Home โรงพยาบาล โรคที่มากับน้ำท่วม 2568 วิธีป้องกันและดูแลสุขภาพช่วงน้ำท่วม

โรคที่มากับน้ำท่วม 2568 วิธีป้องกันและดูแลสุขภาพช่วงน้ำท่วม

0
3

ช่วงน้ำท่วมปี 2568 นี้ หลายคนคงกังวลเรื่องสุขภาพกันไม่น้อย เพราะน้ำท่วมไม่ได้พัดพาแค่ทรัพย์สินไป แต่ยังนำพาโรคภัยไข้เจ็บมาสู่เราด้วย บทความนี้จะสรุปโรคที่ต้องระวัง พร้อมวิธีป้องกันง่ายๆ ที่ใครๆ ก็ทำตามได้ เพื่อให้ทุกคนผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปได้อย่างปลอดภัย

โรคที่ต้องเฝ้าระวังช่วงน้ำท่วม

เมื่อน้ำท่วมขัง สิ่งที่ตามมาคือความสกปรก เชื้อโรคที่ปนเปื้อนในน้ำและอาหาร และสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้อต่อสุขอนามัยที่ดี นี่คือโรคที่เราต้องระวังเป็นพิเศษในช่วงน้ำท่วมปี 2568 นี้

โรคระบบทางเดินอาหาร

โรคกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่พบบ่อยที่สุดในช่วงน้ำท่วม เพราะน้ำดื่มน้ำใช้ไม่สะอาด อาหารปนเปื้อน หรือการจัดการสุขาภิบาลที่ไม่ถูกสุขลักษณะ

ท้องเสีย อหิวาตกโรค บิด ไทฟอยด์

โรคเหล่านี้เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียหรือไวรัสที่ปนเปื้อนในน้ำและอาหาร อาการที่พบบ่อยคือ ถ่ายเหลวเป็นน้ำ ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน อาจมีไข้ร่วมด้วย หากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง อาจนำไปสู่ภาวะขาดน้ำอย่างรุนแรงและเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

  • แหล่งที่มาของเชื้อโรค: น้ำท่วมพัดพาเชื้อโรคจากสิ่งปฏิกูลต่างๆ เช่น ส้วม ถังขยะ ซากสัตว์ ที่ปะปนลงในแหล่งน้ำดื่มน้ำใช้ นอกจากนี้อาหารที่ปรุงไม่สุก หรือเก็บรักษาไม่ดี ก็เป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคเช่นกัน
  • กลุ่มเสี่ยง: ทุกคนมีความเสี่ยง แต่เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีภูมิต้านทานต่ำ จะมีอาการรุนแรงกว่าปกติ

โรคที่เกิดจากสัตว์และแมลงนำโรค

น้ำท่วมมักทำให้สัตว์และแมลงต่างๆ อพยพหนีน้ำเข้ามาใกล้ชิดกับคนมากขึ้น ทำให้มีความเสี่ยงต่อการถูกกัดต่อยหรือสัมผัสกับเชื้อโรคจากสัตว์เหล่านี้

โรคฉี่หนู (Leptospirosis)

เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่อยู่ในปัสสาวะของสัตว์หลายชนิด โดยเฉพาะหนู เชื้อโรคจะปนเปื้อนอยู่ในน้ำท่วมขังและสามารถเข้าสู่ร่างกายคนได้ทางบาดแผล รอยถลอก หรือแม้กระทั่งเยื่อบุอ่อน เช่น ตา จมูก ปาก

  • อาการ: เริ่มจากไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะน่องและหลัง อาจมีตาแดง ตัวเหลือง ปัสสาวะน้อยลง หากไม่รีบรักษา อาจเกิดภาวะไตวาย ตับวาย เลือดออกในอวัยวะต่างๆ และเสียชีวิตได้
  • การแพร่เชื้อ: การเดินลุยน้ำย่ำโคลนที่มีเชื้อปนเปื้อน สัมผัสสัตว์ป่วย หรือแม้กระทั่งการกินอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อ
  • กลุ่มเสี่ยง: ผู้ที่ต้องเดินลุยน้ำเป็นประจำ เกษตรกร คนเก็บขยะ หรือผู้ที่สัมผัสกับดินและน้ำที่มีการปนเปื้อน

