<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Work from Home &#8211; bkkhealthcare</title>
	<atom:link href="https://bkkhealthcare.com/tag/work-from-home/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://bkkhealthcare.com</link>
	<description>แค่เว็บเวิร์ดเพรสเว็บหนึ่ง</description>
	<lastBuildDate>Wed, 01 Sep 2021 10:50:27 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.9.4</generator>
	<item>
		<title>ริดสีดวงทวาร อันตรายช่วง Work from home</title>
		<link>https://bkkhealthcare.com/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%86/%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%94%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a3-%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%a7/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin BkkHealthcare]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 01 Sep 2021 10:50:27 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[โรคต่างๆ]]></category>
		<category><![CDATA[โรคริดสีดวงทวาร]]></category>
		<category><![CDATA[Work from Home]]></category>
		<category><![CDATA[ริดสีดวง]]></category>
		<category><![CDATA[ริดสีดวงทวาร]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://bkkhealthcare.com/?p=602</guid>

					<description><![CDATA[ริดสีดวงทวาร อันตรายช่วง Work from home รู้ไหมว่า พฤติกรรมยอดฮิตหลายอย่างของชาวออฟฟิศช่วง Work from home อาจทำให้เสี่ยงโรคริดสีดวงทวาร ไม่ว่าจะเป็นนั่งทำงานนานติดต่อกันหลายชั่วโมง งานไม่เสร็จไม่ยอมลุก ไม่มีเวลาสำหรับการออกกำลังกาย มีความเครียดสูง อาจส่งผลให้เกิดความเสี่ยงต่อการเป็นริดสีดวงทวาร รวมไปถึงชอบทานแต่เนื้อสัตว์ที่ย่อยยาก กากใยไฟเบอร์น้อย ไม่ค่อยได้ทานผักผลไม้ ดื่มน้ำน้อย หรือดื่มชากาแฟแทนน้ำเปล่า จนทำให้ท้องผูกหรือเบ่งถ่ายบ่อย ล้วนแต่เพิ่มความเสี่ยงที่เส้นเลือดดำทวารหนักหรือส่วนปลายสุดของลำไส้ใหญ่เกิดอาการพองหรือยืดตัว มีอาการยื่นนูนเป็นติ่งออกมาจากทวารหนัก กลายเป็นริดสีดวงทวารหนักนั่นเอง แม้ริดสีดวงจะไม่ใช่โรคร้ายแรงแต่ก็อาจลดทอนความสุขในการทำงาน และอาจเสี่ยงริดสีดวงแตกได้ จึงไม่ควรชะล่าใจ ซึ่งปัจจุบันมีเทคนิคการรักษาริดสีดวงแบบไม่ผ่าตัดด้วยวิธีเย็บผูกเส้นเลือดริดสีดวง เป็นทางเลือกในการรักษา และลดโอกาสกลับมาเป็นซ้ำ ริดสีดวงทวารเป็นเส้นเลือดขยายใหญ่ในบริเวณทวารหนัก อาจแบ่งได้เป็นภายนอกหรือภายใน ริดสีดวงทวารภายนอกพบนอกคลองทวารในขณะที่ริดสีดวงทวารภายในขยายเข้าไป