<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>วิตามิน &#8211; bkkhealthcare</title>
	<atom:link href="https://bkkhealthcare.com/tag/%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%99/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://bkkhealthcare.com</link>
	<description>แค่เว็บเวิร์ดเพรสเว็บหนึ่ง</description>
	<lastBuildDate>Sun, 19 Jun 2022 08:11:40 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.9.4</generator>
	<item>
		<title>วิตามิน สำคัญต่อพัฒนาการเด็กอย่างไร ?</title>
		<link>https://bkkhealthcare.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b4%e0%b8%99-%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%92%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%81-2/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin BkkHealthcare]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 09 Jun 2022 08:08:20 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[อาหารสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[พัฒนาการเด็ก]]></category>
		<category><![CDATA[วิตามิน]]></category>
		<category><![CDATA[วิตามินสำหรับเด็ก]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://bkkhealthcare.com/?p=753</guid>

					<description><![CDATA[วิตามิน สำคัญต่อพัฒนาการเด็กอย่างไร ? วิตามินถือเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับร่างกายมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับเด็กนั้นจำเป็นอย่างมาก เพราะเด็กต้องใช้วิตามินจำนวนมากในการเจริญเติบโต ซึ่งแต่ละวิตามินนั้นก็สำคัญสำหรับแตกต่างกัน “เด็ก” และความสำคัญของวิตามิน เด็ก ในช่วงช่วงวัย 3-6 ขวบ นับว่าเป็นช่วงที่มีความสำคัญเป็นอย่างมากของเด็ก เพราะเป็นช่วงที่เด็กเริ่มพัฒนาการต่อสิ่งรอบตัวเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะ พฤติกรรมการกินอาหารในแต่ละมื้อ ซึ่งแม้จะกินอาหารหลักให้ครบ 3 มื้อ แต่ก็จะเริ่มเลือกทานอาหารที่ตัวเองชอบ และไม่ทานสิ่งที่ตัวเองไม่ชอบ จนเด็กบางคนเกิดโรคขาดวิตามิน ส่งผลให้เกิดโรคต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น ซึ่งแตกต่างจากเด็กที่กินอาหารครบทั้ง 5 หมู่อยู่แล้ว จะมีร่างกายที่แข็งแรง ได้รับวิตามินที่เหมาะสมในแต่ละวันที่เพียงพอมากกว่าเด็กที่เลือกทานอาหาร ซึ่งแนะนำให้เด็กกินผลไม้ ผัก ธัญพืช ผลิตภัณฑ์จากนมและโปรตีน เนื่องจากสารอาหารเหล่านี้เพียงพอต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการของเด็ก ซึ่งจากการวิจัยพบว่าวิตาในที่สำคัญสำหรับเด็กมีถึง 7 ชนิดด้วยกัน ได้แก่ 7 วิตามิน ที่สำคัญสำหรับเด็ก แคลเซียม (Calcium) แคลเซียม จำเป็นสำหรับการสร้างกระดูก และ ฟัน โดยเฉพาะในวัยเด็กที่กระดูกยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่ หากตั้งแต่เด็กจนโต ได้รับแคลเซียมอย่างเพียงพอ จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคกระดูกพรุนและกระดูกเสื่อม เมื่ออายุมากขึ้น แคลเซียมยังช่วยในการทำงานของระบบประสาทอีกด้วย [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>วิตามิน สำคัญต่อพัฒนาการเด็กอย่างไร ?</strong></p>
