี่โฟมยังช่วยควบคุมการเคลื่อนไหวช่วยลดแรงกระแทกจากการออกกำลังกายและกิจกรรมในชีวิตประจำวัน</p>
<p>เมมโมรี่โฟมสามารถช่วยเท้าของคุณได้อย่างไร</p>
<p>เมมโมรี่โฟมช่วยลดอาการปวดเท้าได้ เมมโมรีโฟมมักใช้ในแผ่นรองฝ่าเท้าเนื่องจากทำความสะอาดและบำรุงรักษาง่าย มีรูปทรงต่ำ และทนทาน</p>
<p>เมมโมรี่โฟมยังช่วยเพิ่มความสบาย เมื่อคุณซื้อที่นอนเมมโมรี่โฟม โปรดเลือกประเภทของเมมโมรี่โฟมที่เหมาะกับเท้าของคุณ บางคนชอบเมมโมรี่โฟมที่ไม่ซึมผ่านเพื่อให้หายใจได้สะดวก คนอื่นๆ ชอบเมมโมรี่โฟมที่ซึมผ่านได้ ดังนั้นพวกเขาจึงต้องดูแลเป็นพิเศษเมื่อนอนคว่ำ สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเลือกที่นอนเมมโมรี่โฟมที่ดีที่สุดสำหรับคุณ โปรดไปที่memoryfoam.com หรือพูดคุยกับตัวแทนฝ่ายบริการลูกค้าที่ร้านค้าใกล้บ้านคุณ</p>
<p>เมมโมรี่โฟมช่วยลดอาการปวดเท้าได้อย่างไร</p>
<p>การใช้งานทั่วไปอย่างหนึ่งสำหรับเมมโมรี่โฟมคือเป็นแผ่นรองนอน: ทำความสะอาดและบำรุงรักษาง่าย มีรูปทรงต่ำ และทนทานเพียงพอสำหรับการใช้งานในระยะยาว (แม้ว่าจะทนทานไม่เท่ายางลาเท็กซ์) สำหรับผู้ที่เป็นโรคเอ็นฝ่าเท้าอักเสบหรือปวดส้นเท้าเรื้อรัง การใช้ Memory Foam อาจเป็นวิธีแก้ปัญหาที่ได้ผล! ไม่เพียงแต่เท้าของคุณจะรู้สึกนุ่มขึ้นหลังการนอนหลับเท่านั้น แต่คุณยังหลีกเลี่ยงการระคายเคืองหรือตุ่มพองจากแผ่นรองฝ่าเท้าแบบดั้งเดิมได้อีกด้วย!</p>
<p>ลูกค้าหลายคนพบว่าแม้จะไม่มีผลิตภัณฑ์รองฝ่าเท้าใดๆ พวกเขาก็ยังรู้สึกผ่อนคลายขณะนอนราบเนื่องจากจุดกดทับที่เกิดจากการไหลเวียนของเลือดอิสระซึ่งสะสมเมื่อเวลาผ่านไป</p>
<p>หากคุณกำลังมองหาที่นอนโฟมสำหรับวางเท้า มีบางสิ่งที่คุณจำเป็นต้องรู้</p>
<p>บางคนชอบเมมโมรี่โฟมที่ไม่ซึมผ่านเพื่อให้หายใจได้สะดวก คนอื่นๆ ชอบเมมโมรี่โฟมที่ซึมผ่านได้ ดังนั้นพวกเขาจึงต้องดูแลเป็นพิเศษเมื่อนอนคว่ำ สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเลือกที่นอนเมมโมรี่โฟมที่ดีที่สุดสำหรับคุณ โปรดไปที่memoryfoam.com หรือพูดคุยกับตัวแทนฝ่ายบริการลูกค้าที่ร้านค้าใกล้บ้านคุณ</p>
<p>ข้อดีและข้อเสียของเมมโมรี่โฟมสำหรับเท้าของคุณ</p>
<p>ประโยชน์ของเมมโมรี่โฟมสำหรับเท้ามีมากมายและหลากหลาย แม้ว่าจะมีข้อเสียบางประการที่ต้องพิจารณา แต่โดยรวมแล้ว ข้อดีของเมมโมรี่โฟมสำหรับเท้านั้นมีมากกว่าข้อเสีย</p>
<p>ประโยชน์หลักบางประการของการใช้เมมโมรี่โฟมสำหรับเท้า ได้แก่:</p>
<p>&#8211; เพิ่มความสะดวกสบายและการรองรับ</p>
<p>&#8211; น้ำหนักตัวลดลงและบวม</p>
<p>&#8211; อายุยืนยาวขึ้น</p>
<p>&#8211; ปรับปรุงคุณภาพการนอนหลับ</p>
<p>&#8211; เพิ่มการไหลเวียน</p>
<p>&#8211; ลดอาการปวดและอักเสบ</p>
<p>&#8211; ปรับปรุงความคล่องตัวและฟังก์ชั่น</p>
<p>&#8211; ลดอาการบวมและความเมื่อยล้า</p>
<p>ข้อเสียของเมมโมรี่โฟมสำหรับเท้าของคุณ</p>
<p>มีข้อเสียเล็กน้อยที่ต้องพิจารณาเมื่อพูดถึงเมมโมรี่โฟมสำหรับเท้า แต่โดยรวมแล้ว ปัจจัยเหล่านี้มักจะมีน้ำหนักมากกว่าข้อดี ข้อเสียที่สำคัญบางประการที่ควรคำนึงถึงเมื่อเลือกเมมโมรี่โฟมสำหรับเท้า ได้แก่ :</p>
<p>&#8211; เพิ่มระดับเสียงเมื่อเดินหรือนอนหลับ</p>
<p>&#8211; การแสดงตนของสารก่อภูมิแพ้ในผลิตภัณฑ์</p>
<p>&#8211; ที่นอนที่ยากต่อการเลือกที่เหมาะสมสำหรับคุณ</p>
<p>&#8211; หายใจเข้าและออกจากผลิตภัณฑ์ลำบาก</p>
<p>&#8211; รอยสีน้ำตาลบนเท้าของคุณหลังจากใช้เมมโมรี่โฟมเป็นเวลาหลายชั่วโมง</p>