ริดสีดวงทวารอาจทำให้เกิดอาการปวดและไม่สบายตัว แต่โดยปกติแล้วจะไม่ทำให้เลือดออกหรือมีอาการเจ็บป่วยอื่นๆ อย่างไรก็ตาม หากอาการห้อยยานของอวัยวะ อาจเป็นภาวะแทรกซ้อนทางการแพทย์ที่ร้ายแรง และอาจทำให้เกิดไข้และหนาวสั่น มีเลือดในอุจจาระ ท้องผูกและท้องร่วง คลื่นไส้และอาเจียน และอื่นๆ อาการของโรคริดสีดวงทวารคือความรู้สึกแสบร้อนหรือคัน ความรู้สึกของก้อนเนื้อหรืออุจจาระแข็ง มีน้ำมูกไหล มีเลือดออกและปวดบริเวณทวารหนัก ริดสีดวงทวารเกิดจากเส้นเลือดโป่งพองในทวารหนัก อาการของภาวะนี้มักคล้ายกับอาการริดสีดวงทวาร ดังนั้นจึงควรพาไปตรวจหากคุณสังเกตเห็น ไม่ทราบสาเหตุของโรคริดสีดวงทวาร แต่หลายคนเชื่อว่าเกิดจากอาการท้องผูกอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังอาจเกิดจากการนั่งในห้องน้ำนานเกินไปซึ่งทำให้เกิดแรงกดบนคลองทวารและทำให้หลอดเลือดบวมได้ โรคริดสีดวงทวารเป็นอาการทั่วไป [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ริดสีดวงทวาร อันตรายช่วง Work from home</p>
<p>รู้ไหมว่า พฤติกรรมยอดฮิตหลายอย่างของชาวออฟฟิศช่วง Work from home อาจทำให้เสี่ยงโรคริดสีดวงทวาร ไม่ว่าจะเป็นนั่งทำงานนานติดต่อกันหลายชั่วโมง งานไม่เสร็จไม่ยอมลุก ไม่มีเวลาสำหรับการออกกำลังกาย มีความเครียดสูง อาจส่งผลให้เกิดความเสี่ยงต่อการเป็นริดสีดวงทวาร</p>
<p>รวมไปถึงชอบทานแต่เนื้อสัตว์ที่ย่อยยาก กากใยไฟเบอร์น้อย ไม่ค่อยได้ทานผักผลไม้ ดื่มน้ำน้อย หรือดื่มชากาแฟแทนน้ำเปล่า จนทำให้ท้องผูกหรือเบ่งถ่ายบ่อย ล้วนแต่เพิ่มความเสี่ยงที่เส้นเลือดดำทวารหนักหรือส่วนปลายสุดของลำไส้ใหญ่เกิดอาการพองหรือยืดตัว มีอาการยื่นนูนเป็นติ่งออกมาจากทวารหนัก กลายเป็นริดสีดวงทวารหนักนั่นเอง</p>
<p>แม้ริดสีดวงจะไม่ใช่โรคร้ายแรงแต่ก็อาจลดทอนความสุขในการทำงาน และอาจเสี่ยงริดสีดวงแตกได้ จึงไม่ควรชะล่าใจ ซึ่งปัจจุบันมีเทคนิคการรักษาริดสีดวงแบบไม่ผ่าตัดด้วยวิธีเย็บผูกเส้นเลือดริดสีดวง เป็นทางเลือกในการรักษา และลดโอกาสกลับมาเป็นซ้ำ</p>
<p dir="auto" data-pm-slice="1 1 []">ริดสีดวงทวารเป็นเส้นเลือดขยายใหญ่ในบริเวณทวารหนัก อาจแบ่งได้เป็นภายนอกหรือภายใน ริดสีดวงทวารภายนอกพบนอกคลองทวารในขณะที่ริดสีดวงทวารภายในขยายเข้าไป</p>
<p dir="auto">ริดสีดวงทวารอาจทำให้เกิดอาการปวดและไม่สบายตัว แต่โดยปกติแล้วจะไม่ทำให้เลือดออกหรือมีอาการเจ็บป่วยอื่นๆ อย่างไรก็ตาม หากอาการห้อยยานของอวัยวะ อาจเป็นภาวะแทรกซ้อนทางการแพทย์ที่ร้ายแรง และอาจทำให้เกิดไข้และหนาวสั่น มีเลือดในอุจจาระ ท้องผูกและท้องร่วง คลื่นไส้และอาเจียน และอื่นๆ</p>
<p dir="auto">อาการของโรคริดสีดวงทวารคือความรู้สึกแสบร้อนหรือคัน ความรู้สึกของก้อนเนื้อหรืออุจจาระแข็ง มีน้ำมูกไหล มีเลือดออกและปวดบริเวณทวารหนัก</p>