ไข้เลือดออก มาลาเรีย

เป็นโรคที่มียุงเป็นพาหะ ยุงจะวางไข่และแพร่พันธุ์ได้ดีในน้ำนิ่งที่สะอาด ยิ่งน้ำท่วมขังนานเท่าไหร่ ยิ่งมีแหล่งเพาะพันธุ์ยุงมากขึ้นเท่านั้น

  • ไข้เลือดออก: มียุงลายเป็นพาหะ อาการคือไข้สูงเฉียบพลัน ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ มีจุดเลือดออกใต้ผิวหนัง อาจมีภาวะช็อกและเสียชีวิตได้
  • มาลาเรีย: มียุงก้นปล่องเป็นพาหะ พบมากในพื้นที่ป่าเขา อาการคือไข้หนาวสั่น ปวดศีรษะ เหงื่อออกมาก
  • กลุ่มเสี่ยง: ทุกคนในพื้นที่ที่มีน้ำท่วมขัง และมีแหล่งเพาะพันธุ์ยุง

โรคพิษสุนัขบ้า

สุนัขและแมวที่หนีน้ำท่วมอาจเครียด หงุดหงิด และอาจกัดคนได้ง่ายขึ้น หากเป็นสัตว์ที่มีเชื้อพิษสุนัขบ้า จะทำให้ติดเชื้อสู่คนได้

  • อาการ: ไข้ ปวดหัว คลื่นไส้ อาเจียน กลืนลำบาก กลัวน้ำ กระสับกระส่าย ชัก และเสียชีวิต
  • การป้องกัน: หลีกเลี่ยงการเข้าใกล้สัตว์จรจัด หรือสัตว์เลี้ยงที่ไม่รู้จักในช่วงน้ำท่วม

โรคระบบทางเดินหายใจ

ความชื้นและสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงในช่วงน้ำท่วม รวมถึงการอยู่ในพื้นที่แออัด อาจทำให้เกิดโรคในระบบทางเดินหายใจได้ง่ายขึ้น

ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ ปอดบวม

การที่เราต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่อับชื้น หนาวเย็น หรือมีคนแออัดกันอยู่ในศูนย์อพยพ ทำให้เชื้อโรคแพร่กระจายได้ง่ายขึ้น

  • อาการ: ไข้ ไอ เจ็บคอ น้ำมูกไหล ปวดเมื่อยตัว หากเป็นปอดบวม อาจมีอาการหายใจลำบาก หอบเหนื่อย
  • กลุ่มเสี่ยง: เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง และผู้ที่มีภูมิต้านทานต่ำ

โรคผิวหนัง

การแช่น้ำนานๆ หรือการสัมผัสกับน้ำสกปรก ทำให้ผิวหนังเกิดการระคายเคืองและติดเชื้อได้ง่าย

น้ำกัดเท้า ผื่นคัน กลาก เกลื้อน

  • น้ำกัดเท้า: เกิดจากเท้าแช่น้ำนานๆ ทำให้ผิวหนังเปื่อยยุ่ย เป็นช่องทางให้เชื้อราหรือแบคทีเรียเข้าสู่ผิวหนังได้ง่าย มีอาการคัน แสบ เป็นขุย หรือมีตุ่มน้ำ
  • ผื่นคัน: เกิดจากการแพ้สารเคมีในน้ำ หรือถูกแมลงกัดต่อย
  • กลาก เกลื้อน: เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อรา มักเกิดในบริเวณที่อับชื้น เช่น ซอกนิ้ว ง่ามขา

แผลที่เกิดจากการลุยน้ำ

น้ำท่วมอาจมีเศษแก้ว ตะปู หรือของมีคมอื่นๆ ที่ทำให้เกิดบาดแผลได้ หากแผลไม่ได้รับการดูแลที่ดีและสัมผัสกับน้ำสกปรก อาจทำให้ติดเชื้อได้ง่าย และมีความเสี่ยงต่อการเป็นบาดทะยัก