<p>วิตามินถือเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับร่างกายมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับเด็กนั้นจำเป็นอย่างมาก เพราะเด็กต้องใช้วิตามินจำนวนมากในการเจริญเติบโต ซึ่งแต่ละวิตามินนั้นก็สำคัญสำหรับแตกต่างกัน</p>
<p><strong>“เด็ก” และความสำคัญของวิตามิน</strong></p>
<p>เด็ก ในช่วงช่วงวัย 3-6 ขวบ นับว่าเป็นช่วงที่มีความสำคัญเป็นอย่างมากของเด็ก เพราะเป็นช่วงที่เด็กเริ่มพัฒนาการต่อสิ่งรอบตัวเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะ พฤติกรรมการกินอาหารในแต่ละมื้อ ซึ่งแม้จะกินอาหารหลักให้ครบ 3 มื้อ แต่ก็จะเริ่มเลือกทานอาหารที่ตัวเองชอบ และไม่ทานสิ่งที่ตัวเองไม่ชอบ จนเด็กบางคนเกิดโรคขาดวิตามิน ส่งผลให้เกิดโรคต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น</p>
<p>ซึ่งแตกต่างจากเด็กที่กินอาหารครบทั้ง 5 หมู่อยู่แล้ว จะมีร่างกายที่แข็งแรง ได้รับวิตามินที่เหมาะสมในแต่ละวันที่เพียงพอมากกว่าเด็กที่เลือกทานอาหาร ซึ่งแนะนำให้เด็กกินผลไม้ ผัก ธัญพืช ผลิตภัณฑ์จากนมและโปรตีน เนื่องจากสารอาหารเหล่านี้เพียงพอต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการของเด็ก ซึ่งจากการวิจัยพบว่าวิตาในที่สำคัญสำหรับเด็กมีถึง 7 ชนิดด้วยกัน ได้แก่</p>
<p><strong>7 วิตามิน ที่สำคัญสำหรับเด็ก</strong></p>
<ol>
<li><strong>แคลเซียม (</strong><strong>Calcium)</strong><br />
แคลเซียม จำเป็นสำหรับการสร้างกระดูก และ ฟัน โดยเฉพาะในวัยเด็กที่กระดูกยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่ หากตั้งแต่เด็กจนโต ได้รับแคลเซียมอย่างเพียงพอ จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคกระดูกพรุนและกระดูกเสื่อม เมื่ออายุมากขึ้น แคลเซียมยังช่วยในการทำงานของระบบประสาทอีกด้วย<br />
อาหารที่มีแคลเซียมสูง ได้แก่ นม เนย ชีส โยเกิร์ต ผักใบเขียว เช่น คะน้า ปลาแซลมอน</li>
<li><strong>วิตามินเอ (Vitamin A)</strong><br />
วิตามินเอ ช่วยในเรื่องการมองเห็น การเจริญเติบโตของกระดูก การกระตุ้นภูมิคุ้มกันเพื่อต่อสู้กับเชื้อโรค ป้องกันการติดเชื้อระบบทางเดินอาหาร ระบบทางเดินหายใจ และระบบขับปัสสาวะ วิตามินเอ ยังช่วยทำให้ผิวพรรณสดใส และ เส้นผมแข็งแรง<br />
อาหารที่มีวิตามินเอสูง ได้แก่ นม เนย ชีส โยเกิร์ต ผักใบเขียว เช่น คะน้า ปลาแซลมอน</li>
<li><strong>ใยอาหาร โอลิโกฟรุกโตส (Oligofructose)</strong><br />
โอลิโกฟรุคโตส ไม่ใช่วิตามิน หรือ แร่ธาตุ แต่จัดเป็นเป็น ใยอาหารชนิดหนึ่ง ที่จำเป็นต่อร่างกาย โอลิโกฟรุกโตส เป็นใยอาหารที่ละลายน้ำได้ มีคุณสมบัติเป็นพรีไบโอติกส์ ช่วยปรับสมดุลระบบทางเดินอาหาร ส่งผลดีต่อระบบขับถ่ายของลูก ทำให้อุจจาระนิ่มขึ้น ช่วยลดอาการท้องผูก และเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูกน้อยด้วยอาหารที่มีใยอาหาร โอลิโกฟรุกโตส ได้แก่ ผัก ผลไม้ หัวหอม กระเทียม กล้วย</li>
<li><strong>วิตามินบี 12 (Vitamin B12)</strong><br />
วิตามินบี 12 ช่วยบำรุงประสาท ทำให้ระบบประสาทแข็งแรงขึ้น ช่วยเพิ่มสมาธิ จึงเป็นวิตามินที่ดีกับเด็กวัยเรียน นอกจากนี้ ประโยชน์วิตามินบี 12 ช่วยทำให้เด็กเจริญอาหารอาหารที่มีวิตามินบี 12 สูง ได้แก่ นม ไข่แดง ชีส ปลา เนื้อหมู เนื้อวัว ตับ</li>
<li><strong>ธาตุเหล็ก (Iron)</strong><br />