<p>เคล็ดลับการใช้เมมโมรี่โฟมกับเท้าของคุณ</p>
<p>สามารถใช้เมมโมรี่โฟมเพื่อลดจำนวนก้าวที่ต้องทำเพื่อลุกขึ้นยืน เลือกขนาดที่สบายสำหรับคุณและเท้าของคุณ และตรวจสอบให้แน่ใจว่าพอดีกับที่นอนของคุณ</p>
<p>ใช้เมมโมรี่โฟมเพื่อลดอาการปวดเท้า</p>
<p>เมมโมรี่โฟมสามารถช่วยลดอาการปวดเท้าได้โดยการลดปริมาณแรงกดที่เท้าเมื่อคุณเดินหรือยืน สิ่งนี้สามารถช่วยปรับปรุงการทำงานและป้องกันการบาดเจ็บจากความเครียดซ้ำซาก นอกจากนี้ เมมโมรี่โฟมยังช่วยรองรับเท้าของคุณในขณะนอนหลับ คุณจึงนอนหลับสบายตลอดคืน</p>
<p>ค้นหาว่าเมมโมรีโฟมช่วยลดอาการปวดเท้าได้อย่างไร</p>
<p>เมมโมรี่โฟมมักใช้เป็นยาแก้ปวด (ยาแก้ปวด) และยากันชัก (กันชัก) นอกจากนี้ยังได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพในการลดการอักเสบและบวมบริเวณข้อเท้า เท้า และบริเวณขาท่อนล่าง หากคุณมีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับอาการปวดหรือบวมระหว่างทำกิจกรรม เช่น เดินหรือยืน ให้ปรึกษาแพทย์หรือนักบำบัดเกี่ยวกับการใช้เมมโมรีโฟมสำหรับอาการเหล่านั้น</p>
<p>บทสรุป</p>
<p>เมมโมรี่โฟมสามารถช่วยลดอาการปวดเท้าและช่วยให้เคลื่อนไหวได้ดีขึ้น หากคุณกำลังมองหาที่นอนโฟมสำหรับวางเท้า มีบางสิ่งที่คุณจำเป็นต้องรู้ เริ่มต้นด้วยการเลือกขนาดเตียงที่เหมาะสม ใช้เมมโมรีโฟมเพื่อลดจำนวนก้าวที่คุณต้องเดินไปถึงเท้า และค้นหาว่าเมมโมรีโฟมช่วยลดอาการปวดเท้าได้อย่างไร ขอบคุณที่อ่าน!</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>พลิกโฉมวงการสุขภาพด้วยบล็อกเชน  “เอเวอร์ เมดิคอล เทคโนโลยี” เปิดตัวอย่างเป็นทางการ   พร้อมมุ่งหวังพัฒนาคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพด้วยเทคโนโลยี</title>
		<link>https://bkkhealthcare.com/%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b9%82%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%a2%e0%b8%b5%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b8%9a%e0%b8%a5%e0%b9%87%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%99-ever-healthcare/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[BKK Healthcare]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 03 Jul 2022 03:21:55 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[เทคโนโลยีสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[EVER Healthcare]]></category>
		<category><![CDATA[evernetwork]]></category>
		<category><![CDATA[Medical Tourism]]></category>
		<category><![CDATA[บล็อกเชน]]></category>
		<category><![CDATA[เอเวอร์ เมดิคอล เทคโนโลยี]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://bkkhealthcare.com/?p=757</guid>

					<description><![CDATA[EVER Healthcare : บริษัท เอเวอร์ เมดิคอล เทคโนโลยี จํากัด สตาร์ทอัพระดับโลก ที่ได้รับกล่าวถึงจากนิตยสาร Forbes Global และได้รับรางวัล 1 ใน 5 บริษัทเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่น่าจับตามองที่สุดในโลก จาก CIO Review Europe เดินหน้ารุกพลิกโฉมวงการสุขภาพด้วยเทคโนโลยีบล็อกเชน พร้อมเปิดตัว EVER Healthcare แพลตฟอร์มการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ (Medical Tourism) และ EVER Health Wallet ระบบกระเป๋าสุขภาพที่จัดเก็บข้อมูลสุขภาพของผู้ป่วยผ่านบล็อกเชน เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้ป่วยด้วยเทคโนโลยี คาดการณ์ตลาดสุขภาพพลิกฟื้นเติบโตหลังการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 และปลดล็อกมาตรการเปิดประเทศต้อนรับนักท่องเที่ยว นายภาณุสิชฌ์ ชมะนันทน์ ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (Founder and Chief Executive Officer) บริษัท เอเวอร์ เมดิคอล เทคโนโลยี จํากัด กล่าวว่า บริษัทฯ เป็นผู้นำในด้านเทคโนโลยีทางการแพทย์ ก่อตั้งขึ้นในปี 2017 โดยมุ่งเน้นการทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องการส่งต่อ-แลกเปลี่ยนข้อมูลสุขภาพระหว่างโรงพยาบาล และการที่ผู้ป่วยไม่ได้เป็นเจ้าของข้อมูลสุขภาพของตนเองอย่างแท้จริงตามสิทธิ์ที่ควรจะได้รับ เอเวอร์จึงมีเป้าหมายในการทำลายกำแพงที่กั้นระหว่างผู้ป่วยและการรักษาที่มีประสิทธิภาพ เพื่อช่วยให้การส่งต่อข้อมูลเหล่านั้นเกิดประสิทธิผลสูงสุด พร้อมอำนวยความสะดวกให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาอย่างตรงจุดมากที่สุดด้วยค่าใช้จ่ายที่ถูกลง ผ่านการใช้งานบล็อกเชน (Blockchain) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่เอเวอร์เชี่ยวชาญ ผสานไปกับวงการแพทย์ เพื่อใช้เทคโนโลยีเป็นกุญแจสำคัญในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p style="font-weight: 400;">EVER Healthcare : <strong>บริษัท เอเวอร์ เมดิคอล เทคโนโลยี จํากัด</strong> สตาร์ทอัพระดับโลก ที่ได้รับกล่าวถึงจากนิตยสาร Forbes Global และได้รับรางวัล 1 ใน 5 บริษัทเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่น่าจับตามองที่สุดในโลก จาก CIO Review Europe</p>
<h2 style="font-weight: 400;">เดินหน้ารุกพลิกโฉม<a href="https://bkkhealthcare.com/category/%e0%b8%ad%e0%b8%b8%e0%b8%9b%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%93%e0%b9%8c%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/">วงการสุขภาพ</a>ด้วยเทคโนโลยีบล็อกเชน</h2>
<p style="font-weight: 400;">พร้อมเปิดตัว EVER Healthcare แพลตฟอร์มการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ (Medical Tourism) และ EVER Health Wallet ระบบกระเป๋าสุขภาพที่จัดเก็บข้อมูลสุขภาพของผู้ป่วยผ่านบล็อกเชน เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้ป่วยด้วยเทคโนโลยี คาดการณ์ตลาดสุขภาพพลิกฟื้นเติบโตหลังการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 และปลดล็อกมาตรการเปิดประเทศต้อนรับนักท่องเที่ยว</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-759 size-large" src="https://bkkhealthcare.com/wp-content/uploads/2022/07/S__17907871-1024x683.jpg" alt="เอเวอร์ เมดิคอล เทคโนโลยี" width="1024" height="683" srcset="https://bkkhealthcare.com/wp-content/uploads/2022/07/S__17907871-1024x683.jpg 1024w, https://bkkhealthcare.com/wp-content/uploads/2022/07/S__17907871-300x200.jpg 300w, https://bkkhealthcare.com/wp-content/uploads/2022/07/S__17907871-768x512.jpg 768w, https://bkkhealthcare.com/wp-content/uploads/2022/07/S__17907871-1536x1024.jpg 1536w, https://bkkhealthcare.com/wp-content/uploads/2022/07/S__17907871-696x464.jpg 696w, https://bkkhealthcare.com/wp-content/uploads/2022/07/S__17907871-1068x712.jpg 