  • บาดทะยัก: เกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่อยู่ในดินและมูลสัตว์ หากเข้าสู่แผล อาจทำให้เกิดอาการกล้ามเนื้อแข็งเกร็ง โดยเฉพาะขากรรไกร ทำให้พูดหรือกลืนลำบาก เป็นอันตรายถึงชีวิตได้

ภาวะเครียดและสุขภาพจิต

สถานการณ์น้ำท่วมสร้างความเสียหายทั้งทรัพย์สิน ชีวิตความเป็นอยู่ และความมั่นคง ทำให้หลายคนประสบภาวะเครียด วิตกกังวล หรือแม้กระทั่งซึมเศร้า

  • อาการ: นอนไม่หลับ หงุดหงิดง่าย เบื่ออาหาร ไม่มีสมาธิ หรือรู้สึกท้อแท้สิ้นหวัง
  • กลุ่มเสี่ยง: ทุกคนที่ประสบภัย โดยเฉพาะผู้ที่สูญเสียทรัพย์สินมาก หรือไม่มีที่อยู่อาศัย

การเตรียมตัวก่อนน้ำท่วม

การเตรียมพร้อมล่วงหน้าเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดความเสี่ยงจากโรคภัยไข้เจ็บในช่วงน้ำท่วม

เตรียมน้ำสะอาดและอาหารแห้ง

  • น้ำดื่ม: ควรมีน้ำดื่มที่สะอาดเพียงพอสำหรับทุกคนในครอบครัวอย่างน้อย 3-7 วัน อาจเป็นน้ำบรรจุขวด หรือเตรียมภาชนะสำหรับเก็บน้ำฝนหรือน้ำประปาที่ต้มสุกแล้ว
  • อาหาร: เตรียมอาหารแห้ง อาหารกระป๋อง หรืออาหารสำเร็จรูปที่เก็บไว้ได้นาน และไม่ต้องปรุงให้ยุ่งยาก หากมีผู้ป่วยเบาหวานหรือโรคอื่นๆ ควรเตรียมอาหารพิเศษที่เหมาะสม
  • ภาชนะสำหรับประกอบอาหาร: หากจำเป็นต้องทำอาหาร ควรเตรียมภาชนะที่สะอาด เช่น หม้อ กระทะ จาน ชาม ช้อน ส้อม และน้ำยาล้างจานไว้ด้วย

เตรียมยาและเวชภัณฑ์ที่จำเป็น

  • ยาประจำตัว: ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ หอบหืด ควรเตรียมยาประจำตัวให้เพียงพออย่างน้อย 1-2 สัปดาห์ พร้อมซองยา หรือเอกสารกำกับยา
  • ชุดปฐมพยาบาลเบื้องต้น:
  • ยาสามัญประจำบ้าน: ยาลดไข้แก้ปวด (พาราเซตามอล) ยาแก้แพ้ ยาแก้ท้องเสีย เกลือแร่ผงสำหรับชงดื่ม ยาแก้เมารถ
  • อุปกรณ์ทำแผล: แอลกอฮอล์สำหรับล้างแผล เบตาดีน ผ้าก๊อซ เทปปิดแผล พลาสเตอร์ปิดแผล สำลี คีมหนีบ
  • อุปกรณ์อื่นๆ: ยาทากันยุง ครีมแก้ผื่นคัน ยาหม่อง ไฟฉาย ถ่านไฟฉาย นกหวีด และนกหวีดสำหรับให้เด็กใช้เมื่อต้องการความช่วยเหลือ

