<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>รองเท้าพิเศษ &#8211; bkkhealthcare</title>
	<atom:link href="https://bkkhealthcare.com/tag/%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b9%80%e0%b8%a8%e0%b8%a9/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://bkkhealthcare.com</link>
	<description>แค่เว็บเวิร์ดเพรสเว็บหนึ่ง</description>
	<lastBuildDate>Wed, 17 Mar 2021 16:21:45 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.9.4</generator>
	<item>
		<title>ปัญหาสุขภาพเท้าแก้ได้ แค่มีรองเท้าสุขภาพ</title>
		<link>https://bkkhealthcare.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b8%e0%b8%9b%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%93%e0%b9%8c%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[BKK Healthcare]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 17 Mar 2021 16:21:45 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[รองเท้าสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[รองเท้าพิเศษ]]></category>
		<category><![CDATA[รองเท้าเพื่อสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[รองเท้าใส่สบาย]]></category>
		<category><![CDATA[สุขภาพเท้า]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://bkkhealthcare.com/?p=322</guid>

					<description><![CDATA[ปัญหาสุขภาพเท้าแก้ได้ แค่มี รองเท้าสุขภาพ เคยเป็นกันไหมคะ เวลายืนหรือเดินนาน ๆ จะปวดบริเวณฝ่าเท้ามาก ๆ เมื่อย ล้า หรือบางครั้งใส่รองเท้าไปแล้ว เจ้ารองเท้าก็ดันบีบซะจนเล็บห้อเลือด แต่เราก็ยังเลือกที่จะทนใส่กันต่อไป ซึ่งในกรณีที่เป็นผู้สูงอายุ การจะทนใส่รองเท้าที่ทำให้เท้าเป็นแผลหรือบาดเจ็บ คงไม่ดีแน่นอน เขาจึงมีนวัตกรรมออกมาเพื่อดูแลและแก้ปัญหาสุขภาพเท้าอย่างได้ผลชะงัด นั่นคือ “รองเท้าเพื่อสุขภาพ” แต่เราคงสงสัยกันใช่ไหมคะว่า แล้วรองเท้าที่ว่านี้จะช่วยแก้ปัญหาสุขภาพเท้าได้อย่างไร? รองเท้าสุขภาพคืออะไร รองเท้าเพื่อสุขภาพคือรองเท้าที่ออกแบบมาเพื่อให้ผู้สวมใส่สามารถใส่ได้ทั้งวัน โดยไม่เกิดอาการปวดเมื่อยบริเวณเท้า ขา หรือกระดูกข้อต่อต่าง ๆ รวมถึงไม่ก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพเท้าที่ไม่พึงประสงค์ที่อาจจะเกิดจาการอับชื้นของรองเท้าที่ใช้วัสดุที่ระบายอากาศได้ไม่ดี การสะสมแบคทีเรียภายในรองเท้า รูปทรงรองเท้าไม่เหมาะกับสรีระเท้า วิธีการเลือกรองเท้าเพื่อสุขภาพ เนื่องจากแต่ละบุคคลมีสรีระและข้อจำกัดของเท้าที่แตกต่างกันออกไป หากเลือกสวมใส่รองเท้าที่ไม่เหมาะสมกับสรีระ รูปร่างของเท้าแล้ว ย่อมก่อให้เกิดผลเสียตามมา เช่น ในคนที่เท้าผิดรูป หากใส่รองเท้าทั่วไป ก็อาจจะไปบีบรัดหรือกดบริเวณเท้าให้ได้รับบาดเจ็บได้ง่ายขึ้น หรือในคนที่เป็นเบาหวาน ที่ถูกกำชับมาว่าเท้าจะต้องไม่เป็นแผลเลย ถ้ารองเท้าเกิดไม่เหมาะสม เป็นแผลขึ้นมา