<p dir="auto">ริดสีดวงทวารเกิดจากเส้นเลือดโป่งพองในทวารหนัก อาการของภาวะนี้มักคล้ายกับอาการริดสีดวงทวาร ดังนั้นจึงควรพาไปตรวจหากคุณสังเกตเห็น</p>
<p dir="auto">ไม่ทราบสาเหตุของโรคริดสีดวงทวาร แต่หลายคนเชื่อว่าเกิดจากอาการท้องผูกอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังอาจเกิดจากการนั่งในห้องน้ำนานเกินไปซึ่งทำให้เกิดแรงกดบนคลองทวารและทำให้หลอดเลือดบวมได้</p>
<p dir="auto">โรคริดสีดวงทวารเป็นอาการทั่วไป ใครๆ ก็เป็นโรคนี้ได้ แต่มักพบในคนอายุระหว่าง 30-50 ปี ประมาณ 1 ใน 5 คนจะเป็นโรคริดสีดวงทวารในบางช่วงของชีวิต โดยประมาณ 10% จะพัฒนาเป็นครั้งคราว</p>
<p dir="auto">บทความนี้จะกล่าวถึงวิธีการป้องกันโรคริดสีดวงทวาร</p>
<p dir="auto">ริดสีดวงทวารเป็นเส้นเลือดบวมในคลองทวารหนัก ทวารหนัก หรือลำไส้ส่วนล่าง ซึ่งอาจเกิดจากอายุมากขึ้น ท้องผูกเรื้อรัง การตั้งครรภ์ โรคอ้วน และการใช้ชีวิตอยู่ประจำ</p>
<p dir="auto">ริดสีดวงทวารคือการบวมของเส้นเลือดในทวารหนักส่วนล่างและทวารหนัก อาจเกิดได้จากหลายปัจจัย เช่น การตั้งครรภ์ อาการท้องผูก การนั่งเป็นเวลานาน และอายุ</p>
<p dir="auto">เคล็ดลับต่อไปนี้สามารถช่วยคุณป้องกันโรคริดสีดวงทวารได้:</p>
<p dir="auto">&#8211; กินอาหารที่มีไฟเบอร์สูง</p>
<p dir="auto">&#8211; ดื่มน้ำมาก ๆ ทุกวัน</p>
<p dir="auto">&#8211; ออกกำลังกายสม่ำเสมอ</p>
<p dir="auto">&#8211; พักผ่อนให้เพียงพอในแต่ละคืน</p>
<p dir="auto">&#8211; สวมชุดชั้นในผ้าฝ้ายแทนผ้าใยสังเคราะห์หรือเสื้อผ้ารัดรูปที่หายใจไม่สะดวก</p>
<p dir="auto">โรคริดสีดวงทวารพบได้บ่อยมากโดยเฉพาะในสตรีมีครรภ์ พวกเขาเป็นเส้นเลือดบวมในทวารหนักหรือไส้ตรงส่วนล่าง โรคริดสีดวงทวารส่วนใหญ่เกิดจากความดันในช่องท้องที่เพิ่มขึ้นจากการตั้งครรภ์หรือท้องผูก แต่ก็อาจเกิดจากปัจจัยอื่นๆ เช่น ความผิดปกติทางพันธุกรรมและอาการท้องร่วงเรื้อรัง ริดสีดวงทวารมักเกิดขึ้นภายในสองสามวันถึงสองสามสัปดาห์ก่อนที่คุณจะสังเกตเห็นอาการใดๆ</p>
<p dir="auto">คุณรู้หรือไม่ว่าควรหลีกเลี่ยงอาหารประเภทใดหากคุณต้องการป้องกันโรคริดสีดวงทวาร? อาหารบางชนิด เช่น กาแฟและชา อาจทำให้อาการของโรคริดสีดวงทวารแย่ลงได้ และควรหลีกเลี่ยงหากคุณมีปัญหาสุขภาพนี้</p>
<p dir="auto">แม้ว่าโรคริดสีดวงทวารจะพบได้บ่อยมาก แต่หลายคนก็ยังไม่ทราบถึงปัจจัยเสี่ยง การรับประทานอาหารที่ไม่ดี การได้รับไฟเบอร์ไม่เพียงพอ การนั่งห้องน้ำเป็นเวลานาน และอาการท้องผูกอาจนำไปสู่โรคริดสีดวงทวารได้</p>