เตรียมสุขภัณฑ์และอุปกรณ์ทำความสะอาด

  • สบู่ แชมพู: สำหรับล้างมือและอาบน้ำ
  • ยาสีฟัน แปรงสีฟัน: สำหรับสุขอนามัยในช่องปาก
  • ผ้าเช็ดตัว ผ้าขนหนู: ควรมีเพียงพอต่อการใช้งาน
  • เจลแอลกอฮอล์ล้างมือ: สำหรับทำความสะอาดมือในกรณีที่ไม่มีน้ำสะอาด
  • ถุงขยะ ถุงพลาสติก: สำหรับทิ้งขยะและสิ่งปฏิกูล เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรค
  • รองเท้าบูทยาง ถุงมือยาง: สำหรับเดินลุยน้ำ ป้องกันการสัมผัสเชื้อโรค และของมีคม
  • เสื้อผ้าที่แห้งเร็ว: ควรมีเสื้อผ้าที่แห้งง่าย ไม่ซับน้ำ สำหรับสวมใส่หลังจากการลุยน้ำ หรือเมื่อต้องอยู่ในพื้นที่ที่มีความชื้นสูง

เอกสารสำคัญ

  • เอกสารส่วนตัว: บัตรประชาชน ทะเบียนบ้าน สูติบัตร สำเนาทะเบียนสมรส หรือเอกสารอื่นๆ ที่สำคัญ ควรเก็บไว้ในถุงพลาสติกกันน้ำ หรือภาชนะที่ปิดมิดชิด และพกติดตัวไว้เสมอ
  • เอกสารทางการแพทย์: ประวัติการรักษาของสมาชิกในครอบครัว โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคเรื้อรัง หรือมีอาการแพ้ยา ควรมีข้อมูลติดต่อแพทย์ประจำตัว หรือโรงพยาบาลที่เคยรักษา

การดูแลตัวเองและคนในครอบครัวช่วงน้ำท่วม

Photo flood-related diseases 2025 Thailand

เมื่อน้ำท่วมมาถึงแล้ว การปรับตัวและดูแลสุขภาพอย่างถูกวิธีเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

สุขาภิบาลและการจัดการน้ำเสีย

  • ดื่มน้ำสะอาดเท่านั้น: ควรดื่มน้ำที่บรรจุขวด หรือน้ำประปาที่ต้มสุกแล้วเท่านั้น หากไม่มีน้ำสะอาดจริงๆ ให้ใช้สารละลายคลอรีนสำหรับฆ่าเชื้อโรคในน้ำ หรือเม็ดทิพย์สำหรับทำให้น้ำใสสะอาดก่อนนำไปต้ม
  • กินอาหารที่ปรุงสุกใหม่ๆ: หลีกเลี่ยงอาหารที่เก็บไว้นาน หรืออาหารที่มีแมลงวันตอม เพราะเสี่ยงต่อการปนเปื้อนเชื้อโรค
  • ล้างมือให้สะอาด: ล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาดทุกครั้งก่อนกินอาหาร หลังเข้าห้องน้ำ หรือหลังสัมผัสสิ่งสกปรก หากไม่มีน้ำสะอาด ให้ใช้เจลแอลกอฮอล์ล้างมือ
  • การจัดการส้วมและสิ่งปฏิกูล: หากส้วมใช้การไม่ได้ ควรจัดหาส้วมชั่วคราว เช่น ใช้ถุงพลาสติกหนาหลายชั้นรองถัง หรือใช้ส้วมลอยน้ำที่ทางราชการจัดหาให้ เมื่อขับถ่ายเสร็จแล้ว ให้ทิ้งลงในถุงขยะที่ปิดสนิท และนำไปทิ้งในที่ที่กำหนด เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรค
  • ทิ้งขยะให้ถูกที่: รวบรวมขยะใส่ถุงพลาสติก ปิดปากถุงให้สนิท และนำไปทิ้งในที่ที่ราชการจัดไว้ให้ หรือรอจนกว่าสถานการณ์จะดีขึ้นจึงนำไปทิ้ง