สามารถก่อให้เกิดการติดเชื้อ อันตรายถึงชีวิตได้ โดยเราสามารถเลือกได้ดังนี้ 1. เลือกระดับความนุ่มและหนาที่พอเหมาะ รองเท้าเพื่อสุขภาพที่ดีจะต้องไม่นุ่มจนทำให้เท้าแบนบุ๋มลงไป และจะต้องไม่แข็งกระด้างจนเจ็บฝ่าเท้า ควรรองรับน้ำหนักได้ดี ในขณะเดียวกันก็ต้องสามารถคืนตัวกลับมาสภาพเดิมได้ เวลาเดินจะต้องไม่มีจุดที่มาเสียดสีให้เกิดบาดแผลบริเวณเท้า นอกจากนี้ ความหนาของพื้นรองเท้าควรมีความหนาที่พอดี [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h2><strong>ปัญหาสุขภาพเท้าแก้ได้ แค่มี รองเท้าสุขภาพ</strong></h2>
<p>เคยเป็นกันไหมคะ เวลายืนหรือเดินนาน ๆ จะปวดบริเวณฝ่าเท้ามาก ๆ เมื่อย ล้า หรือบางครั้งใส่รองเท้าไปแล้ว เจ้ารองเท้าก็ดันบีบซะจนเล็บห้อเลือด แต่เราก็ยังเลือกที่จะทนใส่กันต่อไป ซึ่งในกรณีที่เป็นผู้สูงอายุ การจะทนใส่รองเท้าที่ทำให้เท้าเป็นแผลหรือบาดเจ็บ คงไม่ดีแน่นอน เขาจึงมีนวัตกรรมออกมาเพื่อดูแลและแก้ปัญหาสุขภาพเท้าอย่างได้ผลชะงัด นั่นคือ “รองเท้าเพื่อสุขภาพ” แต่เราคงสงสัยกันใช่ไหมคะว่า แล้วรองเท้าที่ว่านี้จะช่วยแก้ปัญหาสุขภาพเท้าได้อย่างไร?</p>
<h3><strong>รองเท้าสุขภาพคืออะไร</strong></h3>
<p>รองเท้าเพื่อสุขภาพคือรองเท้าที่ออกแบบมาเพื่อให้ผู้สวมใส่สามารถใส่ได้ทั้งวัน โดยไม่เกิดอาการปวดเมื่อยบริเวณเท้า ขา หรือกระดูกข้อต่อต่าง ๆ รวมถึงไม่ก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพเท้าที่ไม่พึงประสงค์ที่อาจจะเกิดจาการอับชื้นของรองเท้าที่ใช้วัสดุที่ระบายอากาศได้ไม่ดี การสะสมแบคทีเรียภายในรองเท้า รูปทรงรองเท้าไม่เหมาะกับสรีระเท้า</p>
<h3><strong>วิธีการเลือกรองเท้าเพื่อสุขภาพ</strong></h3>
<p>เนื่องจากแต่ละบุคคลมีสรีระและข้อจำกัดของเท้าที่แตกต่างกันออกไป หากเลือกสวมใส่รองเท้าที่ไม่เหมาะสมกับสรีระ รูปร่างของเท้าแล้ว ย่อมก่อให้เกิดผลเสียตามมา เช่น ในคนที่เท้าผิดรูป หากใส่รองเท้าทั่วไป ก็อาจจะไปบีบรัดหรือกดบริเวณเท้าให้ได้รับบาดเจ็บได้ง่ายขึ้น หรือในคนที่เป็นเบาหวาน ที่ถูกกำชับมาว่าเท้าจะต้องไม่เป็นแผลเลย ถ้ารองเท้าเกิดไม่เหมาะสม เป็นแผลขึ้นมา สามารถก่อให้เกิดการติดเชื้อ อันตรายถึงชีวิตได้ โดยเราสามารถเลือกได้ดังนี้</p>
<p><strong>1. เลือกระดับความนุ่มและหนาที่พอเหมาะ<br />
</strong></p>
<p>รองเท้าเพื่อสุขภาพที่ดีจะต้องไม่นุ่มจนทำให้เท้าแบนบุ๋มลงไป และจะต้องไม่แข็งกระด้างจนเจ็บฝ่าเท้า ควรรองรับน้ำหนักได้ดี ในขณะเดียวกันก็ต้องสามารถคืนตัวกลับมาสภาพเดิมได้ เวลาเดินจะต้องไม่มีจุดที่มาเสียดสีให้เกิดบาดแผลบริเวณเท้า นอกจากนี้ ความหนาของพื้นรองเท้าควรมีความหนาที่พอดี สามารถรับแรงกระแทกตามแนวสันหลังได้</p>
<p><strong>2. หัวรองเท้าต้องมีความกว้างและยืดหยุ่นสูง</strong></p>
<p>หากหัวรองเท้าแคบ ก็จะไปบีบรัดเท้าให้เกิดบาดแผล หรือเล็บมีอาการห้อเลือด อาจถึงขั้นเล็บขบและต้องถอดเล็บในที่สุด รวมถึงรองเท้าที่ขาดความยืดหยุ่นจะส่งผลกระทบต่อเอ็นร้อยหวายทำให้เกิดการอักเสบขึ้นได้</p>