<p dir="auto">วิธีหนึ่งในการป้องกันโรคริดสีดวงทวารคือการรับประทานอาหารที่มีกากใย การเพิ่มผักและผลไม้ในอาหารของคุณจะสร้างสิ่งมหัศจรรย์สำหรับระบบย่อยอาหารของคุณ และยังช่วยในเรื่องอื่นๆ เช่น อาการท้องผูกหรือท้องเสียด้วย</p>
<p dir="auto">ริดสีดวงทวาร (เรียกอีกอย่างว่าริดสีดวงทวาร) เป็นเส้นเลือดขอดในทวารหนักและทวารหนัก เกิดจากการถ่ายอุจจาระลำบากหรือจากการขาดไฟเบอร์ในอาหาร เส้นเลือดที่บวมในและรอบ ๆ ทวารหนักอาจทำให้เกิดอาการคัน บวมอย่างเจ็บปวด และมีเลือดออก บางคนเรียกโรคริดสีดวงทวารว่าเป็น &#8220;คำสาปของครอบครัว&#8221; เพราะพวกเขามักทำงานในครอบครัว</p>
<p dir="auto">ปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่ทำให้เกิดโรคริดสีดวงทวาร ได้แก่ พันธุกรรม เพศ อายุ การตั้งครรภ์และการคลอดบุตร อาการท้องผูก โรคอ้วน และการยกของหนัก</p>
<p dir="auto">เมื่อเป็นโรคริดสีดวงทวาร สิ่งสำคัญคือต้องดื่มน้ำมาก ๆ ทุกวัน เช่น น้ำและของเหลวอื่น ๆ เช่น น้ำผลไม้หรือน้ำผักที่มีเนื้อสามารถช่วยจัดหาเส้นใยที่จำเป็นสำหรับความสม่ำเสมอ ไฟเบอร์ช่วยให้อุจจาระเคลื่อนตัวผ่านลำไส้ได้อย่างราบรื่นโดยไม่ต้อง</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Work from Home อย่างไร ไม่ส่งผลร้ายต่อกระดูกและข้อ</title>
		<link>https://bkkhealthcare.com/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%9e%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%a5/work-from-home-%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%a3-%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%aa%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%95/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[koy]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 24 May 2021 10:17:34 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[โรงพยาบาล]]></category>
		<category><![CDATA[Covid-19]]></category>
		<category><![CDATA[Work from Home]]></category>
		<category><![CDATA[กระดูกและข้อ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://bkkhealthcare.com/?p=523</guid>

					<description><![CDATA[ในห้วงเวลาที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับโรค Covid-19 ที่กำลังระบาดในขณะนี้ มีหลายคนต้องปรับตารางการทำงาน เพื่อรองรับกับสถานการณ์การระบาด และจำเป็นต้องทำงานจากที่บ้าน หรือที่เรียกกันว่า Work from Home ซึ่งการที่ต้องเปลี่ยนสถานที่จากที่ทำงานมาเป็นที่บ้านก็มีบางปัจจัยที่อาจทำให้เกิดความไม่สบาย หรือเกิดความเจ็บป่วยของโรคทางกระดูกและข้อได้ บทความชิ้นนี้จึงขอนำข้อแนะนำจาก นพ.