ป้องกันการติดเชื้อทางผิวหนังและบาดแผล

  • สวมรองเท้าบูทและถุงมือยาง: ทุกครั้งที่ต้องเดินลุยน้ำ เพื่อป้องกันของมีคมบาด และลดการสัมผัสกับน้ำสกปรกโดยตรง
  • ทำความสะอาดร่างกายทันทีหลังสัมผัสเชื้อโรค: หากจำเป็นต้องลุยน้ำ หรือสัมผัสกับน้ำท่วมขัง เมื่อกลับเข้าที่พักแล้ว ควรรีบอาบน้ำชำระล้างร่างกายด้วยสบู่และน้ำสะอาด และเช็ดตัวให้แห้งทันที
  • ดูแลบาดแผลให้สะอาด: หากมีบาดแผล ให้ล้างด้วยน้ำสะอาดและสบู่ แล้วใส่ยาฆ่าเชื้อ เช่น เบตาดีน และปิดด้วยพลาสเตอร์หรือผ้าก๊อซที่สะอาด หากแผลลึก หรือปวด บวม แดง ร้อน ควรรีบไปพบแพทย์ทันที
  • ฉีดวัคซีนป้องกันบาดทะยัก: หากมีแผล และยังไม่เคยฉีดวัคซีนป้องกันบาดทะยัก หรือฉีดมานานเกิน 10 ปีแล้ว ควรไปรับการฉีดวัคซีนกระตุ้น

ป้องกันโรคที่เกิดจากสัตว์และแมลงนำโรค

  • ระวังยุงกัด:
  • นอนในมุ้ง หรือกางมุ้งลวด
  • ทายากันยุง โดยเฉพาะช่วงกลางวันและช่วงค่ำ
  • ทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย เช่น คว่ำภาชนะที่มีน้ำขัง เปลี่ยนน้ำในแจกันหรือภาชนะเลี้ยงปลาทุกวัน
  • ระวังสัตว์มีพิษและสัตว์นำโรค:
  • ตรวจสอบที่นอนและบริเวณที่พักอาศัยก่อนนอน เพื่อป้องกันสัตว์มีพิษ เช่น งู ตะขาบ แมงป่อง เข้ามาหลบซ่อน
  • หลีกเลี่ยงการเข้าใกล้สัตว์จรจัด หรือสัตว์ที่ไม่รู้จัก
  • หากถูกสัตว์กัด ให้ล้างแผลด้วยสบู่และน้ำสะอาดหลายๆ ครั้ง แล้วรีบไปพบแพทย์ทันที เพื่อประเมินความเสี่ยงและพิจารณาฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าและบาดทะยัก
  • กำจัดหนู: ควรเก็บอาหารให้มิดชิด จัดการขยะให้ถูกสุขลักษณะ เพื่อไม่ให้หนูเข้ามาอาศัยและแพร่เชื้อโรค

ดูแลสุขภาพจิต

  • ติดตามข่าวสารอย่างมีสติ: รับฟังข่าวสารจากแหล่งที่เชื่อถือได้ เพื่อวางแผนรับมือ แต่ไม่ควรจมอยู่กับข่าวสารตลอดเวลา เพราะอาจทำให้เกิดความเครียดได้
  • พูดคุยกับคนในครอบครัวและเพื่อน: ระบายความรู้สึก ความกังวลต่างๆ เพื่อคลายความตึงเครียด
  • ทำกิจกรรมที่ผ่อนคลาย: หากทำได้ เช่น ฟังเพลง อ่านหนังสือ หรือทำสมาธิ
  • ขอความช่วยเหลือ: หากรู้สึกเครียด วิตกกังวล หรือซึมเศร้ามาก จนกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ควรรีบปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต หรือโทรสายด่วนสุขภาพจิต

สิ่งที่ควรทำหลังน้ำลด

เมื่อน้ำลดแล้ว สถานการณ์อาจยังไม่กลับสู่ภาวะปกติทันที ยังคงมีเรื่องที่ต้องระวังและทำความสะอาด เพื่อสุขอนามัยที่ดี