<p><strong>3. มีส่วนซัพพอร์ตอุ้งเท้าอย่างเหมาะสม</strong></p>
<p>ส่วนซัพพอร์ตอุ้งเท้าควรมีความแข็งแรงที่มากพอที่จะช่วยกระจายแรงกดของร่างกายไปทั่วฝ่าเท้า ไม่ทำให้น้ำหนักมารวมอยู่ที่ฝ่าเท้าด้านหน้าและส้นเท้ามากเกินไป ช่วยลดการเกิดอาการรองช้ำ นอกจากนี้ยังช่วยพยุงอุ้งเท้าไม่ให้เท้าบิดเข้าด้านใน ซึ่งหากนานไปจะทำให้แนวกระดูกสันหลังเบี้ยวจนทำให้รู้สึกปวดหลังส่วนบั้นเอว</p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter wp-image-329 size-full" src="https://bkkhealthcare.com/wp-content/uploads/2021/03/20181128_2_hotnews.jpg" alt="รองเท้าสุขภาพ" width="720" height="481" srcset="https://bkkhealthcare.com/wp-content/uploads/2021/03/20181128_2_hotnews.jpg 720w, https://bkkhealthcare.com/wp-content/uploads/2021/03/20181128_2_hotnews-300x200.jpg 300w, https://bkkhealthcare.com/wp-content/uploads/2021/03/20181128_2_hotnews-696x465.jpg 696w, https://bkkhealthcare.com/wp-content/uploads/2021/03/20181128_2_hotnews-629x420.jpg 629w" sizes="(max-width: 720px) 100vw, 720px" /></p>
<p><strong>4. มีที่รองรับส้นเท้าของรองเท้า</strong></p>
<p>ที่รองรับส้นเท้าของรองเท้าเพื่อสุขภาพนั้น ต้องสามารถรองรับแรงกระแทกที่เกิดจากการเดิน เพื่อป้องกันการเกิดอาการรองช้ำบริเวณส้นเท้า และควรช่วยกำหนดทิศทางการลงน้ำหนักเวลาเดิน เพื่อป้องกันไม่ให้เท้าลื่นหลุดจากรองเท้าและทำให้เกิดความสมดุลขณะเดิน ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดข้อเท้าพลิก</p>
<p><strong>5. ใช้วัสดุที่คุณภาพดี</strong></p>
<p>โดยเฉพาะส่วนที่ต้องสัมผัสกับเท้าโดยตรง เช่น วัสดุที่ทำซับในหรือวัสดุที่ใช้ห่อหุ้มรองเท้าเพื่อสุขภาพ ควรใช้วัสดุที่ทนทาน ไม่ขาดง่าย มีน้ำหนักเบา ไม่ก่อให้เกิดการอับชื้น แต่ก็ต้องไม่แข็งกระด้าง เมื่อใช้แล้วไม่เกิดการเสียดสีจนผิวหนังเป็นแผล</p>
<p>เมื่อเรามีรองเท้าเพื่อสุขภาพที่คุณภาพดี รองรับสรีระเท้าของเราได้อย่างเหมาะสมแล้ว ก็จะเป็นการช่วยลดภาระการทำงานของเท้าเราในแต่ละวัน เรียกได้ว่าเป็นการดูแล ถนอมเท้าของเราให้ใช้งานได้ดีในระยะยาวอีกด้วย</p>
<p><span style="color: #0000ff"><strong><a style="color: #0000ff" href="https://bkkhealthcare.com/">BKK Healthcare</a></strong> </span>เว็บไซต์สุขภาพยอดนิยม</p>
<p>ขอบคุณรูปภาพจาก <span style="color: #0000ff"><strong><a style="color: #0000ff" href="https://www.chula.ac.th/news/14882/" target="_blank" rel="noopener">จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย</a></strong></span> โพสต์อัพนิวส์</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ผู้ป่าวโรคเบาหวาน กับ การดูแลเท้า และการเลือกรองเท้า</title>
