<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>บริโภคเค็ม &#8211; bkkhealthcare</title>
	<atom:link href="https://bkkhealthcare.com/tag/%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B9%82%E0%B8%A0%E0%B8%84%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B9%87%E0%B8%A1/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://bkkhealthcare.com</link>
	<description>แค่เว็บเวิร์ดเพรสเว็บหนึ่ง</description>
	<lastBuildDate>Tue, 10 May 2022 07:00:32 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.9.4</generator>
	<item>
		<title>เครือข่ายลดบริโภคเค็มและเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน</title>
		<link>https://bkkhealthcare.com/%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b9%82%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%a2%e0%b8%b5%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%82%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%a5%e0%b8%94%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b9%82%e0%b8%a0%e0%b8%84%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b9%87%e0%b8%a1%e0%b9%81/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin BkkHealthcare]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 10 May 2022 07:00:32 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[เทคโนโลยีสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[OFD]]></category>
		<category><![CDATA[Online Food Dedlivery apps]]></category>
		<category><![CDATA[บริโภคเค็ม]]></category>
		<category><![CDATA[ลดบริโภคเค็ม]]></category>
		<category><![CDATA[เครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กไทยไม่กินหวาน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://bkkhealthcare.com/?p=744</guid>

					<description><![CDATA[เครือข่ายลดบริโภคเค็มและเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวานเผยเตือนภัยเงียบ  จากการสั่งอาหารออนไลน์ผ่านแอพ เพื่อนำอาหารมาส่งให้ลูกค้า (Online Food Dedlivery apps หรือ OFD) ควรเพิ่มหรือให้ทางเลือกแก่ผู้บริโภคเมื่อสั่งซื้ออาหาร หลังผลสำรวจพบว่ามีอาหารและเครื่องดื่มหลากหลายชนิด มีความหวาน มัน เค็มจัด เกินปริมาณตามเกณฑ์มาตรฐาน พร้อมแนะอาหารและเครื่องดื่ม ควรคำนึงถึงสุขภาพผู้บริโภคให้มากยิ่งขึ้นและควรมีตัวตัวเลือก เช่น เกลือน้อย น้ำตาลน้อย เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคได้สั่งอาหารเพื่อเป็นทางเลือกสุขภาพที่ดีให้กับสังคม ลดภาวะเสี่ยงเป็นโรคไม่ติดต่อไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ก่อนวัยอันควร            รศ.นพ. สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ ประธานเครือข่ายลดบริโภคเค็ม และอาจารย์ประจำหน่วยโรคไต ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี เปิดเผยว่า จากการสำรวจภายใต้โครงการข้อมูลความเสี่ยงด้านอาหารที่เกี่ยวข้องกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรังของอาหารพร้อมส่งพร้อมรับประทานยอดนิยมในกรุงเทพฯ ประเทศไทย (NCD dietary risk profile of popular Ready-to-Eat Delivery Foods in Bangkok, Thailand)โดยได้รับทุนสนับสนุนจาก Family Health International (FHI360)ซึ่งรายงานการวิเคราะห์สารอาหารของอาหารและเครื่องดื่ม 40 รายการ ในแอพพลิเคชั่นอาหารออนไลน์ ปีพ.ศ.2565 แบ่งเป็นอาหารจานเดียว 25 รายการ ขนมหวาน 5 รายการและเครื่องดื่มรสหวาน 10 รายการ ซึ่งการวิเคราะห์สารอาหารเหล่านี้ยังไม่รวมเครื่องปรุง เช่น น้ำปลาพริก น้ำจิ้ม พบ อาหารจานเดียว 23 รายการ จากทั้งหมด 25 รายการ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><b><span lang="TH">เครือข่ายลดบริโภคเค็มและเครื<wbr />อข่ายเด็กไทยไม่กินหวานเผยเตื<wbr />อนภัยเงียบ  จากการสั่งอาหารออนไลน์ผ่านแอพ เพื่อนำอาหารมาส่งให้ลูกค้า (</span></b><b>Online Food Dedlivery apps<span lang="TH"> หรือ </span>OFD<span lang="TH">) ควรเพิ่มหรือให้ทางเลือกแก่ผู้<wbr />บริโภคเมื่อสั่งซื้ออาหาร หลังผลสำรวจพบว่ามีอาหารและเครื่<wbr />องดื่มหลากหลายชนิด มีความหวาน มัน เค็มจัด เกินปริมาณตามเกณฑ์มาตรฐาน พร้อมแนะอาหารและเครื่องดื่ม ควรคำนึงถึงสุขภาพผู้บริโภคให้<wbr />มากยิ่งขึ้นและควรมีตัวตัวเลือก เช่น เกลือน้อย น้ำตาลน้อย เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคได้สั่<wbr />งอาหารเพื่อเป็นทางเลือกสุ<wbr />ขภาพที่ดีให้กับสังคม ลดภาวะเสี่ยงเป็นโรคไม่ติดต่<wbr />อไม่ติดต่อเรื้อรัง (</span>NCDs<span lang="TH">) ก่อนวัยอันควร</span></b><b> </b></p>
<p><span lang="TH">          </span><b><span lang="TH">รศ.นพ</span></b><b>.<span lang="TH"> สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ ประธานเครือข่ายลดบริโภคเค็ม และอาจารย์ประจำหน่วยโรคไต ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี เปิดเผยว่า </span></b><span lang="TH">จากการสำรวจภายใต้โครงการ</span><span lang="TH">ข้อมู<wbr />ลความเสี่ยงด้านอาหารที่เกี่<wbr />ยวข้องกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรั<wbr />งของอาหารพร้อมส่งพร้อมรั<wbr />บประทานยอดนิยมในกรุงเทพฯ ประเทศไทย (</span>NCD dietary risk profile of popular Ready-to-Eat Delivery Foods in Bangkok, Thailand<span lang="TH">)โดยได้รับทุนสนับสนุ<wbr />นจาก</span> <span lang="EN-GB">Family Health International (FHI360)</span><span lang="TH">ซึ่ง</span><span lang="TH">รายงานการวิเคราะห์<wbr />สารอาหารของอาหารและเครื่องดื่ม </span>40 <span lang="TH">รายการ ในแอพพลิเคชั่นอาหารออนไลน์ ปีพ.ศ.</span>2565<span lang="TH"> แบ่งเป็นอาหารจานเดียว </span>25 <span lang="TH">รายการ ขนมหวาน </span>5 <span lang="TH">รายการและเครื่องดื่มรสหวาน </span>10<span lang="TH"> รายการ ซึ่งการวิเคราะห์สารอาหารเหล่<wbr />านี้ยังไม่รวมเครื่องปรุง เช่น น้ำปลาพริก น้ำจิ้ม พบ อาหารจานเดียว </span>23 <span lang="TH">รายการ จากทั้งหมด</span> 25 <span lang="TH">รายการ มีปริมาณโซเดียมสูงกว่า </span>0.6 <span lang="TH">กรัมต่อมื้อ </span><span lang="TH">ตามที่กรมอนามัยแนะนำให้บริ<wbr />โภคโดยอาหารที่มีปริมาณโซเดี<wbr />ยมสูงสุด คือ ส้มตำปูปลาร้า มีปริมาณโซเดียมเฉลี่ย </span>5<span lang="TH"> กรัม ต่อ </span>1<span lang="TH"> จาน ซึ่งสูงกว่าปริมาณที่องค์<wbr />การอนามัยโลกกำหนดไว้ที่ </span>2 <span lang="TH">กรัม ต่อวัน ซึ่งหมายความว่าส้มตำปูปลาร้า </span>1<span lang="TH"> จาน มีปริมาณความเค็มสูงเกือบ </span>3 <span lang="TH">เท่า ของการบริโภคโซเดียมตลอดหนึ่งวั<wbr />น หรือคิดเป็นปริมาณโซเดียมสู<wbr />งมากถึง </span>8 <span lang="TH">เท่าต่อ </span>1<span lang="TH"> มื้อ อีกทั้งยังพบปริมาณโซเดียมสู<wbr />งมากเกินกว่า </span>0.6 <span lang="TH">กรัม ต่อมื้อ ในกาแฟเย็น ซาลาเปาไส้หมูสับ ชิฟฟอนใบเตยและปาท่องโก๋ นับเป็นปัญหาสำคัญที่ทุกภาคส่<wbr />วนต้องเร่งช่วยกันแก้ไข</span></p>
<p><img /></p>
<p><span lang="TH">          </span><b><span lang="TH">ด้าน ทพญ</span></b><b>.<span lang="TH">ปิยะดา ประเสริฐสม ทันตแพทย์ทรงคุณวุฒิ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข และเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน กล่าวเสริมว่า</span></b><span lang="TH"> ในส่วนของเครื่องดื่มรสหวาน จาก </span>10<span lang="TH"> รายการ มีจำนวน </span>8 <span lang="TH">รายการที่มีน้ำตาลเกินกว่าปริ<wbr />มาณที่องค์การอนามัยโลกกำหนดไว้<wbr />ที่ </span>25 <span lang="TH">กรัมต่อวันและมีเพียงเมนู </span>2<span lang="TH"> รายการเท่านั้น คือ อเมริกาโน่เย็นและน้ำเต้าหู้ที่<wbr />มีปริมาณน้ำตาลเฉลี่ยไม่ถึง </span>16 <span lang="TH">กรัม ชาน้ำผึ้งมะนาวมีปริมาณน้ำ<wbr />ตาลเฉลี่ย </span>53.1 <span lang="TH">กรัม ซึ่งมีปริมาณน้ำตาลเกิน </span>2<span lang="TH"> เท่า ต่อ </span>1 <span lang="TH">วัน หรือ เทียบเท่าน้ำตาลเกือบ </span>13<span lang="TH"> ช้อนชา หากคิดต่อ </span>1 <span lang="TH">มื้ออาหารควรมีปริมาณน้ำตาลเฉลี่<wbr />ยประมาณ </span>8 <span lang="TH">กรัมต่อมื้อ ซึ่งทั้ง </span>10<span lang="TH"> รายการ มีปริมาณน้ำตาลเกิน </span>8<span lang="TH"> กรัมต่อมื้อ โดยชาน้ำผึ้งมะนาว มีปริมาณน้ำตาลเกือบ </span>7<span lang="TH"> เท่า ต่อมื้อ ซึ่งถือว่าปริมาณน้ำตาลเกินกว่<wbr />าความต้องการของร่างกายในแต่<wbr />ละมื้อ อีกทั้งเครื่องดื่มรสหวานเหล่<wbr />านี้ยังเป็นพลังงานว่างเปล่าหรื<wbr />ออาหารที่แทบจะไม่มีสารอาหาร วิตามินและแร่ธาตุที่เป็<wbr />นประโยชน์ต่อร่างกาย แต่ให้พลังงานหรือมีปริ<wbr />มาณแคลอรี่ที่สามารถทำให้น้ำหนั<wbr />กตัวเพิ่มขึ้นได้ ไม่เพียงเครื่องดื่มรสวานที่มี<wbr />ปริมาณน้ำตาลเกินเกณฑ์ที่<wbr />แนะนำเท่านั้น อาหารจานเดียว เช่น ส้มตำไทย หมูปิ้ง ไข่พะโล้และของหวานอย่าง  ชิฟฟ่อนใบเตยและไอศกรีมกะทิสด ยังมีปริมาณน้ำตาลสูงมากต่อมื้<wbr />อและสูงเกินกว่าที่องค์การอนามั<wbr />ยโลกแนะนำอีกด้วย</span></p>
<p align="center"><img /></p>
<p><span lang="TH">               </span><b><span lang="TH">ด้าน รศ.พญ.ประพิมพ์พร ฉัตรานุกูลชัย คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวา</span></b><span lang="TH"> องค์การอนามัยโลกแนะนำไม่ควรบริ<wbr />โภคไขมันเกิน </span>30 % <span lang="TH">ของปริมาณพลังงานที่ร่<wbr />างกายควรได้รับในแต่ละวัน หรือคิดเป็นปริมาณไขมันต่อ </span>1<span lang="TH"> มื้อ เฉลี่ยอยู่ที่ </span>25<span lang="TH"> กรัมและอาหารทีมีไขมันสูง เช่น หมูสามสั้นทอด มีไขมันเฉลี่ยสูงถึง </span>67.1 <span lang="TH">กรัม ซึ่งถือว่ามีปริมาณไขมันสูงเกื<wbr />อบ </span>3<span lang="TH"> เท่าต่อมื้อ หรือคิดเป็นร้อยละ </span>86<span lang="TH"> ของปริมาณพลังงานที่ร่<wbr />างกายควรได้รับใน </span>1 <span lang="TH">วัน ส่วนหมูปิ้ง (</span>55.6 <span lang="TH">กรัม) คอหมูย่าง (</span>48.6<span lang="TH"> กรัม) มีปริมาณไขมันเกินถึง </span>2<span lang="TH"> เท่า ต่อมื้อ และคิดเป็นร้อยละ </span>71 <span lang="TH">และ ร้อยละ </span>62 <span lang="TH">ของปริมาณพลังงานที่ร่<wbr />างกายควรได้รับตลอดทั้งวัน ยิ่งไปกว่านั้นเนื้อสัตว์ติดมั<wbr />นและอาหารที่นำไปทอด ไขมันที่ได้จากอาหารเหล่านี้เป็<wbr />นไขมันอิ่มตัว ซึ่งจัดเป็นไขมันที่ไม่ดีต่อสุ<wbr />ขภาพและการกินอาหารที่มีไขมันอิ่<wbr />มตัวมากเกินไป อาจทำให้คอเลสเตอรอลในเลือดสู<wbr />งขึ้น จะเพิ่มความเสี่ยงของการเกิ<wbr />ดโรคหัวใจตามมา ดังนั้นการแสดงปริ<wbr />มาณสารอาหารโดยเฉพาะเกลือ น้ำตาลและไขมัน ในรายการอาหารบนแอพพลิเคชั่<wbr />นอาหารออนไลน์ จะสามารถช่วยให้ผู้บริโภคทราบถึ<wbr />งปริมาณสารอาหารดังกล่าว <b>นอกจากนี้ แอพพลิเคชั่นอาหารออนไลน์<u>ควรเพิ่<wbr />มหรือให้ทางเลือกแก่ผู้บริ<wbr />โภคในการกรองตัวเลือกเมื่อสั่<wbr />งซื้ออาหาร</u> เช่นส้มตำ ควรมีตัวเลือก เกลือน้อย น้ำตาลน้อย</b> <b>เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคได้สั่<wbr />งอาหารโดยคำนึงถึงสุขภาพได้<wbr />มากยิ่งขึ้น</b></span></p>
<p><b><span lang="TH">ด้าน ทพญ</span></b><b>.<span lang="TH">จิราพร ขีดดี ทันตแพทย์ชำนาญการพิเศษ สำนักทันตสาธารณสุข กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข กล่าวเพิ่มเติมว่า</span></b><span lang="TH"> อาหารที่มีไขมันสูงมักจะให้พลั<wbr />งงานหรือแคลอรี่สูงตามไปด้วย เช่น ชิฟฟ่อนใบเตย มีปริมาณไขมันสูงมาก เฉลี่ยประมาณ </span>65.3 <span lang="TH">กรัม ให้พลังงานสูงถึง </span>1<span lang="TH">,</span>098.8 <span lang="TH">แคลอรี่ ซึ่งสูงเกินครึ่งหนึ่งของปริ<wbr />มาณพลังงานที่ร่างกายต้<wbr />องการขององค์การอนามั<wbr />ยโลกแนะนำไว้ </span>2,100<span lang="TH"> แคลอรี่ต่อวัน ถ้าคิดเป็น </span>1 <span lang="TH">มื้อ ควรได้ปริมาณพลังงานประมาณ </span>600 <span lang="TH">แคลอรี่ ขนมดังกล่าวมีปริมาณพลังงานเกิ<wbr />นเกือบ </span>2<span lang="TH"> เท่าต่อมื้อหรือคิดเป็นร้อยละ </span>52<span lang="TH"> ของปริมาณพลังงานที่ร่างกายต้<wbr />องการใน </span>1<span lang="TH"> วัน อีกทั้ง การบริโภคอาหารที่มีรสหวาน มัน เค็มสูง เหล่านี้และหากบริโภคบ่อย ๆ อาจเสี่ยงต่อการเกิดโรคไม่ติดต่<wbr />อเรื้อรัง (</span>NCDs<span lang="TH">) เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคไต และโรคเบาหวาน ซึ่งอาจนำไปสู่การเสียชีวิตก่<wbr />อนวัยอันควรได้</span></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