การทำความสะอาดบ้านเรือนและสิ่งของ

  • ระบายน้ำขัง: ตรวจสอบและระบายน้ำขังที่อาจเหลืออยู่ในบริเวณบ้าน เพื่อป้องกันแหล่งเพาะพันธุ์ยุง
  • ล้างทำความสะอาดบ้าน: ใช้ผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อโรค เช่น น้ำยาฟอกขาว ผสมน้ำตามอัตราส่วนที่แนะนำ ทำความสะอาดพื้น ผนัง และเฟอร์นิเจอร์ที่เปียกน้ำ
  • ทำความสะอาดของใช้ส่วนตัว: ซักล้างเสื้อผ้า ผ้าห่ม หรือของใช้ต่างๆ ที่เปียกน้ำให้สะอาด และตากแดดให้แห้งสนิท เพื่อฆ่าเชื้อโรคและป้องกันเชื้อรา
  • ทิ้งขยะมูลฝอยและซากสัตว์: รวบรวมขยะมูลฝอย ซากสัตว์ หรือสิ่งของที่เน่าเสียไปทิ้งในที่ที่ราชการจัดไว้ให้ โดยสวมถุงมือและรองเท้าบูทป้องกันเสมอ

ตรวจสอบความปลอดภัยของระบบไฟฟ้าและน้ำประปา

  • ระบบไฟฟ้า: ก่อนเปิดใช้ไฟฟ้า ควรให้ช่างผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบระบบไฟฟ้าภายในบ้านให้แน่ใจว่าปลอดภัย และไม่มีการลัดวงจร เพราะอาจทำให้เกิดอันตรายถึงชีวิตได้
  • น้ำประปา: ควรตรวจสอบระบบท่อน้ำประปา หากพบรอยรั่วหรือความเสียหาย ควรแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาดำเนินการแก้ไข ก่อนใช้น้ำประปา ควรปล่อยน้ำทิ้งไปสักครู่ เพื่อชำระสิ่งสกปรกที่อาจปนเปื้อนในท่อออกไป

สุขอนามัยส่วนบุคคลและเฝ้าระวังโรค

  • ยังคงรักษาอนามัยที่ดี: ล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาด กินอาหารที่ปรุงสุกใหม่ๆ ดื่มน้ำสะอาด และสวมรองเท้าบูทเมื่อต้องเดินในพื้นที่ชื้นแฉะ
  • เฝ้าระวังอาการเจ็บป่วย: หากมีอาการผิดปกติ เช่น ไข้สูง ปวดเมื่อยตัว ท้องเสีย คลื่นไส้ อาเจียน หรือมีผื่นคัน ควรปรึกษาแพทย์หรือไปพบหน่วยบริการสาธารณสุขใกล้บ้านทันที
  • ฉีดวัคซีนป้องกันโรค: หากยังไม่เคยฉีดวัคซีนป้องกันบาดทะยัก หรือโรคที่จำเป็นอื่นๆ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการฉีดวัคซีน
  • กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุง: เมื่อน้ำลดแล้ว ยังคงต้องสำรวจและกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงอย่างต่อเนื่อง เพราะยุงลายยังคงเป็นพาหะของโรคไข้เลือดออก

คำแนะนำเพิ่มเติมสำหรับผู้ที่อยู่ในศูนย์พักพิง

โรค สาเหตุ อาการ วิธีป้องกัน จำนวนผู้ป่วยในปี 2568
โรคฉี่หนู (Leptospirosis) เชื้อแบคทีเรียจากน้ำท่วมที่ปนเปื้อนปัสสาวะสัตว์ ไข้สูง ปวดกล้ามเนื้อ ตาแดง หลีกเลี่ยงสัมผัสน้ำท่วม สวมรองเท้าบูท 1,200 ราย
โรคบิด (Dysentery) เชื้อแบคทีเรียหรือโปรโตซัวจากน้ำและอาหารปนเปื้อน ท้องเสียรุนแรง มีมูกเลือดในอุจจาระ ล้างมือให้สะอาด กินอาหารสุก 850 ราย
โรคท้องร่วง (Diarrhea) เชื้อไวรัส แบคทีเรีย หรือปรสิตในน้ำและอาหาร ถ่ายเหลว อาเจียน ดื่มน้ำสะอาด ล้างมือบ่อยๆ 2,500 ราย
โรคผิวหนัง (Skin infections) เชื้อแบคทีเรียและเชื้อราในน้ำท่วม ผื่นคัน แดง บวม หลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำท่วมโดยตรง 1,100 ราย
โรคไข้เลือดออก (Dengue Fever) ยุงลายที่เพิ่มจำนวนในน้ำขังหลังน้ำท่วม ไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดข้อ กำจัดแหล่งน้ำขัง ใช้มุ้งกันยุง 900 ราย