ธาตุเหล็ก เป็นแร่ธาตุที่สำคัญกับร่างกาย ช่วยในการสร้างเม็ดเลือดแดง ซึ่งจะลำเลียงเอาออกซิเจนจากปอดไปเลี้ยงยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย หากขาดธาตุเหล็กยังทำให้เกิดภาวะโลหิตจางได้ และส่งผลต่อพัฒนาการ และความสามารถของการเรียนรู้อาหารที่มีธาตุเหล็กสูง ได้แก่ เนื้อแดง เครื่องในสัตว์ ตับ ถั่ว อาหารทะเล ธัญพืช</li>
<li><strong>วิตามินซี (Vitamin C)</strong>ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายแข็งแรงและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น กินเป็นประจำยังช่วยในการรักษาและป้องกันโรคหวัดด้วย ดังนั้นเด็กที่ป่วยเป็นหวัดบ่อย ๆ ควรได้รับวิตามินซีอย่างเพียงพอ วิตามินซีช่วยป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน และมีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ชะลอความเสื่อมของเซลล์ด้วยอาหารที่มีวิตามินซีสูง ได้แก่ ผัก เช่น ผักใบเขียว มันฝรั่ง มะเขือเทศ ดอกกะหล่ำ และผลไม้ โดยเฉพาะผลไม้รสเปรี้ยว เช่น เบอร์รี่ ส้ม ฝรั่ง</li>
<li><strong>วิตามินดี (Vitamin D)</strong>ช่วยเสริมการใช้แคลเซียมและฟอสฟอรัส ซึ่งจำเป็นต่อความแข็งแรงของกระดูกและฟัน หากรับประทานร่วมกับวิตามินเอ และวิตามินซี จะช่วยป้องกันโรคหวัดได้อาหารที่มีวิตามินดีสูง ได้แก่ ปลาซาร์ดีน ปลาแซลมอน ปลาทูน่า นม เนย ชีส</li>
</ol>
<p dir="auto" data-pm-slice="1 1 []">วิตามินที่ดีที่สุดสำหรับเด็กคือวิตามินที่ให้อาหารที่สมดุล เด็กต้องการวิตามินเพื่อให้แน่ใจว่าได้รับสารอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตอย่างเหมาะสม อาหารเสริมบางชนิดอาจจำเป็น แต่ควรรับประทานควบคู่กับอาหารเพื่อสุขภาพ</p>
<p dir="auto" data-pm-slice="1 1 []">ในโลกปัจจุบัน เด็ก ๆ ไม่ได้รับประทานอาหารอย่างที่ควรเป็น พวกเขามีแนวโน้มที่จะกินอาหารจานด่วนและดื่มโซดามากกว่าที่จะกินอาหารเพื่อสุขภาพ ด้วยเหตุนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้ปกครองที่จะต้องแน่ใจว่าบุตรหลานของตนได้รับวิตามินที่จำเป็น</p>
<p dir="auto" data-pm-slice="1 1 []">วิตามินที่ดีที่สุดสำหรับเด็ก ได้แก่:</p>
<p dir="auto">&#8211; วิตามินรวมที่มีแร่ธาตุและวิตามินดี<br />
&#8211; อาหารเสริมวิตามินซี<br />
&#8211; อาหารเสริมแคลเซียม<br />
&#8211; วิตามินบีรวม<br />
&#8211; อาหารเสริมวิตามินเอ อี และเค</p>
<p dir="auto">วิตามินสำหรับเด็กเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับเด็กที่กำลังเติบโต พวกมันไม่เพียงแต่มีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตของร่างกายเท่านั้นแต่ยังรวมถึงการพัฒนาของสมองด้วย วิตามินหลักที่จำเป็นต่อสุขภาพและพัฒนาการของเด็ก ได้แก่ วิตามินเอ วิตามินบี 12 วิตามินดี และวิตามินเค</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>วิตามิน สำคัญต่อพัฒนาการเด็กอย่างไร ?</title>
		<link>https://bkkhealthcare.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b4%e0%b8%99-%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%92%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin BkkHealthcare]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 05 Nov 2021 13:20:33 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[อาหารสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[วิตามิน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://bkkhealthcare.com/?p=658</guid>

