Home โรงพยาบาล เทคโนโลยีการแพทย์ฉุกเฉิน: การพัฒนาทางการแพทย์ในสภาวะฉุกเฉิน

เทคโนโลยีการแพทย์ฉุกเฉิน: การพัฒนาทางการแพทย์ในสภาวะฉุกเฉิน

0
1
Photo emergency medicine technology

เมื่อพูดถึงสถานการณ์ฉุกเฉินทางการแพทย์ ทุกวินาทีมีค่า การเข้าถึงการรักษาที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ สามารถสร้างความแตกต่างระหว่างความเป็นและความตายได้ เทคโนโลยีการแพทย์ฉุกเฉิน (Emergency Medical Technology) คือกุญแจสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถนี้ ด้วยนวัตกรรมที่ออกแบบมาเพื่อช่วยเหลือบุคลากรทางการแพทย์ในการวินิจฉัย รักษา และดูแลผู้ป่วยในสถานการณ์วิกฤตได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น บทความนี้จะพาคุณไปสำรวจว่าเทคโนโลยีเหล่านี้มีอะไรบ้าง และมีบทบาทสำคัญอย่างไรในการช่วยชีวิตผู้คน

การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีในหน่วยฉุกเฉิน

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา การแพทย์ฉุกเฉินได้เห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จากเทคโนโลยีที่เข้ามาช่วยเสริมศักยภาพ จากเดิมที่อาจต้องอาศัยการประเมินด้วยมือและการสื่อสารแบบดั้งเดิม ปัจจุบันเรามีเครื่องมือที่ชาญฉลาดและเชื่อมโยงกัน ทำให้การดูแลผู้ป่วยฉุกเฉินมีประสิทธิภาพมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

องค์ประกอบสำคัญของเทคโนโลยีการแพทย์ฉุกเฉิน

เทคโนโลยีการแพทย์ฉุกเฉินไม่ได้จำกัดอยู่ที่ใดที่หนึ่ง แต่ครอบคลุม ตั้งแต่อุปกรณ์ทางการแพทย์ในรถพยาบาล ไปจนถึงระบบซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการจัดการข้อมูลผู้ป่วย หรือแม้แต่เทคนิคใหม่ๆ ที่ช่วยในการวินิจฉัยอย่างรวดเร็ว

ในยุคที่เทคโนโลยีมีบทบาทสำคัญในวงการแพทย์ การพัฒนาเทคโนโลยีในสาขาการแพทย์ฉุกเฉินก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้แอปพลิเคชันและอุปกรณ์ที่ช่วยในการประเมินและรักษาผู้ป่วยอย่างรวดเร็ว หากคุณสนใจในเรื่องนี้ สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความเกี่ยวกับ “8 วิธีดูแลผิวจากวัย” ที่มีข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพในด้านต่าง ๆ ได้ที่ ที่นี่

AI และ Machine Learning: สมองกลช่วยชีวิต

ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ Machine Learning (ML) กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญในการแพทย์ฉุกเฉิน ด้วยความสามารถในการประมวลผลข้อมูลจำนวนมหาศาลได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ AI สามารถช่วยบุคลากรทางการแพทย์ในการตัดสินใจได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

การวินิจฉัยโรคเบื้องต้นที่รวดเร็วด้วย AI

  • การวิเคราะห์ภาพถ่ายทางการแพทย์: AI สามารถวิเคราะห์ภาพสแกนคอมพิวเตอร์ (CT scan), เอ็กซ์เรย์ (X-ray) หรือภาพอัลตราซาวด์ (Ultrasound) เพื่อตรวจหาสัญญาณผิดปกติ เช่น การเลือดออกในสมอง การแตกหักของกระดูก หรือปอดอักเสบ ได้เร็วกว่าและแม่นยำกว่ามนุษย์ในบางกรณี ทำให้สามารถให้การรักษาได้ทันท่วงที
  • ระบบช่วยตัดสินใจทางคลินิก (Clinical Decision Support Systems – CDSS): ระบบเหล่านี้ใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลผู้ป่วย เช่น อาการ ประวัติทางการแพทย์ ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ และเสนอแนวทางการวินิจฉัยที่เป็นไปได้ รวมไปถึงแนะนำการรักษาที่เหมาะสม ซึ่งช่วยลดความผิดพลาดและเพิ่มคุณภาพการดูแล

การพยากรณ์ภาวะวิกฤตและการจัดการทรัพยากร

  • การคาดการณ์ภาวะแทรกซ้อน: AI สามารถช่วยทำนายความเสี่ยงของการเกิดภาวะแทรกซ้อนในผู้ป่วยฉุกเฉิน เช่น ภาวะช็อกติดเชื้อ หรือภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน จากข้อมูลที่มีอยู่ ทำให้ทีมแพทย์สามารถเตรียมพร้อมรับมือหรือป้องกันได้ตั้งแต่เนิ่นๆ
  • การบริหารจัดการรถพยาบาลและบุคลากร: AI สามารถวิเคราะห์ข้อมูลการเรียกใช้บริการฉุกเฉินในอดีต เพื่อคาดการณ์ความต้องการในอนาคต ช่วยให้การจัดสรรรถพยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ลดระยะเวลาการเดินทางและการตอบสนองต่อเหตุการณ์

Telemedicine และ Tele-consultation: เมื่อหมออยู่ใกล้แค่เอื้อม

Telemedicine หรือการแพทย์ทางไกล ได้ปฏิวัติวิธีการให้คำปรึกษาและการดูแลผู้ป่วยในสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ห่างไกลหรือในกรณีที่ผู้เชี่ยวชาญไม่สามารถเข้าถึงพื้นที่ได้ทันที

การประเมินและให้คำปรึกษาจากระยะไกล

  • การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญแบบเรียลไทม์: แพทย์ฉุกเฉินหรือเจ้าหน้าที่กู้ชีพ ณ จุดเกิดเหตุสามารถเชื่อมต่อกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญไม่ว่าจะเป็นแพทย์เฉพาะทางโรคหัวใจ ศัลยแพทย์ หรือประสาทแพทย์ เพื่อขอคำปรึกษาและคำแนะนำในการรักษาผู้ป่วยผ่านวิดีโอคอลหรือแพลตฟอร์มเฉพาะ
  • การส่งข้อมูลผู้ป่วยระหว่างหน่วยงาน: ระบบ Telemedicine สามารถส่งข้อมูลสำคัญของผู้ป่วย เช่น สัญญาณชีพ ภาพถ่ายทางการแพทย์ หรือผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ ไปยังโรงพยาบาลปลายทางล่วงหน้า ทำให้ทีมแพทย์ที่โรงพยาบาลสามารถเตรียมความพร้อมในการรับผู้ป่วยได้อย่างเหมาะสม

ประโยชน์ในสถานการณ์ภัยพิบัติและพื้นที่ห่างไกล

  • การเข้าถึงการดูแลในพื้นที่เข้าถึงยาก: ในสถานการณ์ภัยพิบัติ หรือในพื้นที่ที่ขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ Telemedicine ช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการประเมินและคำแนะนำเบื้องต้นจากแพทย์ที่อยู่ห่างไกล ลดระยะเวลาการรอคอยและการเดินทาง
  • การฝึกอบรมและให้ความรู้: Telemedicine ยังใช้ในการฝึกอบรมบุคลากรทางการแพทย์ในพื้นที่ห่างไกล ให้มีความรู้และทักษะในการดูแลผู้ป่วยฉุกเฉินตามมาตรฐาน

อุปกรณ์ทางการแพทย์พกพาและอัจฉริยะ: พลังเล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่

ความก้าวหน้าในการออกแบบและการผลิต ทำให้อุปกรณ์ทางการแพทย์มีขนาดเล็กลง พกพาสะดวก และมีความสามารถที่ชาญฉลาดมากขึ้น ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการดูแลผู้ป่วยฉุกเฉิน ณ จุดเกิดเหตุและระหว่างการเคลื่อนย้าย

เครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าอัตโนมัติ (Automated External Defibrillator – AED)

  • การใช้งานง่ายและปลอดภัย: AED ได้รับการออกแบบมาให้ใช้งานง่าย แม้กระทั่งบุคคลทั่วไปที่ไม่ใช่บุคลากรทางการแพทย์ก็สามารถใช้ได้ เพื่อช่วยชีวิตผู้ป่วยภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันก่อนที่ทีมแพทย์จะมาถึง
  • การกระจายสู่สาธารณะ: การติดตั้ง AED ในพื้นที่สาธารณะต่างๆ เช่น สนามบิน ห้างสรรพสินค้า หรือสถานีขนส่ง ช่วยเพิ่มโอกาสรอดชีวิตของผู้ป่วยภาวะหัวใจหยุดเต้นได้เป็นอย่างมาก

อุปกรณ์ตรวจวัดสัญญาณชีพแบบพกพาและสวมใส่ได้

  • การมอนิเตอร์อาการได้ต่อเนื่อง: อุปกรณ์เหล่านี้สามารถวัดสัญญาณชีพพื้นฐาน เช่น อัตราการเต้นของหัวใจ ระดับออกซิเจนในเลือด ความดันโลหิต และอุณหภูมิร่างกาย ได้อย่างต่อเนื่องและส่งข้อมูลไปยังบุคลากรทางการแพทย์ ทำให้สามารถเฝ้าระวังสภาวะผู้ป่วยได้อย่างใกล้ชิด
  • การเชื่อมต่อกับระบบข้อมูลทางการแพทย์: ข้อมูลที่ได้จากอุปกรณ์เหล่านี้สามารถเชื่อมต่อเข้ากับระบบบันทึกข้อมูลผู้ป่วยอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Health Records – EHR) ได้โดยตรง ลดความผิดพลาดในการบันทึกและประหยัดเวลา

อุปกรณ์อัลตราซาวด์แบบพกพา (Handheld Ultrasound Devices)

  • การวินิจฉัยอย่างรวดเร็ว ณ จุดเกิดเหตุ: อุปกรณ์อัลตราซาวด์ขนาดเล็กที่สามารถพกพาไปได้ทุกที่ ช่วยให้แพทย์ฉุกเฉินสามารถวินิจฉัยภาวะฉุกเฉินบางอย่างได้ทันที เช่น การตรวจหาภาวะเลือดออกในช่องท้อง ภาวะน้ำท่วมปอด หรือภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน โดยไม่จำเป็นต้องเคลื่อนย้ายผู้ป่วยไปยังห้องรังสีวินิจฉัย

เทคโนโลยีในวงการแพทย์ฉุกเฉินกำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว โดยมีการนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาช่วยในการรักษาผู้ป่วยในสถานการณ์ที่ต้องการความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ตัวอย่างเช่น การใช้แอปพลิเคชันที่ช่วยในการสื่อสารระหว่างหน่วยงานทางการแพทย์และผู้ป่วย ซึ่งสามารถลดเวลาในการตอบสนองต่อเหตุการณ์ฉุกเฉินได้อย่างมาก หากคุณสนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพและเคล็ดลับในการดูแลสุขภาพ สามารถอ่านได้ที่ ที่นี่

Big Data และ Internet of Medical Things (IoMT): การจัดการข้อมูลเพื่อการดูแลที่มีประสิทธิภาพ

การเก็บรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมหาศาล (Big Data) จากแหล่งต่างๆ เช่น EHR, อุปกรณ์ IoMT, และระบบเรียกใช้บริการฉุกเฉิน ช่วยให้เกิดความเข้าใจที่ลึกซึ้งขึ้นเกี่ยวกับรูปแบบของเหตุการณ์ฉุกเฉิน และนำไปสู่การปรับปรุงระบบบริการให้ดียิ่งขึ้น

การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อพัฒนาระบบ

  • การระบุรูปแบบของภาวะฉุกเฉิน: การวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมากช่วยให้บุคลากรทางการแพทย์และผู้บริหารสามารถระบุรูปแบบของภาวะฉุกเฉินที่พบบ่อยในแต่ละพื้นที่หรือช่วงเวลา ทำให้สามารถจัดเตรียมทรัพยากรและแผนรับมือได้อย่างเหมาะสม
  • การประเมินประสิทธิภาพของการรักษา: Big Data ช่วยในการประเมินว่าการรักษาหรือแนวทางปฏิบัติใดมีประสิทธิภาพมากที่สุดสำหรับภาวะฉุกเฉินบางประเภท ซึ่งนำไปสู่การปรับปรุงแนวทางการรักษาให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง
  • การพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้า: ด้วยข้อมูลที่หลากหลายและครอบคลุม การสร้างระบบเตือนภัยล่วงหน้าสำหรับโรคระบาด หรือภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขจึงเป็นไปได้ ช่วยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถเตรียมตัวและตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว

IoMT: การเชื่อมโยงโลกแห่งการแพทย์

  • อุปกรณ์สวมใส่และเซ็นเซอร์อัจฉริยะ: อุปกรณ์เหล่านี้สามารถติดตามสุขภาพของผู้ป่วยได้อย่างต่อเนื่องและส่งข้อมูลไปยังบุคลากรทางการแพทย์โดยอัตโนมัติ ซึ่งมีประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับผู้ป่วยเรื้อรังที่อาจมีภาวะฉุกเฉินเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา
  • ระบบระบุตำแหน่งอัจฉริยะ: GPS และ RFID สามารถช่วยในการติดตามและระบุตำแหน่งของรถพยาบาล บุคลากรทางการแพทย์ หรือแม้แต่อุปกรณ์ทางการแพทย์ ทำให้สามารถจัดสรรทรัพยากรและเดินทางไปยังจุดเกิดเหตุได้อย่างรวดเร็ว

การจำลองสถานการณ์และ VR/AR: ฝึกฝนเพื่อความสมบูรณ์แบบ

การฝึกอบรมบุคลากรทางการแพทย์ฉุกเฉินมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการฝึกฝนทักษะการตัดสินใจภายใต้แรงกดดัน เทคโนโลยีการจำลองสถานการณ์ (Simulation) และความเป็นจริงเสมือน/เสริม (VR/AR) ได้เข้ามาช่วยยกระดับการฝึกอบรมนี้

การฝึกทักษะการปฏิบัติและตัดสินใจ

  • หุ่นจำลองเสมือนจริง (High-fidelity Manikins): หุ่นจำลองเหล่านี้สามารถตอบสนองต่อการรักษาได้ใกล้เคียงกับมนุษย์จริง เช่น มีการเต้นของหัวใจ หายใจ มีการเสียเลือด หรือมีปฏิกิริยาต่อยา ทำให้ผู้ฝึกสามารถฝึกฝนการช่วยชีวิตและหัตถการต่างๆ ในสภาพแวดล้อมที่ควบคุมได้
  • โปรแกรมการจำลองสถานการณ์: ซอฟต์แวร์ที่สร้างสถานการณ์ฉุกเฉินจำลองขึ้นมา ช่วยให้ผู้ฝึกสามารถฝึกการประเมินสถานการณ์ การตัดสินใจ และการสื่อสารกับทีมได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่ต้องเสี่ยงกับผู้ป่วยจริง

VR และ AR สำหรับการเรียนรู้ที่สมจริง

  • การฝึกด้วย VR (Virtual Reality): ผู้ฝึกสามารถเข้าสู่โลกเสมือนจริงที่จำลองสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างสมจริง ไม่ว่าจะเป็นการอยู่ในที่เกิดเหตุ การผ่าตัดในห้องฉุกเฉิน หรือการดูแลผู้ป่วยในรถพยาบาล ทำให้เกิดการเรียนรู้ที่เป็นรูปธรรมและมีปฏิสัมพันธ์
  • การใช้ AR (Augmented Reality) ในการฝึกอบรม: AR สามารถซ้อนข้อมูลดิจิทัล เช่น ข้อมูล анатомия หรือขั้นตอนการทำหัตถการ ลงบนโลกจริง ช่วยให้ผู้ฝึกมองเห็นและปฏิบัติตามขั้นตอนได้อย่างถูกต้องแม่นยำยิ่งขึ้น

ความท้าทายและข้อจำกัด

แม้ว่าเทคโนโลยีเหล่านี้จะนำมาซึ่งประโยชน์มหาศาล แต่ก็ยังมีความท้าทายและข้อจำกัดที่ต้องพิจารณา

ค่าใช้จ่ายและการเข้าถึง

  • งบประมาณสูง: เทคโนโลยีบางอย่างมีราคาสูง ทำให้การนำไปใช้ในวงกว้าง โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนา เป็นไปได้ยาก
  • ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึง: เทคโนโลยีเหล่านี้อาจยังไม่กระจายไปถึงพื้นที่ห่างไกลหรือหน่วยงานที่มีงบประมาณจำกัด ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการรักษา

ความปลอดภัยของข้อมูลและความเป็นส่วนตัว

  • ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์: การเชื่อมโยงข้อมูลผู้ป่วยจำนวนมากผ่านเครือข่าย อาจมีความเสี่ยงต่อการถูกโจรกรรมข้อมูลหรือการเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต
  • ความเป็นส่วนตัวของผู้ป่วย: การเก็บรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลทางการแพทย์จำนวนมาก จำเป็นต้องมีมาตรการที่เข้มงวดในการปกป้องความเป็นส่วนตัวของผู้ป่วย

การปรับตัวของบุคลากรและโครงสร้างพื้นฐาน

  • การฝึกอบรมและทักษะใหม่: บุคลากรทางการแพทย์จำเป็นต้องได้รับการฝึกอบรมและพัฒนาทักษะในการใช้งานเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง
  • โครงสร้างพื้นฐานด้านไอที: การนำเทคโนโลยีเหล่านี้มาใช้ จำเป็นต้องมีโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีที่แข็งแกร่งและเชื่อถือได้

อนาคตของเทคโนโลยีการแพทย์ฉุกเฉิน

อนาคตของการแพทย์ฉุกเฉินจะยังคงมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เราจะเห็นการผสานรวมเทคโนโลยีที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น เพื่อให้การดูแลผู้ป่วยฉุกเฉินมีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และเข้าถึงได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม

  • หุ่นยนต์และโดรนทางการแพทย์: มีความเป็นไปได้ที่จะเห็นการใช้หุ่นยนต์ช่วยในการขนส่งอุปกรณ์ทางการแพทย์ หรือโดรนในการส่งยาหรือเวชภัณฑ์ไปยังพื้นที่ที่เข้าถึงยาก
  • วัสดุและอุปกรณ์ที่ฉลาดขึ้น: การพัฒนาวัสดุศาสตร์และอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่สามารถตรวจจับและตอบสนองต่อสภาวะทางร่างกายของผู้ป่วยได้อัตโนมัติ
  • การเชื่อมโยงระบบนิเวศการแพทย์ที่สมบูรณ์: การเชื่อมโยงข้อมูลและเทคโนโลยีจากหน่วยปฐมภูมิไปยังโรงพยาบาล เพื่อสร้างระบบการดูแลผู้ป่วยฉุกเฉินที่มีประสิทธิภาพและราบรื่น

สรุป

เทคโนโลยีการแพทย์ฉุกเฉินเป็นส่วนสำคัญที่ผลักดันให้การดูแลผู้ป่วยในสถานการณ์วิกฤตประสบความสำเร็จมากขึ้น นับตั้งแต่ AI ที่ช่วยในการวินิจฉัย ไปจนถึงอุปกรณ์พกพาที่ช่วยชีวิตในสถานที่เกิดเหตุ นวัตกรรมเหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มโอกาสการรอดชีวิต แต่ยังช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยอีกด้วย แม้จะมีความท้าทายรออยู่ข้างหน้า แต่ศักยภาพของเทคโนโลยีในการเปลี่ยนแปลงการแพทย์ฉุกเฉินให้ดียิ่งขึ้นนั้น เป็นสิ่งที่น่าตื่นเต้นและสร้างความหวังให้กับทุกคน

FAQs

1. โทรศัพท์มือถือสามารถใช้ในการเรียกรถฉุกเฉินได้หรือไม่?

ใช่ โทรศัพท์มือถือสามารถใช้เรียกรถฉุกเฉินได้ โดยการโทรหาหมายเลขฉุกเฉิน 191 หรือ 1669 และรายงานปัญหาที่เกิดขึ้น

2. เทคโนโลยีในการช่วยชีวิตที่สำคัญในการรักษาผู้ป่วยฉุกเฉินคืออะไรบ้าง?

เทคโนโลยีที่สำคัญในการช่วยชีวิตในการรักษาผู้ป่วยฉุกเฉิน ได้แก่ เครื่องดูดเสมหะ และเครื่องช่วยหายใจอัตโนมัติ (AED)

3. การใช้เทคโนโลยีในการรักษาผู้ป่วยฉุกเฉินมีประโยชน์อย่างไร?

การใช้เทคโนโลยีในการรักษาผู้ป่วยฉุกเฉินช่วยให้การรักษาเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้มีโอกาสในการรอดชีวิตมากขึ้น

4. การใช้เทคโนโลยีในการรักษาผู้ป่วยฉุกเฉินมีข้อจำกัดอะไรบ้าง?

การใช้เทคโนโลยีในการรักษาผู้ป่วยฉุกเฉินอาจมีข้อจำกัดในการเข้าถึงเทคโนโลยี และการใช้งานที่ถูกต้อง ซึ่งอาจทำให้การรักษาไม่สามารถทำได้อย่างเหมาะสม

5. การฝึกฝนในการใช้เทคโนโลยีในการรักษาผู้ป่วยฉุกเฉินมีความสำคัญอย่างไร?

การฝึกฝนในการใช้เทคโนโลยีในการรักษาผู้ป่วยฉุกเฉินช่วยเพิ่มความชำนาญและความมั่นใจในการใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ในกรณีฉุกเฉิน