หากต้องย้ายไปอยู่ในศูนย์พักพิงหรือศูนย์อพยพ การดูแลสุขภาพอาจมีความท้าทายมากขึ้น เนื่องจากพื้นที่จำกัดและผู้คนหนาแน่น

รักษาสุขอนามัยส่วนบุคคลอย่างเคร่งครัด

  • ล้างมือบ่อยๆ: เป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรค ควรล้างมือด้วยสบู่และน้ำ หรือใช้เจลแอลกอฮอล์บ่อยๆ โดยเฉพาะก่อนกินอาหารและหลังเข้าห้องน้ำ
  • สวมหน้ากากอนามัย: หากมีอาการไอ จาม หรือเมื่ออยู่ในพื้นที่แออัด เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อทางเดินหายใจ
  • ใช้ของส่วนตัว: พยายามใช้ภาชนะ แก้วน้ำ ช้อน ส้อม และผ้าเช็ดตัวของตัวเอง ไม่ใช้ร่วมกับผู้อื่น
  • อาบน้ำและทำความสะอาดร่างกาย: หากมีห้องน้ำที่สะอาดและน้ำเพียงพอ ควรอาบน้ำและเปลี่ยนเสื้อผ้าให้บ่อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อลดความอับชื้นและการสะสมของเชื้อโรค

การจัดการขยะและสิ่งปฏิกูลในศูนย์พักพิง

  • ทิ้งขยะลงถัง: ทิ้งขยะทุกประเภทลงในถังขยะที่มีฝาปิด และควรมีการแยกขยะเปียก ขยะแห้ง หากทำได้
  • ใช้ห้องน้ำอย่างถูกสุขลักษณะ: ใช้ห้องน้ำที่จัดไว้ให้ และทำความสะอาดตามคำแนะนำ เพื่อไม่ให้เป็นแหล่งสะสมเชื้อโรค
  • แจ้งเจ้าหน้าที่: หากพบเห็นความไม่สะอาด หรือปัญหาด้านสุขอนามัยในศูนย์พักพิง ควรแจ้งเจ้าหน้าที่เพื่อดำเนินการแก้ไข

การรับประทานอาหารและน้ำดื่ม

  • เลือกอาหารที่ปรุงสุกใหม่ๆ: พยายามเลือกรับประทานอาหารที่เจ้าหน้าที่จัดหาให้ และเป็นอาหารที่ปรุงสุกใหม่ๆ
  • ดื่มน้ำที่สะอาด: ดื่มน้ำที่บรรจุขวด หรือน้ำที่ทางศูนย์ฯ จัดเตรียมให้เท่านั้น

การเฝ้าระวังอาการเจ็บป่วยและการขอความช่วยเหลือ

  • สังเกตอาการตัวเองและคนในครอบครัว: หากมีอาการป่วย เช่น มีไข้ ไอ ท้องเสีย ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในศูนย์ฯ ทันที
  • ปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่: ให้ความร่วมมือและปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ด้านสาธารณสุขและเจ้าหน้าที่ดูแลศูนย์พักพิงอย่างเคร่งครัด
  • ขอความช่วยเหลือด้านสุขภาพจิต: หากรู้สึกเครียดหรือวิตกกังวลจากการอยู่ในศูนย์พักพิง ควรปรึกษาเจ้าหน้าที่ หรืออาสาสมัครที่ให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิต

สรุปและกำลังใจ

น้ำท่วมเป็นภัยธรรมชาติที่เราไม่สามารถควบคุมได้ แต่เราสามารถเตรียมตัว รับมือ และดูแลสุขภาพตัวเองและคนในครอบครัวให้ปลอดภัยได้ การปฏิบัติตามคำแนะนำเรื่องสุขอนามัย การป้องกันโรค และการดูแลสุขภาพกายใจ จะช่วยให้เราผ่านพ้นสถานการณ์ที่ยากลำบากนี้ไปได้ด้วยดี ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนปลอดภัย และกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด