<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>สูตรสบู่โยเกิร์ต &#8211; bkkhealthcare</title>
	<atom:link href="https://bkkhealthcare.com/tag/%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%aa%e0%b8%9a%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b9%82%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%95/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://bkkhealthcare.com</link>
	<description>แค่เว็บเวิร์ดเพรสเว็บหนึ่ง</description>
	<lastBuildDate>Sun, 16 Jan 2022 18:54:05 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.9.5</generator>
	<item>
		<title>แจกสูตรสบู่โยเกิร์ตไวท์สตรอว์เบอร์รี่</title>
		<link>https://bkkhealthcare.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b9%81%e0%b8%88%e0%b8%81%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%aa%e0%b8%9a%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b9%82%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%95%e0%b9%84%e0%b8%a7%e0%b8%97/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin BkkHealthcare]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 25 Dec 2021 14:07:05 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[สุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[สบู่โยเกิร์ต]]></category>
		<category><![CDATA[สูตรสบู่โยเกิร์ต]]></category>
		<category><![CDATA[แจกสูตรสบู่โยเกิร์ต]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://bkkhealthcare.com/?p=689</guid>

					<description><![CDATA[แจกสูตรสบู่โยเกิร์ตไวท์สตรอว์เบอร์รี่ (Yogurt White Strawberry Soap) สตรอเบอร์รี่ โยเกิร์ต อาร์บูติน กลูต้าไธโอน นมสด น้ำผึ้ง น้ำมันมะพร้าว AHA สรรพคุณสารสกัด สตรอว์เบอร์รี่ ผิวดูอ่อนเยาว์ ไม่แก่ก่อนวัย เพราะว่าสตรอว์เบอร์รี่มีกรดแอลลาจิก ที่เป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระช่วยป้องกันคอลลาเจนไม่ให้ถูกทำลาย ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งในการเกิดริ้วรอยได้ หมดปัญหาเรื่องสิว นอกจากสตรอว์เบอร์รี่จะไม่ทำให้หน้าเราเหี่ยวแล้ว ยังช่วยลดปัญหาสิวบนใบหน้าได้อีกด้วย เพราะสาเหตุหลักของสิว มักเกิดจากรูขุมขนอุดตัน เนื่องจากต่อมไขมันผลิตความมันออกมามากเกินไปจนเกิดการอุดตันขึ้น แต่ปัญหานี้จะบรรเทาลงได้เมื่อทานสตรอว์เบอร์รี่ เพราะว่าสารอาหารในสตรอว์เบอร์รี่จะเข้าไปช่วยให้ต่อมไขมันเราผลิตความมันออกมาน้อยลง เลยทำให้ปัญหาสิวลดลงตามไปด้วย ป้องกันแสง UV มีการวิจัยออกมาแล้วว่า สตอรว์เบอร์รี่สามารถช่วยป้องกันการถูกทำร้ายจากรังสี UVA ได้ แม้จะยังไม่ทราบถึงสาเหตุที่แน่ชัด แต่ก็เชื่อว่า สิ่งที่น่าจะเชื่อมโยงกันระหว่างสตรอว์เบอร์รี่และรังสี UV ก็คือ anthocyanin สารที่ทำให้พืช ดอกไม้ และผลไม้มีสีเป็นสีแดง สารตัวนี้ไม่ได้ทำให้สตรอว์เบอร์รี่มีสีแดงเท่านั้น แต่ยังมีสรรพคุณอื่นๆ ที่ช่วยลดการอักเสบในร่างกาย ต่อต้านอนุมูลอิสระ และมีฤทธิ์ต่อต้านการเกิดเนื้องอกด้วย อีกทั้งยังมีกรดแอลลาจิกก็ทำหน้าที่ได้เป็นอย่างดี ในช่วยในการป้องกันแสง UV ลดความมันบนผิวหน้า ด้วยวิตามิน C ที่มีอยู่ในสตรอว์เบอร์รี่ เลยช่วยทำให้ลดความมันส่วนเกินบนใบหน้าได้ และยังช่วยบำรุงผิว พร้อมฟื้นฟูผิวให้กลับมามีสุขภาพดี สวยใส [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>แจกสูตรสบู่โยเกิร์ตไวท์สตรอว์เบอร์รี่ (</strong><strong>Yogurt White Strawberry Soap)</strong></p>