					<description><![CDATA[วิตามิน สำคัญต่อพัฒนาการเด็กอย่างไร ? วิตามินถือเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับร่างกายมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับเด็กนั้นจำเป็นอย่างมาก เพราะเด็กต้องใช้วิตามินจำนวนมากในการเจริญเติบโต ซึ่งแต่ละวิตามินนั้นก็สำคัญสำหรับแตกต่างกัน “เด็ก” และความสำคัญของวิตามิน เด็ก ในช่วงช่วงวัย 3-6 ขวบ นับว่าเป็นช่วงที่มีความสำคัญเป็นอย่างมากของเด็ก เพราะเป็นช่วงที่เด็กเริ่มพัฒนาการต่อสิ่งรอบตัวเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะ พฤติกรรมการกินอาหารในแต่ละมื้อ ซึ่งแม้จะกินอาหารหลักให้ครบ 3 มื้อ แต่ก็จะเริ่มเลือกทานอาหารที่ตัวเองชอบ และไม่ทานสิ่งที่ตัวเองไม่ชอบ จนเด็กบางคนเกิดโรคขาดวิตามิน ส่งผลให้เกิดโรคต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น ซึ่งแตกต่างจากเด็กที่กินอาหารครบทั้ง 5 หมู่อยู่แล้ว จะมีร่างกายที่แข็งแรง ได้รับวิตามินที่เหมาะสมในแต่ละวันที่เพียงพอมากกว่าเด็กที่เลือกทานอาหาร ซึ่งแนะนำให้เด็กกินผลไม้ ผัก ธัญพืช ผลิตภัณฑ์จากนมและโปรตีน เนื่องจากสารอาหารเหล่านี้เพียงพอต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการของเด็ก ซึ่งจากการวิจัยพบว่าวิตาในที่สำคัญสำหรับเด็กมีถึง 7 ชนิดด้วยกัน ได้แก่ 7 วิตามิน ที่สำคัญสำหรับเด็ก 1.แคลเซียม (Calcium) แคลเซียม จำเป็นสำหรับการสร้างกระดูก และ ฟัน โดยเฉพาะในวัยเด็กที่กระดูกยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่ หากตั้งแต่เด็กจนโต ได้รับแคลเซียมอย่างเพียงพอ จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคกระดูกพรุนและกระดูกเสื่อม เมื่ออายุมากขึ้น แคลเซียมยังช่วยในการทำงานของระบบประสาทอีกด้วย [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>วิตามิน สำคัญต่อพัฒนาการเด็กอย่างไร ?</strong></p>
<p>วิตามินถือเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับร่างกายมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับเด็กนั้นจำเป็นอย่างมาก เพราะเด็กต้องใช้วิตามินจำนวนมากในการเจริญเติบโต ซึ่งแต่ละวิตามินนั้นก็สำคัญสำหรับแตกต่างกัน</p>
<p><strong>“เด็ก” และความสำคัญของวิตามิน</strong></p>
<p>เด็ก ในช่วงช่วงวัย 3-6 ขวบ นับว่าเป็นช่วงที่มีความสำคัญเป็นอย่างมากของเด็ก เพราะเป็นช่วงที่เด็กเริ่มพัฒนาการต่อสิ่งรอบตัวเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะ พฤติกรรมการกินอาหารในแต่ละมื้อ ซึ่งแม้จะกินอาหารหลักให้ครบ 3 มื้อ แต่ก็จะเริ่มเลือกทานอาหารที่ตัวเองชอบ และไม่ทานสิ่งที่ตัวเองไม่ชอบ จนเด็กบางคนเกิดโรคขาดวิตามิน ส่งผลให้เกิดโรคต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น<br />
ซึ่งแตกต่างจากเด็กที่กินอาหารครบทั้ง 5 หมู่อยู่แล้ว จะมีร่างกายที่แข็งแรง ได้รับวิตามินที่เหมาะสมในแต่ละวันที่เพียงพอมากกว่าเด็กที่เลือกทานอาหาร ซึ่งแนะนำให้เด็กกินผลไม้ ผัก ธัญพืช ผลิตภัณฑ์จากนมและโปรตีน เนื่องจากสารอาหารเหล่านี้เพียงพอต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการของเด็ก ซึ่งจากการวิจัยพบว่าวิตาในที่สำคัญสำหรับเด็กมีถึง 7 ชนิดด้วยกัน ได้แก่</p>
<p><strong>7 วิตามิน ที่สำคัญสำหรับเด็ก</strong></p>