		<link>https://bkkhealthcare.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b8%e0%b8%9b%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%93%e0%b9%8c%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%99-%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b9%89%e0%b8%b2/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[BKK Healthcare]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 14 Mar 2021 17:02:18 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[รองเท้าสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[การดูแลเท้า โรคเบาหวาน]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้ป่วยเบาหวาน]]></category>
		<category><![CDATA[รองเท้าผู้ป่วยเบาหวาน]]></category>
		<category><![CDATA[รองเท้าพิเศษ]]></category>
		<category><![CDATA[โรคเบาหวาน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://bkkhealthcare.com/?p=214</guid>

					<description><![CDATA[โรคเบาหวาน กับ การดูแลเท้า โรคเบาหวาน มีความเสี่ยงต่อการเกิดแผลที่เท้าสูงเนื่องจากมีการเสื่อมของหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดตีบแคบเลือดไปเลี้ยงบริเวณเท้าน้อยลง รวมทั้งมีการเสื่อมของเส้นประสาทที่ไปเลี้ยงยังเท้า แผลที่เท้าจากเบาหวาน เป็นอาการบาดเจ็บที่นำไปสู่การตัดขาที่พบมากที่สุด การป้องกันและให้การวินิจฉัยตั้งแต่แรกมีความสำคัญมาก การดูแลในผู้ป่วยเบาหวานต้องใช้องค์ความรู้ที่ครบถ้วน ครอบคลุมปัจจัยเสี่ยงหลัก ๆ ที่นำไปสู่การตัดอวัยวะ ปัจจัยเสี่ยงที่ ทำให้ต้องตัดขา ประกอบด้วย 1. ปลายประสาทอักเสบ (Peripheral neuropathy) ความบกพร่องหรือสูญเสียระบบรับความรู้สึก ภาวะเลือดไปเลี้ยงไม่พอ ความผิดปกติของระบบประสาทอัตโนมัติ ก่อให้หลั่งเหงื่อน้อยลง ผิวแห้ง แตกเป็นร่อง ภาวะอ้วน ความบกพร่องด้านการมองเห็น ภาวะบกพร่องในการควบคุมน้ำตาลในเลือด 2. โครงสร้างของเท้าผิดปกติ เท้าผิดรูปและการเกิดปุ่มกระดูกงอก อันเป็นผลมาจากถูกกดเป็นเวลานาน จำกัดการเคลื่อนไหวของข้อ 3. การเกิดแผลที่เท้า มีประวัติเป็นแผลที่เท้า หรือเคยตัดอวัยวะส่วนล่างของร่างกาย สวมรองเท้าไม่เหมาะสม ทำให้ผิวหนังถูกเสียดสี หรือ กดทับ แนวทางการดูแลรักษาป้องกันเท้าในผู้ป่วยเบาหวาน 1. การตรวจและ การดูแลเท้า อย่างสม่ำเสมอ จะรู้ได้อย่างไรว่ามีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคแทรกซ้อนที่เท้า สีของผิวเปลี่ยนไปเช่นคล้ำขึ้น = ผิวสวยๆ อุณหภูมิของผิวหนังเพิ่มขึ้น = เนื้ออุ่นๆ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h1>โรคเบาหวาน กับ การดูแลเท้า โรคเบาหวาน</h1>
<p>มีความเสี่ยงต่อการเกิดแผลที่เท้าสูงเนื่องจากมีการเสื่อมของหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดตีบแคบเลือดไปเลี้ยงบริเวณเท้าน้อยลง รวมทั้งมีการเสื่อมของเส้นประสาทที่ไปเลี้ยงยังเท้า แผลที่เท้าจากเบาหวาน เป็นอาการบาดเจ็บที่นำไปสู่การตัดขาที่พบมากที่สุด การป้องกันและให้การวินิจฉัยตั้งแต่แรกมีความสำคัญมาก การดูแลในผู้ป่วยเบาหวานต้องใช้องค์ความรู้ที่ครบถ้วน ครอบคลุมปัจจัยเสี่ยงหลัก ๆ ที่นำไปสู่การตัดอวัยวะ</p>
<h3>ปัจจัยเสี่ยงที่ ทำให้ต้องตัดขา ประกอบด้วย</h3>
<p>1. ปลายประสาทอักเสบ (Peripheral neuropathy)</p>
<p>ความบกพร่องหรือสูญเสียระบบรับความรู้สึก<br />
ภาวะเลือดไปเลี้ยงไม่พอ<br />
ความผิดปกติของระบบประสาทอัตโนมัติ ก่อให้หลั่งเหงื่อน้อยลง ผิวแห้ง แตกเป็นร่อง<br />
ภาวะอ้วน<br />
ความบกพร่องด้านการมองเห็น<br />
ภาวะบกพร่องในการควบคุมน้ำตาลในเลือด</p>
<p>2. โครงสร้างของเท้าผิดปกติ</p>
<p>เท้าผิดรูปและการเกิดปุ่มกระดูกงอก อันเป็นผลมาจากถูกกดเป็นเวลานาน<br />
จำกัดการเคลื่อนไหวของข้อ</p>
<p>3. การเกิดแผลที่เท้า</p>
<p>มีประวัติเป็นแผลที่เท้า หรือเคยตัดอวัยวะส่วนล่างของร่างกาย<br />
สวมรองเท้าไม่เหมาะสม ทำให้ผิวหนังถูกเสียดสี หรือ กดทับ</p>
<h3>แนวทางการดูแลรักษาป้องกันเท้าในผู้ป่วยเบาหวาน</h3>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-216 size-full" src="https://bkkhealthcare.com/wp-content/uploads/2021/03/shutterstock_9376147.jpg" alt="การดูแลเท้า โรคเบาหวาน" width="1000" height="667" srcset="https://bkkhealthcare.com/wp-content/uploads/2021/03/shutterstock_9376147.jpg 1000w, https://bkkhealthcare.com/wp-content/uploads/2021/03/shutterstock_9376147-300x200.jpg 300w, https://bkkhealthcare.com/wp-content/uploads/2021/03/shutterstock_9376147-768x512.jpg 768w, https://bkkhealthcare.com/wp-content/uploads/2021/03/shutterstock_9376147-696x464.jpg 696w, https://bkkhealthcare.com/wp-content/uploads/2021/03/shutterstock_9376147-630x420.jpg 630w" sizes="(max-width: 1000px) 100vw, 1000px" /></p>
<h2>1. การตรวจและ การดูแลเท้า อย่างสม่ำเสมอ</h2>
<p>จะรู้ได้อย่างไรว่ามีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคแทรกซ้อนที่เท้า<br />
สีของผิวเปลี่ยนไปเช่นคล้ำขึ้น = ผิวสวยๆ<br />
อุณหภูมิของผิวหนังเพิ่มขึ้น = เนื้ออุ่นๆ<br />
บวมที่เท้า = บวมไม่บวปวดขา<br />
ปวดเท้าเวลาเดิน = เดินไม่เจ็บ<br />
แผลที่เท้าหายช้า = เจ็บง่ายก็ต้องหายเร็ว<br />
เล็บขบและมีเชื้อราที่เล็บ = อย่ามาขบ อย่ามากัด<br />
เลือดออกบริเวณตาปลา = เลือดฉันจะไหล<br />
ผิวแห้งแตกโดยเฉพาะบริเวณส้นเท้า = ผิวฉันจะแตก</p>
<h2>2. การทำรองเท้าพิเศษสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน</h2>
<p>รองเท้าจำเป็นสำหรับผู้ป่วยเบาหวานอย่างไร<br />
ผู้ป่วยเบาหวานมีความจำเป็นต้องใช้รองเท้าชนิดพิเศษมากเพื่อการป้องกันไม่ให้เกิดแผล และหากมีแผลและรักษาแผลหายแล้วก็ยังต้องใช้รองเท้าชนิดพิเศษต่อไป เพื่อไม่ให้แผล เกิดซ้ำขึ้นมาอีก จากการวิจัยของ King’s college ของประเทศอังกฤษพบว่าผู้ป่วยที่หายเป็นแผลแล้วกลับมาใส่รองเท้าปกติ มีโอกาสเป็นแผล ซ้ำถึง 83% ส่วนผู้ป่วยที่ใส่รองเท้าพิเศษสำหรับผู้ป่วยเบาหวานมีโอกาสเกิดแผลซ้ำเพียง 17% เท่านั้น</p>
<h3>คุณสมบัติของรองเท้าที่เหมาะสมกับผู้ป่วยเบาหวาน</h3>
<p>• ต้องมีความนุ่ม (cushioning)<br />
ความนุ่มที่เหมาะสมสำหรับ ผู้ป่วยเบาหวานคือ 15 องศาชอว์ วัดไม่ยาก คือ ความนุ่มที่เอามือบีบแล้วยุบลงครึ่งหนึ่งของความหนาเดิม เราต้องการความนุ่มเพื่อลดแรงกระแทก และหนังแข็ง เพราะผู้ป่วยมักมีควาผิดปกติเช่น นิ้วเท้าจิกงอ (Claws toes) การโปนของปุ่มกระดูก (Bony prominent) บริเวณนี้จะมีแรงกดสูงกว่าปกติ อันจะส่งผลให้เกิด ตาปลา หนังแข็งนำไปสู่การเป็นแผลได้</p>
<p>• ปรับสายคาดได้ (Adjustable)<br />
เพราะเท้าคนเราขนาดไม่เท่ากันแต่ละช่วงเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ป่วยเบาหวานที่มี ปัญหาหลอดเลือด โรคแทรกซ้อนทางไต มักจะมีการบวมได้ง่าย การปรับได้จะทำให้ลดการกดบริเวณหลังเท้า ซึ่งอาจไปขัดขวางการไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงที่เท้า (blocked Dorsalis Pedis Artery)</p>
<p>• ต้องมีสายรัดส้น (back strap)<br />
เนื่องจากกล้ามเนื้อในเท้าอ่อนแรงจากปลายประสาทเสื่อม ส่งผลให้รองเท้าหลุดออกจากเท้าได้ง่าย<br />
ผู้ป่วยจะพยายามจิกนิ้วเท้ากับรองเท้าเพื่อไม่ให้หลุด อันเป็นการส่งเสริมให้เกิดภาวะนิ้วงอ (Claw Toe) ตามมา ส่งผลให้เกิดเป็นความผิดปกติระดับทุติยภูมิ (Secondary Impairment) ตามมาจากภาวะปลายประสาทเสื่อม จะก่อให้เกิดปัญหาตามมามากมาย</p>
<p>• รูปแบบต้องเป็นที่ยอมรับ สำหรับตัวผู้สวมใส่เอง ลักษณะอาชีพ สังคม<br />
รองเท้าที่ดีใส่แล้วต้องรู้สึกสบาย และสิ่งที่พิสูจน์ในขั้นสุดท้ายว่ารองเท้านั้นดี คือ เท้าต้องไม่มีแผล ไม่ว่าแผลเก่าหรือแผลใหม่</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-218 size-full" src="https://bkkhealthcare.com/wp-content/uploads/2021/03/HTB1d03xdUuF3KVjSZK9762VtXXaB.png" alt="การดูแลเท้า โรคเบาหวาน" width="732" height="730" srcset="https://bkkhealthcare.com/wp-content/uploads/2021/03/HTB1d03xdUuF3KVjSZK9762VtXXaB.png 732w, https://bkkhealthcare.com/wp-content/uploads/2021/03/HTB1d03xdUuF3KVjSZK9762VtXXaB-300x300.png 300w, https://bkkhealthcare.com/wp-content/uploads/2021/03/HTB1d03xdUuF3KVjSZK9762VtXXaB-150x150.png 150w, https://bkkhealthcare.com/wp-content/uploads/2021/03/HTB1d03xdUuF3KVjSZK9762VtXXaB-696x694.png 696w, https://bkkhealthcare.com/wp-content/uploads/2021/03/HTB1d03xdUuF3KVjSZK9762VtXXaB-421x420.png 421w" sizes="(max-width: 732px) 100vw, 732px" /></p>
<h3>หลักการในการเลือกหรือผลิตรองเท้าสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน</h3>
<p>• มีด้านหน้าของรองเท้า (Toe Box) ลึกและกว้างเพื่อป้องกันการบีบรัดและเสียดสี<br />
• มีความลึกของรองเท้ามากเป็นพิเศษเพื่อให้ใส่อุปกรณ์เสริมและการปรับแต่งได้ทำได้ง่าย<br />
• ออกแบบมาให้สามารถปรับและใส่อุปกรณ์เสริมได้ง่าย<br />