1068w, https://bkkhealthcare.com/wp-content/uploads/2022/07/S__17907871-630x420.jpg 630w, https://bkkhealthcare.com/wp-content/uploads/2022/07/S__17907871.jpg 2048w" sizes="auto, (max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p style="font-weight: 400;"><strong>นาย</strong><strong>ภาณุสิชฌ์ ชมะนันทน์</strong> ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (Founder and Chief Executive Officer) บริษัท เอเวอร์ เมดิคอล เทคโนโลยี จํากัด กล่าวว่า บริษัทฯ เป็นผู้นำในด้านเทคโนโลยีทางการแพทย์ ก่อตั้งขึ้นในปี 2017 โดยมุ่งเน้นการทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องการส่งต่อ-แลกเปลี่ยนข้อมูลสุขภาพระหว่างโรงพยาบาล และการที่ผู้ป่วยไม่ได้เป็นเจ้าของข้อมูลสุขภาพของตนเองอย่างแท้จริงตามสิทธิ์ที่ควรจะได้รับ เอเวอร์จึงมีเป้าหมายในการทำลายกำแพงที่กั้นระหว่างผู้ป่วยและการรักษาที่มีประสิทธิภาพ</p>
<p style="font-weight: 400;">เพื่อช่วยให้การส่งต่อข้อมูลเหล่านั้นเกิดประสิทธิผลสูงสุด พร้อมอำนวยความสะดวกให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาอย่างตรงจุดมากที่สุดด้วยค่าใช้จ่ายที่ถูกลง ผ่านการใช้งานบล็อกเชน (Blockchain) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่เอเวอร์เชี่ยวชาญ ผสานไปกับวงการแพทย์ เพื่อใช้เทคโนโลยีเป็นกุญแจสำคัญในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-761 size-large" src="https://bkkhealthcare.com/wp-content/uploads/2022/07/S__17907864-1024x683.jpg" alt="เอเวอร์ เมดิคอล เทคโนโลยี EVER Healthcare" width="1024" height="683" srcset="https://bkkhealthcare.com/wp-content/uploads/2022/07/S__17907864-1024x683.jpg 1024w, https://bkkhealthcare.com/wp-content/uploads/2022/07/S__17907864-300x200.jpg 300w, https://bkkhealthcare.com/wp-content/uploads/2022/07/S__17907864-768x512.jpg 768w, https://bkkhealthcare.com/wp-content/uploads/2022/07/S__17907864-1536x1024.jpg 1536w, https://bkkhealthcare.com/wp-content/uploads/2022/07/S__17907864-696x464.jpg 696w, https://bkkhealthcare.com/wp-content/uploads/2022/07/S__17907864-1068x712.jpg 1068w, https://bkkhealthcare.com/wp-content/uploads/2022/07/S__17907864-630x420.jpg 630w, https://bkkhealthcare.com/wp-content/uploads/2022/07/S__17907864.jpg 2048w" sizes="auto, (max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p style="font-weight: 400;"><strong>นาย</strong><strong>ภาณุสิชฌ์ </strong>กล่าวเพิ่มเติมด้วยว่า เอเวอร์ ได้วางโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีใหม่ เพื่อแก้ไขปัญหาการเข้าถึงการรักษาสุขภาพ ผ่านการพัฒนาพัฒนาเทคโนโลยีบนพื้นฐานของบล็อกเชน ที่จะช่วยให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงข้อมูลการรักษาตนเองผ่านโทรศัพท์มือถือได้ พร้อมเชื่อมโยงแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และโรงพยาบาลจากทั่วทุกมุมโลกไว้ด้วยกัน เพื่อทลายข้อจำกัดขอบเขตด้านภูมิศาสตร์</p>