ศรัณย์ ก่อวุฒิกุลรังษี แพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกและข้อ กระดูกสันหลัง โรงพยาบาลนวเวช มาบอกเล่า ลองมาดูกันว่าความไม่สบายและความเจ็บป่วยที่กระดูกและข้อที่เกิดจากการ Work from Home มีอะไรได้บ้าง และเราจะป้องกันได้อย่างไร อาการที่เกิดจาก Work from Home ปวดหลังง่ายขึ้น เนื่องจากสภาพแวดล้อมที่บ้านไม่เหมือนที่ทำงาน บางคนไม่มีโต๊ะหรือเก้าอี้ที่เหมาะสำหรับการทำงาน เช่น นั่งทำงานที่โต๊ะกินข้าว ซึ่งเก้าอี้จะปรับระดับไม่ได้ และที่รองนั่งอาจจะแข็ง พนักพิงไม่เหมาะสำหรับการนั่งนาน ๆ ทำให้เกิดอาการปวดหลังได้ง่ายกว่านั่งเก้าอี้ที่ทำงาน บางคนอยู่ในห้องพัก หรือคอนโดมิเนียม ไม่มีพื้นที่มากนัก ก็นั่งกับพื้นทำงาน ซึ่งเป็นท่าที่ไม่ถูกสุขลักษณะ ยิ่งทำให้ปวดหลังมากขึ้น นอกจากนั้น หมอนรองกระดูกสันหลังและข้อต่อยังต้องรับภาระมากกว่าปกติ ส่งผลให้หมอนรองกระดูกเสื่อมได้เร็วขึ้น ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อต้นคอ บ่า ไหล่ จากการใช้คอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน ๆ หลายคนปกติทำงานไม่ค่อยใช้คอมพิวเตอร์ทำงานมากนัก แต่พอWork from home ก็ต้องมีประชุมทางไกลบ่อยขึ้น บางวันก็มีหลายรอบ หรือบางคนเดิมที่ทำงานเป็นคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ พอมาทำที่บ้านก็ต้องใช้โน๊ตบุ๊คทำงานแทน ต้องก้มคอมากขึ้นเป็นเวลานาน ๆ ทำให้กล้ามเนื้อยึดตึง ปวดต้นคอ บ่า [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p style="font-weight: 400">ในห้วงเวลาที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับโรค Covid-19 ที่กำลังระบาดในขณะนี้ มีหลายคนต้องปรับตารางการทำงาน เพื่อรองรับกับสถานการณ์การระบาด และจำเป็นต้องทำงานจากที่บ้าน หรือที่เรียกกันว่า Work from Home ซึ่งการที่ต้องเปลี่ยนสถานที่จากที่ทำงานมาเป็นที่บ้านก็มีบางปัจจัยที่อาจทำให้เกิดความไม่สบาย หรือเกิดความเจ็บป่วยของโรคทางกระดูกและข้อได้</p>
<p style="font-weight: 400">บทความชิ้นนี้จึงขอนำข้อแนะนำจาก <strong>นพ.ศรัณย์ ก่อวุฒิกุลรังษี แพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกและข้อ กระดูกสันหลัง โรงพยาบาลนวเวช </strong>มาบอกเล่า ลองมาดูกันว่าความไม่สบายและความเจ็บป่วยที่กระดูกและข้อที่เกิดจากการ Work from Home มีอะไรได้บ้าง และเราจะป้องกันได้อย่างไร</p>