<ul>
<li><strong>สตรอเบอร์รี่</strong></li>
<li><strong>โยเกิร์ต</strong></li>
<li><strong>อาร์บูติน</strong></li>
<li><strong>กลูต้าไธโอน</strong></li>
<li><strong>นมสด</strong></li>
<li><strong>น้ำผึ้ง</strong></li>
<li><strong>น้ำมันมะพร้าว</strong></li>
<li><strong>AHA</strong></li>
</ul>
<p><strong>สรรพคุณสารสกัด</strong></p>
<p><strong>สตรอว์เบอร์รี่</strong></p>
<ol>
<li><strong> ผิวดูอ่อนเยาว์ ไม่แก่ก่อนวัย</strong></li>
</ol>
<p>เพราะว่าสตรอว์เบอร์รี่มี<strong>กรดแอลลาจิก</strong> ที่เป็น<strong>สารต่อต้านอนุมูลอิสระช่วยป้องกันคอลลาเจนไม่ให้ถูกทำลาย</strong> ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งในการเกิดริ้วรอยได้</p>
<ol start="2">
<li><strong> หมดปัญหาเรื่องสิว</strong></li>
</ol>
<p>นอกจากสตรอว์เบอร์รี่จะไม่ทำให้หน้าเราเหี่ยวแล้ว ยังช่วยลดปัญหาสิวบนใบหน้าได้อีกด้วย เพราะสาเหตุหลักของสิว มักเกิดจากรูขุมขนอุดตัน เนื่องจากต่อมไขมันผลิตความมันออกมามากเกินไปจนเกิดการอุดตันขึ้น แต่ปัญหานี้จะบรรเทาลงได้เมื่อทานสตรอว์เบอร์รี่ เพราะว่าสารอาหารในสตรอว์เบอร์รี่จะเข้าไปช่วยให้ต่อมไขมันเราผลิตความมันออกมาน้อยลง เลยทำให้ปัญหาสิวลดลงตามไปด้วย</p>
<ol start="3">
<li><strong> ป้องกันแสง UV</strong></li>
</ol>
<p>มีการวิจัยออกมาแล้วว่า สตอรว์เบอร์รี่สามารถช่วยป้องกันการถูกทำร้ายจากรังสี UVA ได้ แม้จะยังไม่ทราบถึงสาเหตุที่แน่ชัด แต่ก็เชื่อว่า สิ่งที่น่าจะเชื่อมโยงกันระหว่างสตรอว์เบอร์รี่และรังสี UV ก็คือ anthocyanin สารที่ทำให้พืช ดอกไม้ และผลไม้มีสีเป็นสีแดง สารตัวนี้ไม่ได้ทำให้สตรอว์เบอร์รี่มีสีแดงเท่านั้น แต่ยังมีสรรพคุณอื่นๆ ที่ช่วยลดการอักเสบในร่างกาย ต่อต้านอนุมูลอิสระ และมีฤทธิ์ต่อต้านการเกิดเนื้องอกด้วย อีกทั้งยังมีกรดแอลลาจิกก็ทำหน้าที่ได้เป็นอย่างดี ในช่วยในการป้องกันแสง UV</p>
<ol start="4">
<li><strong> ลดความมันบนผิวหน้า</strong></li>
</ol>
<p>ด้วยวิตามิน C ที่มีอยู่ในสตรอว์เบอร์รี่ เลยช่วยทำให้ลดความมันส่วนเกินบนใบหน้าได้ และยังช่วยบำรุงผิว พร้อมฟื้นฟูผิวให้กลับมามีสุขภาพดี สวยใส</p>
<ol start="5">
<li><strong> ลดรอยคล้ำใต้ดวงตา</strong></li>
</ol>
<p>หากคุณกำลังประสบปัญหาใต้ตาดำเหมือนกับตาของหมีแพนด้าอยู่ล่ะก็ สตรอว์เบอร์รี่ก็เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่จะมารับมือกับปัญหานี้ ซึ่งวิธีการลดรอยคล้ำไต้ดวงตาก็ทำคล้ายๆ กับการใช้แตงกวา ด้วยการหั่นสตรอว์เบอร์รี่เป็นแว่นๆ แล้วเอามาโปะทิ้งไว้ที่ตาประมาณ 15 นาที แล้วล้างออก</p>
<ol start="6">
<li><strong> บำรุงริมฝีปาก</strong></li>
</ol>
<p>สตรอว์เบอร์รี่ยังช่วยบำรุงริมฝีปากของเราให้ดูสวย มีสุขภาพดี ด้วยการเอาสตรอว์เบอร์รี่ 2 ลูกไปบดผสมกับน้ำตาล 2 ช้อนชา แล้วเอาไปสครับที่ริมฝีปากประมาณ 1 นาทีแล้วล้างออก น้ำตาลจะช่วยขัดเซลล์ผิวที่ริมฝีปากอย่างอ่อนโยน พร้อมกับบำรุงริมฝีปากด้วยกรดในสตรอว์เบอร์รี่</p>
<ol start="7">
<li><strong> สครับผิว ช่วยให้ผิวกระจ่างใส มีออร่า</strong></li>
</ol>