<p><strong>1.แคลเซียม (</strong><strong>Calcium)</strong><br />
แคลเซียม จำเป็นสำหรับการสร้างกระดูก และ ฟัน โดยเฉพาะในวัยเด็กที่กระดูกยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่ หากตั้งแต่เด็กจนโต ได้รับแคลเซียมอย่างเพียงพอ จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคกระดูกพรุนและกระดูกเสื่อม เมื่ออายุมากขึ้น แคลเซียมยังช่วยในการทำงานของระบบประสาทอีกด้วย<br />
อาหารที่มีแคลเซียมสูง ได้แก่ นม เนย ชีส โยเกิร์ต ผักใบเขียว เช่น คะน้า ปลาแซลมอน<br />
<strong>2.วิตามินเอ (Vitamin A)</strong><br />
วิตามินเอ ช่วยในเรื่องการมองเห็น การเจริญเติบโตของกระดูก การกระตุ้นภูมิคุ้มกันเพื่อต่อสู้กับเชื้อโรค ป้องกันการติดเชื้อระบบทางเดินอาหาร ระบบทางเดินหายใจ และระบบขับปัสสาวะ วิตามินเอ ยังช่วยทำให้ผิวพรรณสดใส และ เส้นผมแข็งแรง<br />
อาหารที่มีวิตามินเอสูง ได้แก่ นม เนย ชีส โยเกิร์ต ผักใบเขียว เช่น คะน้า ปลาแซลมอน<br />
<strong>3. ใยอาหาร โอลิโกฟรุกโตส (Oligofructose)</strong><br />
โอลิโกฟรุคโตส ไม่ใช่วิตามิน หรือ แร่ธาตุ แต่จัดเป็นเป็น ใยอาหารชนิดหนึ่ง ที่จำเป็นต่อร่างกาย โอลิโกฟรุกโตส เป็นใยอาหารที่ละลายน้ำได้ มีคุณสมบัติเป็นพรีไบโอติกส์ ช่วยปรับสมดุลระบบทางเดินอาหาร ส่งผลดีต่อระบบขับถ่ายของลูก ทำให้อุจจาระนิ่มขึ้น ช่วยลดอาการท้องผูก และเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูกน้อยด้วยอาหารที่มีใยอาหาร โอลิโกฟรุกโตส ได้แก่ ผัก ผลไม้ หัวหอม กระเทียม กล้วย<br />
<strong>4. วิตามินบี 12 (Vitamin B12)</strong><br />
วิตามินบี 12 ช่วยบำรุงประสาท ทำให้ระบบประสาทแข็งแรงขึ้น ช่วยเพิ่มสมาธิ จึงเป็นวิตามินที่ดีกับเด็กวัยเรียน นอกจากนี้ ประโยชน์วิตามินบี 12 ช่วยทำให้เด็กเจริญอาหารอาหารที่มีวิตามินบี 12 สูง ได้แก่ นม ไข่แดง ชีส ปลา เนื้อหมู เนื้อวัว ตับ<br />
<strong>5. ธาตุเหล็ก (Iron)</strong><br />
ธาตุเหล็ก เป็นแร่ธาตุที่สำคัญกับร่างกาย ช่วยในการสร้างเม็ดเลือดแดง ซึ่งจะลำเลียงเอาออกซิเจนจากปอดไปเลี้ยงยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย หากขาดธาตุเหล็กยังทำให้เกิดภาวะโลหิตจางได้ และส่งผลต่อพัฒนาการ และความสามารถของการเรียนรู้อาหารที่มีธาตุเหล็กสูง ได้แก่ เนื้อแดง เครื่องในสัตว์ ตับ ถั่ว อาหารทะเล ธัญพืช<br />
<strong>6. วิตามินซี (Vitamin C)</strong>ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายแข็งแรงและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น กินเป็นประจำยังช่วยในการรักษาและป้องกันโรคหวัดด้วย ดังนั้นเด็กที่ป่วยเป็นหวัดบ่อย ๆ ควรได้รับวิตามินซีอย่างเพียงพอ วิตามินซีช่วยป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน และมีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ชะลอความเสื่อมของเซลล์ด้วยอาหารที่มีวิตามินซีสูง ได้แก่ ผัก เช่น ผักใบเขียว มันฝรั่ง มะเขือเทศ ดอกกะหล่ำ และผลไม้ โดยเฉพาะผลไม้รสเปรี้ยว เช่น เบอร์รี่ ส้ม ฝรั่ง<br />
<strong>7. วิตามินดี (Vitamin D)</strong>ช่วยเสริมการใช้แคลเซียมและฟอสฟอรัส ซึ่งจำเป็นต่อความแข็งแรงของกระดูกและฟัน หากรับประทานร่วมกับวิตามินเอ และวิตามินซี จะช่วยป้องกันโรคหวัดได้อาหารที่มีวิตามินดีสูง ได้แก่ ปลาซาร์ดีน ปลาแซลมอน ปลาทูน่า นม เนย ชีส</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