<p style="font-weight: 400"><strong>อาการที่เกิดจาก </strong><strong>W</strong><strong>ork from Home</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400">ปวดหลังง่ายขึ้น เนื่องจากสภาพแวดล้อมที่บ้านไม่เหมือนที่ทำงาน บางคนไม่มีโต๊ะหรือเก้าอี้ที่เหมาะสำหรับการทำงาน เช่น นั่งทำงานที่โต๊ะกินข้าว ซึ่งเก้าอี้จะปรับระดับไม่ได้ และที่รองนั่งอาจจะแข็ง พนักพิงไม่เหมาะสำหรับการนั่งนาน ๆ ทำให้เกิดอาการปวดหลังได้ง่ายกว่านั่งเก้าอี้ที่ทำงาน บางคนอยู่ในห้องพัก หรือคอนโดมิเนียม ไม่มีพื้นที่มากนัก ก็นั่งกับพื้นทำงาน ซึ่งเป็นท่าที่ไม่ถูกสุขลักษณะ ยิ่งทำให้ปวดหลังมากขึ้น นอกจากนั้น หมอนรองกระดูกสันหลังและข้อต่อยังต้องรับภาระมากกว่าปกติ ส่งผลให้หมอนรองกระดูกเสื่อมได้เร็วขึ้น</li>
<li style="font-weight: 400">ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อต้นคอ บ่า ไหล่ จากการใช้คอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน ๆ หลายคนปกติทำงานไม่ค่อยใช้คอมพิวเตอร์ทำงานมากนัก แต่พอWork from home ก็ต้องมีประชุมทางไกลบ่อยขึ้น บางวันก็มีหลายรอบ หรือบางคนเดิมที่ทำงานเป็นคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ พอมาทำที่บ้านก็ต้องใช้โน๊ตบุ๊คทำงานแทน ต้องก้มคอมากขึ้นเป็นเวลานาน ๆ ทำให้กล้ามเนื้อยึดตึง ปวดต้นคอ บ่า ไหล่ได้</li>
<li style="font-weight: 400">ปวดข้อมือ เอ็นอักเสบ นิ๊วล๊อค จากการใช้คอมพิวเตอร์ หรือโทรศัพท์มือถือเป็นเวลานาน ๆ</li>
<li style="font-weight: 400">ไม่ได้ออกกำลังกาย เนื่องจากไม่ต้องออกจากบ้าน ไม่ต้องเดินทาง ทำให้ร่างกายมีการขยับตัวน้อยลง กล้ามเนื้อไม่ได้รับการฝึกให้เกิดความแข็งแรง ส่งผลให้ปวดเมื่อยได้ง่ายขึ้น</li>
<li style="font-weight: 400">อยู่แต่ในบ้าน ไม่เจอแสงสว่าง ไม่เจอแดด ทำให้ร่างกายได้รับวิตามินดีจากแสงแดดลดลง ซึ่งมีผลทำให้การทำงานของกล้ามเนื้อลดลงและการสะสมแคลเซียมในร่างกายลดลง</li>
<li style="font-weight: 400">ดื่มชากาแฟบ่อยขึ้น บางคนไม่ดื่มอยู่แล้วก็คงไม่มีปัญหา แต่คนที่ดื่มกาแฟอยู่แล้ว พอทำงานคนเดียวมีความเครียด ก็ดื่มชากาแฟมากขึ้น ซึ่งคาเฟอีนที่มากเกินไปก็มีผลเสียกับร่างกาย ทั้งนอนไม่หลับ ใจสั่น กระตุ้นหัวใจมากเกินไป ถ้าใส่น้ำตาลครีม ก็ต้องระวังการได้รับน้ำตาลและไขมันมากเกินไป นอกจากนี้ คาเฟอีนยังทำให้เกิดการสูญเสียแคลเซียมออกจากร่างกาย ทำให้ความแข็งแรงของกระดูกลดลง</li>
<li style="font-weight: 400">ความเครียดเพิ่มขึ้น ทั้งจากการทำงานเป็นเวลานาน หรือบางคนอยู่คนเดียวที่บ้าน พอไม่ได้ไปทำงานเจอเพื่อนร่วมงาน บวกกับวิตกกังวลเรื่องสถานการณ์การระบาดของโรค ก็เกิดความเครียดสะสมขึ้นได้ ความเครียดนี้ก็ทำให้นอนไม่หลับ ปวดศีรษะ กล้ามเนื้อเกร็งปวดเมื่อยตามร่างกายได้</li>
<li style="font-weight: 400">น้ำหนักขึ้น แน่นอนว่าการที่เราทำงานอยู่ที่บ้าน ตู้เย็นและชั้นวางขนม ก็อยู่เพียงแค่เอื้อมเท่านั้น แถมยังวางล่อตาล่อใจขณะที่เราทำงานอยู่ตลอด เราก็มักจะเผลอหยิบมากินเล่นระหว่างทำงาน รู้ตัวอีกทีก็หมดถุงซะแล้ว แล้วช่วงนี้ก็เป็นยุคทองของการสั่งอาหารมากินที่บ้าน ไม่อยากจะออกไปไหน โทรสั่งแล้วก็นั่งชิลล์ ทำงานไป สักพักของกินก็มาส่ง เป็นแบบนี้นาน ๆ น้ำหนักต้องเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน ซึ่งจะส่งผลกับระบบร่างกายส่วนอื่นๆ โดยรวม เช่น ความดัน ระดับน้ำตาล ระดับไขมัน กระดูกและข้อต่อก็ต้องรับน้ำหนักมากขึ้น เกิดการปวดหลังปวดเข่า เป็นต้น</li>
</ul>
<p style="font-weight: 400"><strong>การแก้ปัญหาจากการ </strong><strong>W</strong><strong>ork from Home</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400">ทำงานให้เป็นเวลา กำหนดเวลาการทำงาน และการพักผ่อนที่ชัดเจน พยายามจบงานให้ได้ตามกำหนด ไม่ทำงานล่วงเวลา เพื่อมีเวลาไปทำกิจกรรมอื่นๆที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้น</li>
<li style="font-weight: 400">ปรับสภาพแวดล้อมให้เหมาะกับการทำงาน เช่น จัดที่นั่งบริเวณที่มีแสงสว่างเพียงพอ หาเก้าอี้นุ่ม ๆ มีพนักพิง ใครมีทุนหน่อยจะจัดหาเก้าอี้ทำงานดีๆก็ไม่ว่ากัน</li>
<li style="font-weight: 400">ปรับความสูงของจุดวางคอมพิวเตอร์ให้เหมาะสมกับร่างกายและท่านั่ง ความสูงของจอที่เหมาะสมนั้น ขอบบนของจออยู่ใกล้ระดับสายตา กลางจอควรอยู่ต่ำกว่าระดับสายตาประมาณ10-20 องศา เพื่อลดการก้มหรือเงยคอที่มากเกินไป หากใครใช้โน๊ตบุ๊คอาจใช้แท่นวาง เพื่อปรับความเอียงของแป้นพิมพ์และความสูงของจอก็ได้</li>
<li style="font-weight: 400">กำหนดระยะเวลาการทำงานต่อเนื่อง จัดเวลาให้มีการพักปรับอิริยาบทและยืดกล้ามเนื้ออย่างถูกวิธี ทั้งกล้ามเนื้อบริเวณ ศีรษะ คอ บ่า ไหล่ และหลัง</li>
<li style="font-weight: 400">หาเวลาออกกำลังกาย เพื่อให้กระดูกและกล้ามเนื้อได้ขยับทำงาน ฝึกกล้ามเนื้อคอ หลัง และไหล่ ที่ต้องใช้งานขณะนั่งทำงานให้เกิดความแข็งแรง ยืดเส้นยืดสาย การออกกำลังเป็นประจำยังทำให้ความเครียดลดลงด้วย ถ้าจะให้ดี การออกกำลังกายกลางแจ้งทำให้ได้รับแสงแดด ก็จะได้รับวิตามินดีเพิ่มด้วยอีกด้วย</li>
<li style="font-weight: 400">ตั้งเกณฑ์ควบคุมการทานขนม ของว่าง ชา กาแฟ ไม่ให้เยอะจนเกินไป กาแฟร้อนไม่ควรเกิน2แก้ว กาแฟเย็น ไม่ควรเกิน 1 แก้ว</li>
</ul>
<p style="font-weight: 400">Covid-19 ยังไม่จบง่าย ๆ พวกเรายังจำเป็นต้องทำงานจากที่บ้านกันไปอีกสักพัก ดังนั้น เรามาทำให้การ Work from Home เป็นการทำงานที่ดีต่อสุขภาพกันดีกว่า เพียงปฏิบัติตัวให้ถูกต้อง ปรับสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม ก็จะทำให้ลดความเครียดจากการทำงาน และมีความสุขมากขึ้น</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