<p>กรดและวิตามินซีในสตรอว์เบอร์รี่ยังช่วยในเรื่องความกระจ่างใสของผิวให้แลดูมีออร่า ในสตรอว์เบอร์รี่มีกรด salicylic ช่วยในการผลัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วออกไป เราสามารถบำรุงผิวได้ทั้งกิน และเอามาทำเป็นสครับขัดผิวก็ได้ ด้วยการนำสตรอว์เบอร์รี่มาบดแล้วผสมน้ำมันมะกอกและน้ำตาลลงไป แล้วเอามาสครับผิวก่อนอาบน้ำ ก็จะช่วยให้ผิวขาวกระจ่างใส มีออร่ามากขึ้น และยังรู้สึกถึงความชุ่มชื้นของผิวอย่างไม่เคยได้สัมผัสมาก่อนอีกด้วย</p>
<p><strong>โยเกิร์ต</strong></p>
<p>ชาวต่างชาตินิยมใช้โยเกิร์ตทาบำรุงผิว เพราะ โยเกิร์ตมีสารอาหารที่มีความสำคัญต่อร่างกายหลายชนิด เช่น วิตามินบี 2 วิตามินบี 5 วิตามินบี 12 แคลเซียม ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม ไอโอดีน สังกะสี และโมลิปดีนัม</p>
<p>โยเกิร์ตมีแร่ธาตุสังกะสี ที่ช่วยขจัดสิวให้ใบหน้าและผิวพรรณไม่มีด่างพร้อยจากร่องรอย รสเปรี้ยวและความเป็นกรดเล็กน้อยในโยเกิร์ตช่วยขจัดสิ่งสกปรก วิตามินช่วยบำรุงผิวคล้ายการอาบน้ำนม ช่วยลดอาการคันหนังศีรษะและป้องกันรังแค</p>
<p><strong>ผิวเนียนใสด้วยโยเกิร์ต</strong> ผิวขาวใส กระชับรูขุมขน ป้องกันการเกิดริ้วร้อยก่อนวัย!!</p>
<p>อยากรู้ไหมคะว่าโยเกิร์ตอาหารว่างอันอร่อยของใครหลายๆ คน มีข้อดีต่อการบำรุงผิวอย่างไรบ้าง วันนี้เรามาพบกับประโยชน์อันดีเยี่ยมของโยเกิร์ตทีทำให้ผิวของเราขาวใสเนียน อย่างปลอดภัยและเป็นธรรมชาติกันค่ะ</p>
<p><strong>โยเกิร์ต</strong>นั้นอุดมไปด้วยโปรตีน แคลเซียม วิตามินดี และโปรไบโอติก ซึง่โปรไบโอติกคือแบคทีเรียที่มีสุขภาพดีทีช่วยในการย่อยอาหาร นอกจากโยเกิร์ตจะมีคุณค่าต่อร่างกายภายในแล้วนั้น เรายังสามารถใช้โยเกิร์ตในการบำรุงผิวภายนอกได้อย่างดีมีประสิทธิภาพอีกด้วย ค่ะ</p>
<p><strong>ประโยชน์ของโยเกิร์ตในการบำรุงผิว</strong></p>
<p><strong>&#8211; โยเกิร์ตช่วยในการให้ความชุ่มชื้นกับผิวหนัง </strong></p>
<p>ช่วยฟื้นฟูใบ หน้าที่หมองคล้ำให้กลับมาเนียนนุ่ม กระจ่างใส เพียงแค่ใช้โยเกิร์ตรสธรรมชาติในการพอกหน้า 2-3ครั้ง ต่อสัปดาห์ ซึ่งหลังจากที่ทำการพอกหน้านั้นคุณจะรู้สึกได้ถึงความชุ่มชื้นและความเรียบ เนียบของผิวหน้า</p>
<p><strong>&#8211; การพอกหน้าด้วยโยเกิร์ตอย่างสม่ำเสมอทำให้ใบหน้าขาวใส </strong></p>
<p>ช่วยในการลดเลือนรอยแผลจากสิว ฝ้า กระ โดยการพอกหน้าด้วยโยเกิร์ตเพื่อความขาวเนียนใสนั้น เราสามาถใช้น้ำมะนาวหรือน้ำ</p>
<p><strong>&#8211; โยเกิร์ตช่วยในการกระชับรูขุมขน </strong></p>
<p>ซึ่งการพอกหน้าด้วยโยเกิร์ตนั้นช่วยในการกระชับรูขุมขนที่กว้างให้เล็กลงหาก พอกหน้าเป็นประจำ โดยหลังจากพอกหน้าแล้วนั้นควรล้างหน้าด้วยน้ำเย็น</p>
<p><strong>&#8211; โยเกิร์ตช่วยบรรเทาอาการผิวไหม้จากแสงแดด </strong></p>
<p>หากคุณรู้สึกคันและระคายเคื่องบริเวณผิวไหม้ให้ใช้โยเกิร์ตพอกเพื่อให้ความ ชุ่มชื้นแก่บริเวณนั้น โดยทิ้งไว้ประมาณ 10 – 15 นาทีแล้วล้างออก</p>
<p><strong>&#8211; โยเกิร์ตช่วยในการเยียวยาสิวบนใบหน้า </strong></p>
<p>ด้วยคุณสมบัติของกรดธรรมชาติในโยเกิร์ตสามารถทำลายเชื้อแบคทีเรียสาเหตุที่ ทำให้เกิดสิว กำจัดเชื้อราหรือเชื้อโรคต่างๆ โดยพอกโยเกิร์ตในบริเวณที่เป็นสิวประมาณ 30 นาทีแล้วล้างออก ซึ่งการพอกโยเกิร์ตนี้จะช่วยให้ผิวสะอาดและลดอาการระคายเคืองและการเกิดสิวได้</p>
<p><strong>&#8211; โยเกิร์ตป้องกันการเกิดริ้วรอยก่อนวัย </strong></p>
<p>นับว่าเป็นอีกหนึ่งคุณสมบัติอันยอดเยี่ยม สารต้านอนุมูลอิสระในโยเกิร์ตทำหน้าที่ช่วยในการป้องกันการเกิดริ้วรอย จากอนุมูลอิสระที่คอยทำลายเซลล์ผิวที่ก่อให้เกิดริ้วรอย</p>
<p>9 สูตรมาส์กต่อไปนี้ ก็เป็นสูตรมาส์กหน้าจากโยเกิร์ตที่จะช่วยแก้สารพันปัญหาผิวหน้าได้อยู่หมัดค่ะ</p>