<p style="font-weight: 400;">อาทิ การเดินทางไปรักษาที่ต่างประเทศจะกลายเป็นเรื่องง่าย เพราะมีแพลตฟอร์มกลางของเอเวอร์เข้ามาอำนวยความสะดวก ช่วยให้ผู้ป่วยเข้าถึงข้อมูลสุขภาพตนเองได้ทุกที่ทุกเวลา อีกทั้งยังสามารถรับคำปรึกษาด้านสุขภาพกับแพทย์ในไทย ไปจนถึงเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลในประเทศนั้น ๆ ผ่านแพลตฟอร์มที่เอเวอร์พัฒนาขึ้นได้ทันที</p>
<h3 style="font-weight: 400;">นอกจากนี้ <strong>เอเวอร์ </strong>ยังเป็นผู้พัฒนา EVER Healthcare แพลตฟอร์มการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ (Medical Tourism)</h3>
<p style="font-weight: 400;">สำหรับค้นหา ปรึกษา และจองบริการทางการแพทย์และความงาม ที่รวบรวมบริการต่าง ๆ จากคลินิกและโรงพยาบาลชั้นนำกว่า 14,000 แห่งทั่วโลก เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงและเลือกสรรบริการด้านสุขภาพที่ตรงกับความต้องการของตนเองมากที่สุด โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการเข้ารับบริการทางการแพทย์ในต่างประเทศ อีกทั้งยังมีบริการให้คำปรึกษาโดยทีม Care Concierge ที่พร้อมเป็นผู้ให้ข้อมูลและคำแนะนำในการเตรียมพร้อมก่อนเข้ารับบริการ รวมถึงช่วยวางแผนการเดินทาง เพื่อให้ผู้ใช้บริการได้รับประสบการณ์การรักษาที่ดีที่สุด <strong>นายภาณุสิชฌ์ </strong>กล่าว</p>
<p style="font-weight: 400;">ด้าน <strong>นายแพทย์โฮเซ่ มอเรย์</strong> กรรมการผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ (Chief Medical Officer) บริษัท เอเวอร์ เมดิคอล เทคโนโลยี จํากัด กล่าวว่า โจทย์ของเอเวอร์คือ การช่วยเหลือให้ทุกคนสามารถเข้าถึงการรักษาได้อย่างครอบคลุม โดยภารกิจได้เริ่มต้นขึ้นในประเทศสหรัฐอเมริกา โดยเอเวอร์ได้เป็น 1 ใน 10 จาก 235 บริษัททั่วโลก ที่ได้เข้าร่วมโครงการ UC Berkeley Blockchain Xcelerator ในปี 2019 ที่ร่วมมือกับ UN-IDAIR ในเรื่องการพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์ ในการเชื่อมโยงข้อมูลและพัฒนาระบบซอฟต์แวร์ จากนั้นในปี 2022 เอเวอร์ได้ร่วมมือกับบริษัทโทรคมนาคมที่ใหญ่ที่สุดในไอวอรี่โคสต์ เพื่อพัฒนา<a href="https://health-medicine.info/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%9e%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%a5/%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%9e%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%97%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b9%8c%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%87/" target="_blank" rel="noopener">นวัตกรรม</a>ทางการแพทย์ในประเทศ และขยายสู่ประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-760 size-large" src="https://bkkhealthcare.com/wp-content/uploads/2022/07/S__17907873-1024x683.jpg" alt="เอเวอร์ เมดิคอล เทคโนโลยี EVER Healthcare" width="1024" height="683" srcset="https://bkkhealthcare.com/wp-content/uploads/2022/07/S__17907873-1024x683.jpg 1024w, https://bkkhealthcare.com/wp-content/uploads/2022/07/S__17907873-300x200.jpg 300w, https://bkkhealthcare.com/wp-content/uploads/2022/07/S__17907873-768x512.jpg 768w, https://bkkhealthcare.com/wp-content/uploads/2022/07/S__17907873-1536x1024.jpg 1536w, https://bkkhealthcare.com/wp-content/uploads/2022/07/S__17907873-696x464.jpg 696w, https://bkkhealthcare.com/wp-content/uploads/2022/07/S__17907873-1068x712.jpg 1068w, https://bkkhealthcare.com/wp-content/uploads/2022/07/S__17907873-630x420.jpg 630w, https://bkkhealthcare.com/wp-content/uploads/2022/07/S__17907873.jpg 2048w" sizes="auto, (max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p style="font-weight: 400;"><strong>EVER</strong> (เอเวอร์) มุ่งมั่นที่จะใช้นวัตกรรมพลิกโฉม<a href="https://health-medicine.info/%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%9c%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%9c%e0%b8%a1/%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%a1%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b8%9c%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%af-%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b4-2/" target="_blank" rel="noopener">วงการแพทย์</a>ด้วย Web3 และบล็อกเชน ผ่านการเปลี่ยนมุมมองการรักษา โดยเน้นผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง (Decentralized) เพื่อทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างสถานพยาบาลด้วยมาตรฐานความปลอดภัยในระบบสูงสุด โดยผู้ป่วยสามารถอนุญาต (Consent) ให้สถานพยาบาลใช้ข้อมูลเพื่อรักษา และร้องขอการเข้าถึงข้อมูลของตนเองได้ผ่านแอปพลิเคชัน EVER ที่ผ่านมาตรฐานการรักษาข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ซึ่งมีการประกาศใช้ในประเทศไทยเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2565 ที่ผ่านมา</p>
<p style="font-weight: 400;">สำหรับการจัดงานในวันนี้เป็นการเปิดตัว EVER Health Wallet กระเป๋าสุขภาพเฉพาะบุคคล ซึ่งจะเชื่อมโยงระบบทั้งหมดจากโรงพยาบาลมาสู่มือผู้ป่วย เพื่อให้การเก็บข้อมูลการรักษา (Personal Health Record) การสั่งยา การพบแพทย์ การบันทึกข้อมูลสุขภาพและการเพิ่มความรู้ทางด้านสุขภาพและรักษารวมอยู่ในแอปพลิเคชัน EVER ที่เดียว</p>
<p style="font-weight: 400;"><strong>สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน </strong><strong>EVER ตัวช่วยดูแลสุขภาพครบวงจร ที่ผสานแพลตฟอร์ม Medical Tourism และกระเป๋าสุขภาพไว้ในแอปเดียว พร้อมให้ผู้ใช้งานเปิดประสบการณ์การรักษาด้วยแพลตฟอร์ม Ever Healthcare ที่รวบรวมโรงพยาบาลและคลินิกชั้นนำทั่วโลกไว้ในมือถือคุณได้แล้ววันนี้ </strong></p>
<p style="font-weight: 400;"><strong>เพียงดาวน์โหลดแอปพลิเคชันโดยค้นหาคำว่า “Ever” ทั้งใน Apple Store และ Google Play ศึกษาข้อมูล และรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับบริษัท เอเวอร์ เมดิคอล เทคโนโลยี จำกัด ได้ที่เว็บไซต์ </strong><a href="http://www.evernetwork.io/" data-saferedirecturl="https://www.google.com/url?q=http://www.evernetwork.io/&amp;source=gmail&amp;ust=1656954669100000&amp;usg=AOvVaw0JXZJpo-1JkH0xcxsfLc7G" target="_blank" rel="noopener"><strong>www.evernetwork.io</strong></a><strong> และ </strong><a href="https://ever.healthcare/" data-saferedirecturl="https://www.google.com/url?q=https://ever.healthcare/&amp;source=gmail&amp;ust=1656954669100000&amp;usg=AOvVaw2_YMv71kIweqoWH8LikGBV" target="_blank" rel="noopener"><strong>https://ever.healthcare</strong></a></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