• พื้นรองเท้าทำจากวัสดุที่ นุ่ม ไร้รอยต่อ เพื่อป้องกันการเสียดสี<br />
• ส่วนรองรับหลังเท้ายาว นุ่ม และมีส่วนรองรับด้านในของเท้ายาวเป็นพิเศษเพื่อการรองรับน้ำหนักที่ดีและสวมใส่สบาย<br />
• พื้นรองเท้าหนา แข็งแรง และสามารถปรับแต่งได้เพื่อความมั่นคงและป้องกันการทิ่มแทงจากวัสดุต่างๆ<br />
• มีให้เลือกทั้งแบบผูกเชือก (lace) และแถบสายรัด (Velcro strap) เพื่อให้สามารถปรับได้ง่ายเนื่องจากผู้ป่วยเบาหวานมักจะมีการเปลี่ยนแปลงของขนาดเท้าโดยเฉพาะผู้ที่มีความผิดปกติของไตร่วมด้วย</p>
<h3>เหตุผลทางเทคนิคในลักษณะรองเท้าผู้ป่วยเบาหวาน</h3>
<p>– เพื่อป้องกันและลดแรงกระแทกที่จะเกิดกับร่างกายในเวลายืนหรือเดิน<br />
– ความแข็งและได้ทรงของตัวรองเท้าจะช่วยลดแรงเค้นและแรงเครียดที่เกิดจากการการเคลื่อนไหวในการเดินของบริเวณเท้าส่วนหน้าได้<br />
– เนื่องจากผู้ป่วยเบาหวานมักมีการเปลี่ยนแปลงขนาดของเท้าในระหว่างวันจากสภาวะโรค ดังนั้น สายเชือก หรือ แถบรัดจึงมีความจำเป็น<br />
– จากรูปดังกล่าวจะเห็นถึงการเปรียบเทียบระหว่างรองเท้าที่มีการหุ้มข้อเท้าด้านหลังหรือมีสายรัดข้อเท้าจะสามารถลดการเสียดสีจากการเดินที่จะเกิดขึ้นซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดแผลได้</p>
<h2>3. การทำแผ่นรองในรองเท้าสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน</h2>
<p>แผ่นรองในรองเท้าเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่จะช่วยปกป้องฝ่าเท้าของผู้ป่วยเบาหวานได้ เนื่องจากเป็นบริเวณที่สัมผัสกับจุดเสี่ยงที่จะเกิดแผลเบาหวานโดยตรง การทำแผ่นรองในรองเท้าสำหรับผู้ป่วยเบาหวานจึงมีข้อควรคำนึงเพื่อให้สามารถรองรับฝ่าเท้า ลดแรงกระแทก และ ลดความเสี่ยงที่จะเกิดแผลเบาหวานให้ได้มากที่สุด</p>
<h3>เหตุผลทางเทคนิคในลักษณะแผ่นรองในรองเท้าสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน</h3>
<p>– เพื่อป้องกันและลดแรงกระแทกที่จะเกิดกับร่างกายในเวลายืนหรือเดิน<br />
– จากการวิจัย การใส่แผ่นลดแรงกระแทกที่หน้าเท้า และ การเสริมอุ้งเท้า จะช่วยเพิ่มพื้นที่สัมผัสเท้าในการเดินถึง 47% และ แรงที่จะกระทำต่อฝ่าเท้าจะสามารถลดลงได้ถึง 1ใน 3 จากเดิม<br />
– แผ่นรองในรองเท้าจะช่วยรองรับฝ่าเท้าทั้งหมด และ จากการวิจัยพบว่า สามารถลดแรงกระทำต่อทั้งฝ่าเท้าได้ถึง 1ใน 2 จากเดิม</p>
<p><span style="color: #0000ff"><strong><a style="color: #0000ff" href="https://bkkhealthcare.com/">BKK Healthcare</a></strong></span> เว็บไซต์สุขภาพยอดนิยม</p>
<p>ขอบคุณรูปภาพจาก ThaiQuote, <strong><span style="color: #0000ff"><a style="color: #0000ff" href="https://www.bangkokpattayahospital.com/th/healthcare-services-th/dm-and-endocrinology-center-th/item/1230-important-information-for-people-with-diabete.html" target="_blank" rel="noopener">Bangkok Hospital Pattaya</a></span></strong></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