<p><strong>อัลฟ่าอาร์บูติน </strong><strong>Alpha Arbutin </strong><strong>คือ</strong> สารสกัดที่ได้จากพืช ซึ่งในพืชหลายชนิดมี Alpha Arbutin ที่มีหน้าที่ไปช่วยยับยั้งการ oxidation ของเอ็มไซน์ในร่างกายเรา ซึ่งกระบวนการนี้จะไปช่วยยับนั้งเม็ดสีเมลานินโดยตรง ซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่าเม็ดสีผิวเมลานินนั้นทำให้ผิวคล้ำ ซึ่งเราจะเห็นภาพได้ชัดคือ เมื่อเราปลอกผลไม้ทิ้งไว้ เช่น มะม่วงจะเกิดกระบวนการ oxidation มะม่วงจะเกิดคล้ำขึ้นเพราะสารเหล่านี้นั่นเอง สารเหล่านี้มีอยู่ทั้งในตัวพืชและสัตว์ทั่วไป ลักษณะของ Alpha Arbutin นั้นเป็นสารที่สามารถละลายน้ำได้ สลายตัวไดด้ง่าย จึงไม่เสถียรเท่าไหร่นัก แต่มีข้อดีคือมันสามารถใช้ได้ทุกสภาพผิว เช่น ผิวมัน ผิวแห้ง ผิวผสมค่ะ ซึ่งกระบวนการยับยั้งเซลล์ผิวนั้น อัลฟ่าอาร์บูตินมันได้ไปช่วยยับยั้งโดยตรง คือ ไปแก้ปัญหาที่ต้นเหตุกันเลย ทำให้ผลิตภัณฑ์ความงามทั่วโลกนิยมนิสารตัวนี้ไปใช้ เพราะเห็นผลเร็ว เหมาะกับไปเป็นส่วนผสมของ whitening ต่างๆ แต่มีข้อเสียคือ ราคาค่อนข้างแพง<br />
<strong>ข้อดีของ </strong><strong>Alpha Arbutin </strong><strong>อัลฟ่าอาร์บูตินคือ</strong> ไม่ทำให้ผิวบางลง เพราะมันไปยับยนั้งในเซลล์โดยตรงไม่ได้ทำการพลัดผิวใหม่ออกมา คือ บำรุงจากภายในนั้นเอง เมื่อผิวไม่บางลงเราก็สามารถบำรุงผิวไปพร้อมกับผลิตภัณฑ์อื่นๆ เช่น วิตามินซี ครีมกันแดด หรือ ครีมบำรุงผิวอื่นๆได้ตามสะดวก และแม้ว่าจะหยุดใช้อัลฟ่าอาร์บูตินแล้วก็ไม่ทำให้ผิวคล้ำขึ้นแต่อย่างใดอีกด้วย เราเพียงแต่หมั่นหลีกเลี่ยงแสงแดด หรือถ้าจะออกแดดก็ต้องหมั่นทาครีมกันแดดทุกครั้ง ให้ใช้วิตามินซีเข้มข้นร่วมกับอัลฟ่าอาร์บูตินจะทำให้ผิวเราขาวไว นาน ไม่กลับไปหมองคล้ำอีก</p>
<p><strong>ประโยชน์ของกลูต้าไธโอนมีอะไรบ้าง</strong></p>
<p>สารกลูต้าไธโอน ถือเป็นสุดยอดของสารต้านอนุมูลอิสระ ทำหน้าที่สำคัญในการทำงานของวิตามินซีและอี หากร่างกายได้รับปริมาณของสารนี้สูง คุณภาพและสุขภาพผิวจะดีขึ้น สารนี้ยังมีหน้าที่สำคัญในการขับสารพิษออกจากเซลล์ โดยขจัดโลหะหนัก สารพิษ และอนุมูลอิสระ ซึ่งทำลายคุณภาพการทำงานของเซลล์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเซลล์ผิว การเกิดเม็ดสีคล้ำ (pigmentation) บนผิวหนัง เช่น จุดด่างดำที่เกิดขึ้นตามวัย หรือแม้แต่ริ้วรอยต่างๆ สามารถลดลงและหลีกเลี่ยงได้โดยการเพิ่มสารกลูต้าไธโอนในร่างกาย สารกลูต้าไธโอนทำหน้าที่ช่วยการทำงานของตับ ไต และลำไส้ ซึ่งเป็นอวัยวะที่ช่วยขับสารพิษในร่างกาย สารกลูต้าไธโอนช่วยในการขับสารพิษได้ 2 วิธี ดังนี้คือ</p>
<ul>
<li>ขจัดสารพิษ และสารเคมีที่ช่วยในการย่อยซึ่งร่างกายดูดซึม</li>
<li>ขัดขวางและทำให้สารพิษมีค่าเป็นกลางก่อนที่ลำไส้จะดูดซึม</li>
</ul>
<p><strong>หน้าที่ของกลูต้าไธโอนในการปกป้องผิว</strong></p>
<p>รังสียูวีจากแสงแดดสามารถทะลุผ่านเข้าไปยังผิวชั้นใน และก่อให้เกิดปัญหาผิวเสื่อมก่อนวัยได้ เนื่องจากรังสียูวีเข้าไปทำลายเส้นใยคอลลาเจน สารกลูต้าไธโอนเป็นสารต้านอนุมูลอิสนะ ที่ช่วยปกป้องเส้นใยคอลลาเจนจากการถูกทำลายโดยรังสียูวี รวมถึงปกป้องการยืดหยุ่นของผิวอีกด้วย</p>
<p><strong>ทำไมกลูต้าไธโอนจึงทำให้ผิวขาว</strong></p>
<p>สาเหตุหลักของผิวที่เข้มขึ้นและการเกิดกระก็คือ การที่เซลล์เมลาโนไซต์สังเคราะห์เมลานินในปริมาณที่มากเกินไปในผิวชั้นใน (dermis) ไทโรซิเนสเป็นเอนไซม์หลักในกระบวนการสังเคราะห์เมลานิน เม็ดสีเมลานินมี 2 ชนิด ได้แก่</p>
<ul>
<li>ยูเมลานิน (Eumelanin) เป็นเซลล์เม็ดสีเข้มที่พบในสีผิวของคนผิวสี</li>
<li>ฟิโอเมลานิน (Pheomelanin) เซลล์เม็ดสีแดงที่พบมากในผิวของคนผิวขาว</li>
</ul>
<p>กลูต้าไธโอนลดการผลิตเม็ดสี ที่เกิดจากกระบวนการของเอนไซม์ไทโรเนส และเปลี่ยนเซลล์เม็ดสีเข้มยูเมลานิน (eumelanin) เป็นเซลล์สีเหลืองหรือแดงฟิโอเมลานิน (pheomelanin) การลดเมลานินในร่างกายทำให้ผิวขาวขึ้น กระบวนการทำให้ผิวขาวของกลูต้าไธโอน เริ่มจากบริเวณเนื้อเยื่อผิวชั้นใน (dermis) ออกสู่เนื้อเยื่อผิวชั้นนอก (epidermis)</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>นมสด </strong></p>
<p>รู้หรือไม่ว่า นมที่เรานิยมดื่มกันอยู่ทุกวันนั้นก็ทำให้ผิวของคุณสวยใสได้เหมือนกันนะคะ แถมยังทำให้ผิวนุ่มเนียนเหมือนผิวเด็กอีกด้วย แต่ทั้งนี้จะต้องเป็นนมจืดเท่านั้นนะ เพราะหากเป็นนมที่มีส่วนผสมของน้ำตาลล่ะก็ รับรองได้เลยว่าผิวหน้าของคุณจะได้สิวมาเป็นของแถมแน่นอน แต่เอ! แล้วนมจะมีประโยชน์อย่างไรบ้างล่ะ เราไปดูประโยชน์ของนมที่มีต่อผิวกันแบบเต็มสตรีมกันเลยดีกว่าค่ะ</p>
<p><strong>คุณประโยชน์จากนม เนรมิตผิวสวยสมบูรณ์แบบ</strong></p>
<p><strong>ทำให้ผิวนุ่มน่าสัมผัส เหมือนผิวเด็ก</strong><strong><br />
</strong>เนื่องจากนมมีส่วนช่วยในการบำรุงผิวให้นุ่มเนียนได้ดี จึงสามารถนำมาบำรุงผิวหน้าให้เนียนใสได้ไม่ยากเลยล่ะ แถมยังช่วยทำความสะอาดรูขุมขนให้สะอาดหมดจดอีกด้วยนะคะ เรียกได้ว่า นอกจากนมจะทำให้ผิวของคุณนุ่มน่าสัมผัสเหมือนผิวเด็กแล้ว ยังทำให้ผิวเรียบเนียนไร้สิวอีกด้วยนะเออ</p>
<p><strong>คุณประโยชน์จากนม เนรมิตผิวสวยสมบูรณ์แบบ</strong></p>
<p><strong>ช่วยปรับผิวให้ขาวกระจ่างใส</strong><strong><br />
</strong>เพราะน้ำนมมีกรดแลคติกที่มีส่วนช่วยในการปรับสภาพผิวให้ดูขาวกระจ่างใสได้เป็นอย่างดี จึงเหมาะที่จะนำมาปรับสภาพผิวให้ดูขาวใสมากเลยล่ะ แต่ถ้าให้ดีแนะนำให้นำมาผสมกับแป้งหรือมะขามเปียก ทำเป็นครีมพอกหน้า จะมีประสิทธิภาพในการบำรุงผิวมากขึ้นจากเดิมอย่างไม่น่าเชื่อเลยล่ะ อย่างไรก็ลองทำกันดูนะคะ</p>
<p><strong>คุณประโยชน์จากนม เนรมิตผิวสวยสมบูรณ์แบบ</strong></p>
<p><strong>ลดการเกิดริ้วรอย</strong><strong><br />
</strong>ไม่ว่าใครก็ไม่อยากแก่เร็วใช่ไหมล่ะ เพราะฉะนั้นลองบำรุงผิวหน้าของคุณด้วยน้ำนมบ่อยๆ ดูสิคะ เพราะในน้ำนมนั้นมีสารตัวหนึ่งที่เรียกว่าไบโอติน ซึ่งมีส่วนช่วยในการสร้างคอลลาเจนให้กับผิวได้เป็นอย่างดี จึงไม่ทำให้เกิดริ้วรอยก่อนวัยและช่วยชะลอความแก่ได้นั่นเอง</p>
<p><strong>คุณประโยชน์จากนม เนรมิตผิวสวยสมบูรณ์แบบ</strong></p>
<p><strong>ช่วยกระชับรูขุมขนให้ดูกระชับมากขึ้น</strong><strong><br />
</strong>น้ำนมมีส่วนช่วยในการกระชับรูขุมขนได้เป็นอย่างดี ซึ่งจะเหมาะกับคนที่มีรูขุมขนกว้างมากเลยล่ะ ซึ่งนอกจากจะช่วยกระชับให้รูขุมขนดูเล็กลงได้แล้วยังช่วยลดการเกิดสิวได้อีกด้วย อย่างนี้ต้องเปลี่ยนจากครีมกระชับรูขุมขนมาใช้น้ำนมแทนแล้วล่ะไม่น่าเชื่อเลยใช่ไหมคะว่าน้ำนมจะมีประโยชน์ต่อผิวมากขนาดนี้ เพราะฉะนั้น เรามาบำรุงผิวด้วยน้ำนมกันเถอะค่ะ ซึ่งนอกจากจะทำให้ผิวของคุณดูเนียนใสมี<a href="https://bkkhealthcare.com/">สุขภาพ</a>ดีแล้ว ยังไม่ก่อให้เกิดการระคายเคืองอีกด้วย ดีอย่างนี้ไม่ลองไม่ได้แล้วนะคะ ทีนี้สาวๆ คนไหนที่กำลังต้องการจะบำรุงผิวหน้าให้เนียนใสขึ้นก็ลองหยิบน้ำนมมาใช้กันดู  รับรองได้ผลแน่นอน</p>
<h2><strong>นมผึ้ง&#8221; คืออะไร</strong><strong>?</strong></h2>
<p><strong>&#8220;</strong><strong>นมผึ้ง&#8221;</strong> หรือ Royal jelly เป็นผลผลิตที่หลั่งออกมาจากต่อมไฮโปฟาริงจ์ (Hypopharyngeal Gland) ของผึ้งงาน <strong>นมผึ้ง</strong>มีลักษณะเป็นของเหลวสีขาวคล้ายน้ำนม รสหวาน มีกลิ่นเปรี้ยวเล็กน้อย เป็นอาหารหลักของผึ้งนางพญาและตัวอ่อนผึ้ง เพื่อช่วยกระตุ้นในการเจริญเติบโต</p>
<p>นมผึ้งช่วยให้ผึ้งนางพญามีรูปร่างใหญ่โตและสวยกว่าผึ้งตัวอื่นๆ และที่สำคัญยังช่วยให้ผึ้งนางพญามีอายุยืนมากกว่าผึ้งงานถึง 20 เท่า ส่งผลให้ผึ้งนางพญาสามารถวางไข่เพื่อสืบพันธุ์ได้ประมาณ 2,500 ฟองต่อวันตลอดจนสิ้นอายุขัย</p>
<p>ในปัจจุบัน มีหลายๆ ประเทศเริ่มศึกษาวิจัยเกี่ยวกับ &#8220;นมผึ้ง&#8221; เพื่อประโยชน์ของมันมาต่อยอดผลิตยารักษาโรค อาหารเสริม หรือแม้กระทั่งเป็นส่วนผสมของครีมบำรุงและเครื่องสำอาง</p>
<p><strong>นมผึ้ง&#8221;</strong> เป็นยาอายุวัฒนะ มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระซึ่งช่วยในการชะลอวัยและทำให้สุขภาพแข็งแรง เป็นแหล่งของสารอาหารที่ครบถ้วนสมบูรณ์มาก ช่วยให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งสดใส ช่วยลดปัญหาของสิว ฝ้า กระ และช่วยสร้างคอลลาเจนใต้ชั้นผิวหนังได้ด้วย</p>
<p><strong>น้ำมันมะพร้าว</strong></p>
<p><strong>บำรุงผิวพรรณ</strong></p>
<p>น้ำมันมะพร้าวมีสรรพคุณโดดเด่นในการเติมความชุ่มชื้นให้ผิว ด้วยคุณสมบัติเด่นคือ ปกป้องผิวพรรณจากแสงแดด ลม ฝุ่นละออง และอุดมด้วยสารอาหารสำคัญที่ช่วยบำรุงและซ่อมแซมเซลล์ ฟื้นฟูเซลล์ผิวหนังให้แข็งแรงกลับมามีชีวิตชีวา เช่น วิตามินอี และมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยบำรุงผิวให้นุ่มชุ่มชื้น ทั้งเก็บรักษาความชุ่มชื้นในชั้นผิวหนังเอาไว้ ทำให้เซลล์ผิวเต่งตึง ช่วยลดริ้วรอยที่มักเป็นปัญหาที่น่ากังวลใจของผู้ที่มีริ้วรอยก่อนวัย และผู้สูงวัยอย่างได้ผล ในสมัยโบราณนับว่าเป็นเคล็ดลับในการดูแลผิวที่ผู้หญิงส่วนใหญ่มักใช้น้ำมันมะพร้าวทาหน้าเพื่อใช้บำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่งสดใสไม่แห้งกร้าน เพื่อลดรอยเหี่ยวย่น แนะนำว่าหากจะใช้ทาให้ทาเฉพาะตอนกลางคืนหรือช่วงก่อนเข้านอน</p>
<h4><strong>รักษาสิว</strong></h4>
<p>น้ำมันมะพร้าวมีกรดลอริก (lauric acid) ช่วยขจัดเชื้อแบคทีเรีย บนใบหน้าป้องกันปัญหาใหญ่อย่างสิวเรื้อรัง ลดการอักเสบของสิว นอกจากนี้ยังมีวิตามิน E และวิตามิน K ช่วยลดรอยแผลเป็นหลังเกิดสิว น้ำมันมะพร้าวยังเหมาะกับผู้ที่มีแนวโน้มเป็นสิวง่าย สามารถใช้ได้ทุกวัน</p>
<p>นอกจากรักษาสิวแล้วยังมีผลการศึกษาอีกมากมายพบว่าน้ำมันมะพร้าวสามารถช่วยรักษาอาการผิดปกติทางผิวหนัง เช่น โรคเรื้อน โรคสะเก็ดเงิน และหากใช้เป็นประจำน้ำมันมะพร้าวยังช่วยสมานแผลต่างๆ ได้ด้วย</p>
<h4><strong>บรรเทาผิวหน้าลอกแห้ง</strong></h4>
<p>น้ำมันมะพร้าวใช้ทาช่วยแก้อาการผิวแห้ง ผิวแตก ผิวลอก ผิวเป็นขุยได้ สาวๆ หลายคนมีปัญหาผิวหน้าลอก แห้ง ทาแป้งหรือเครื่องสำอางอยู่ไม่ทนและครีมบำรุงผิวไม่ซึมสู่ผิวหนัง สาเหตุเกิดจากผิวหนังผลัดเซลล์ผิวได้ไม่ดี หรือผิวขาดน้ำ น้ำมันมะพร้าว ช่วยได้โดย ทาน้ำมันมะพร้าวทั่วใบหน้า ทิ้งไว้ 10-30 นาที แล้วล้างออก ส่วนคนที่ผิวหน้าแห้งมากอาจใช้น้ำมันมะพร้าวทาแทนครีมบำรุงประเภทมอยส์เจอไรเซอร์สำหรับกลางคืนได้เลย</p>
<h4><strong>บำรุงผิวหน้า</strong></h4>
<p>สารอนุมูลอิสระ เป็นตัวการอันหนึ่งของการเกิดฝ้า และ กระ วิตามินอีในน้ำมันมะพร้าวจะทำหน้าที่ต่อต้านสารอนุมูลอิสระ ลดการเกิดริ้วรอยเหี่ยวย่น ป้องกันรอยหมองคล้ำ ตามปกติผิวหนังจะสูญเสียความชุ่มชื้น เพราะถูกแดดและลม</p>
<p>น้ำมันมะพร้าวมีคุณสมบัติเป็นสารรักษาความชุ่มชื้น รักษาอาการผิวแห้ง แตก ลอก เป็นขุย ลดอาการผื่นแพ้ แสบคันตามผิวหนัง จึงช่วยให้ผิวนวลเนียน อีกทั้งช่วยปกป้องผิวจากแสงแดด สามารถใช้น้ำมันมะพร้าวทาแก้ผิวไหม้แดด อาการแสบร้อนจะบรรเทาลง</p>
<p>น้ำมันมะพร้าวคือสารให้ความชุ่มชื้นตามธรรมชาติ นำสำลีชุบน้ำอุ่นแล้วบีบน้ำออก หยดน้ำมันมะพร้าว 2-3 หยดลงบนสำลีทาให้ทั่วใบหน้า สามารถทิ้งไว้ได้โดยไม่ต้องล้างออก จะช่วยให้ผิวหน้าเนียนนุ่มไม่แห้งกร้าน รู้สึกว่าผิวหน้าละเอียดขึ้น หน้าเนียนขึ้น รอยด่างดำจากสิวจางลงมากอย่างไม่น่าเชื่อ</p>
<p>ใช้ทาหน้าบางๆ ก่อนนอนแทนครีมบำรุงผิว แนะนำว่าต้องเป็นน้ำมันมะพร้าวแบบสกัดเย็น เพราะน้ำมันมะพร้าวที่ผ่านความร้อนจะทำให้วิตามิน E สลายไป ไม่เหมือนการสกัดเย็นที่ยังได้คุณค่าของน้ำมันมะพร้าวครบ</p>
<p>นอกจากจะใช้ทาบำรุงผิวหน้าแล้ว ผิวกายก็ควรใช้ร่วมด้วย เพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ลดอาการปวดเมื่อย ปวดข้อต่างๆ ใช้เป็นประจำทุกวัน อุดมด้วยวิตามิน E ช่วยปกป้องรังสี UV</p>
<p><strong>น้ำมันอัลมอนด์</strong> มีประสิทธิภาพในการให้ความชุ่มชื้นแก่ผิว ทำให้ผิวไม่แห้งกร้าน ผิวหน้าจะค่อย ๆ เนียนนุ่มจนสัมผัสได้ ทำให้ผิวกระชับ อีกทั้งยังช่วยลดริ้วรอยก่อนวัยและรอยตีนกา</p>
<p>AHA ส่วนผสมสำคัญของผลิตภัณฑ์บำรุงผิวและเครื่องสำอาง ที่หลายคนร่ำลือว่ามีประโยชน์ต่อผิวพรรณ ช่วยป้องกันสิว ลดริ้วรอยบนใบหน้า แต่แท้จริงแล้ว AHA คืออะไร และมีประโยชน์ต่อสุขภาพผิวอย่างไรบ้าง</p>
<p><strong>AHA คืออะไร</strong></p>
<p>AHA หรือ กรดอัลฟาไฮดรอกซี (Alpha Hydroxy Acids) คือ สารสกัดจากธรรมชาติที่มีฤทธิ์เป็นกรด เช่น กรดซีตริก (Citric Acid) จากผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว กรดทาร์ทาริก (Tartaric Acid) จากองุ่น กรดไกลโคลิก (Glycolic Acid) จากอ้อย กรดมาลิก (Malic Acid) จากแอปเปิ้ล และกรดแลคติก (Lactic Acid) จากนมเปรี้ยว เป็นต้น</p>
<p>AHA ถูกนำมาใช้คืนความอ่อนเยาว์และบำรุงผิวมายาวนานตั้งแต่อดีต และยังคงใช้กันอย่างแพร่หลายจนถึงปัจจุบัน ทั้งนี้ ประสิทธิภาพการดูแลผิวขึ้นอยู่กับความเข้มข้นของ AHA ในผลิตภัณฑ์แต่ละชนิดด้วย ซึ่งกรดไกลโคลิคและกรดแลคติกเป็นชนิดที่ใช้เป็นส่วนผสมของเครื่องสำอางมากที่สุด</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>การทำงานของ </strong><strong>AHA</strong></p>
<p>แสงแดดและกาลเวลาเป็นตัวการสำคัญที่ส่งผลต่อสุขภาพเซลล์ผิวหนัง ซึ่ง AHA จะช่วยผลัดเซลล์ผิวเก่าหรือเซลล์ผิวที่ตายแล้วให้หลุดออกจากชั้นผิวหนัง และเผยผิวที่มีสุขภาพดีออกมา การใช้ AHA ที่มีความเข้มข้นสูงและใช้อย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานอาจส่งผลต่อชั้นผิวที่อยู่ลึกลงไป ด้วยการกระตุ้นการเกิดใหม่ของคอลลาเจนและอีลาสตินใต้ผิวหนัง ทำให้ผิวนุ่มและริ้วรอยต่าง ๆ ดูลดเลือนลง</p>
<p>อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคควรศึกษาข้อมูลการใช้ และเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ระบุปริมาณ AHA อย่างชัดเจน โดยการใช้ AHA ที่มีความเข้มข้นสูง ควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเสมอ</p>
<p><strong>AHA ช่วยลดเลือนริ้วรอย ชะลอความชราบนใบหน้า</strong></p>
<p>คอลลาเจน คือ โปรตีนที่ช่วยสร้างและซ่อมแซมเซลล์ เพิ่มความแข็งแรงและความยืดหยุ่นให้แก่เนื้อเยื่อส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เมื่ออายุมากขึ้น ร่างกายจะผลิตคอลลาเจนน้อยลง ทำให้ผิวหนังหย่อนคล้อยและเกิดริ้วรอย ซึ่งผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีส่วนผสมของ AHA จะกระตุ้นการผลัดเซลล์ผิว ช่วยฟื้นฟูสภาพผิวได้เร็วขึ้น ทำให้ริ้วรอยต่าง ๆ ลดเลือนลง และช่วยปรับสีผิวให้เรียบเนียนสม่ำเสมอ อีกทั้งยังมีการศึกษาค้นคว้าถึงประสิทธิภาพของครีมบำรุงผิวที่มีส่วนผสมของ AHA วิตามิน บี3 วิตามินซี และวิตามินอี ซึ่งช่วยลดเลือนริ้วรอยและทำให้ผิวเรียบเนียนขึ้นหลังจากใช้ไปแล้ว 21 วัน โดยไม่เกิดผลข้างเคียงต่อผิว</p>
<p><strong>AHA ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น และปรับสมดุลค่าพีเอชให้แก่ผิว</strong></p>
<p>ผิวสุขภาพดีควรมีค่ากรดด่างหรือค่าพีเอช (pH) เป็นกรดเล็กน้อย หรืออยู่ระหว่าง 4.5-5.5 ซึ่งเรียกว่าผิวมีค่าพีเอชที่สมดุล ส่วนผิวที่มีค่าพีเอชไม่สมดุลจะมีแนวโน้มเป็นสิวและผิวแห้งได้มากกว่า ซึ่งกรดมาลิกจากแอปเปิ้ล มักถูกนำไปเป็นส่วนผสมในเครื่องสำอางหรือครีมบำรุง เพื่อช่วยปรับสมดุลค่าพีเอชให้แก่ผิว และอาจมีประสิทธิภาพดีกว่าเมื่อเทียบกับ AHA ชนิดอื่น ๆ ยิ่งไปกว่านั้น กรดมาลิกยังมีคุณสมบัติรักษาความชื้นได้ดี ซึ่งจะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิวได้อีกด้วย</p>
<p><strong>AHA ช่วยป้องกัน</strong><strong>สิว</strong><strong> และทำให้</strong><strong>รอยสิว</strong><strong>ดูจางลง</strong></p>
<p>เมื่อมีน้ำมันบนใบหน้ามากเกินไป รวมกับเซลล์ผิวที่ตายแล้ว และสิ่งสกปรกต่าง ๆ เข้าไปอุดตันตามรูขุมขน อาจเป็นเหตุทำให้เกิดสิวหัวดำ และหากเกิดการติดเชื้อแบคทีเรียก็อาจทำให้กลายเป็นสิวอักเสบได้ในที่สุด AHA จะช่วยผลัดเซลล์ผิวที่ตายแล้ว และกำจัดสิ่งอุดตันตามรูขุมขน อีกทั้งยังช่วยลดอาการอักเสบ กระชับรูขุมขน กระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวใหม่ที่เรียบเนียนกว่า ทำให้รอยสิวดูจางลง ดีต่อผิวของผู้ที่เป็นสิวง่าย</p>
<p><strong>ใช้ </strong><strong>AHA อย่างไรให้ปลอดภัย</strong></p>
<p>โดยทั่วไป การใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของ AHA ในรูปแบบครีมทาผิวที่ระดับความเข้มข้นไม่เกิน 10 เปอร์เซ็นต์ค่อนข้างปลอดภัย แต่หากต้องการใช้ผลิตภัณฑ์ AHA ที่มีความเข้มข้นมากกว่า 10 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป ควรได้รับการดูแลภายใต้การควบคุมดูแลจากคำแนะนำของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น ส่วนผู้ที่ตั้งครรภ์หรือผู้ที่กำลังให้นมบุตรก็สามารถใช้ครีมทาผิว AHA ได้ที่ความเข้มข้นไม่เกิน 10 เปอร์เซ็นต์ แต่ไม่ควรบริโภค AHA ในรูปแบบอื่น เช่น ไม่ควรรับประทานกรดมาลิก เพราะยังไม่มีข้อมูลด้านความปลอดภัยในแม่และเด็กทารกจากการใช้กรดชนิดนี้</p>
<p>อย่างไรก็ตาม การใช้ AHA อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงได้ โดยเฉพาะในผู้ที่มีผิวบอบบางและแพ้ง่าย เช่น ระคายเคือง ผิวบวมแดงหรือคัน ผิวแห้ง ผิวลอก สีผิวไม่เท่ากัน และผิวไวต่อแดด ดังนั้น ควรทาครีมกันแดดเสมอ เพื่อปกป้องผิวจากแสงอาทิตย์ ปรึกษาแพทย์เมื่อมีข้อสงสัย และไปพบแพทย์ทันที หากเกิดผลข้างเคียงที่อาจเป็นอันตรายต่อผิวได้</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
